"ถ้าแกคิดจะโกงเงินส่วนแบ่งของฉันแม้แต่เฟินเดียว ในฐานะที่เคยเป็นแม่ทัพมานับสิบปี ฉันบอกได้คำเดียวว่า... ชีวิตแกจะไม่จบลงสวยงามเหมือนที่วาดฝันไว้แน่ จ้าวเผิง"
เสียงของผมดังกังวานก้องอยู่ในเพิงไม้เก่าๆ หลังตลาดมืด แววตาของผมที่จ้องเขม็งไปที่ชายร่างอ้วนพุงพลุ้ยไม่ได้มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย มันคือสายตาของผู้ที่ผ่านสมรภูมิเลือดมาอย่างโชกโชน จ้าวเผิงที่พยายามจะยัดเงินสินบนให้ผมเพื่อปิดปากเรื่องยอดขายจริงของผักและเนื้อสัตว์ป่าที่ผมนำมาวางขาย ชะงักมือที่กำลังสั่นเทาอยู่กลางอากาศทันที
"เฉินเว่ย... นายมันพวกบ้า! นายไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ถิ่นใคร?" จ้าวเผิงขู่ฟ่อ แต่เหงื่อเม็ดโตผุดพรายบนหน้าผากจนสังเกตเห็นได้ชัด
ผมไม่ตอบโต้ด้วยวาจา แต่ก้าวเท้าเข้าไปหาเขาหนึ่งก้าว บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับภูเขาถล่ม แรงกดดันจากการสังหารที่ผมเก็บงำไว้ถูกปล่อยออกมาเพียงเสี้ยวเดียว จ้าวเผิงถอยกรูดจนหลังชนฝา เขาหน้าซีดเผือดเหมือนเห็นผี
"ธุรกิจคือธุรกิจครับจ้าวเผิง เงินทุกหยวนที่ควรจะเป็นของฉัน ต้องวางอยู่ตรงหน้าฉันครบถ้วน ส่วนค่าคุ้มครองหรืออะไรที่คุณอยากจะตุกติกเก็บไว้ใช้ในโรงพยาบาลเถอะ" ผมหยิบถุงผ้าที่หนักอึ้งด้วยเหรียญและธนบัตรจากมือเขามาอย่างถือวิสาสะ
ผมเดินออกมาจากซอยแคบๆ ด้วยท่าทางมั่นคง หลินซูที่ยืนรออยู่ตรงมุมถนนกำมือแน่นจนนิ้วซีดขาว เมื่อเห็นผมเดินออกมา ใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากความกังวลเป็นความโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินเข้ามาใกล้และดึงแขนเสื้อผมไว้เบาๆ นั่นแหละคือภาษากายที่บอกว่า 'ขอบคุณที่กลับมาอย่างปลอดภัย'
"เราทำได้แล้วใช่ไหมคะ... เอ้ย, เราทำได้แล้วใช่ไหมครับ" เธอรีบแก้คำพูดเมื่อเห็นสายตาผมที่แฝงความเอ็นดู ผมไม่ได้ถือสา เธอเริ่มชินกับการใช้ชีวิตที่ผมเป็นผู้นำและเป็นหลักยึดในครอบครัวเสียแล้ว
"เกินคาดครับหลินซู" ผมกระซิบข้างหูเธอ "วันนี้เราได้กำไรมากกว่าเงินเดือนทั้งปีของคนงานในโรงงานรวมกันเสียอีก"
เราไม่ได้กลับบ้านทันที ผมพาเธอแวะไปที่ร้านขายผ้าเพื่อเลือกซื้อเนื้อผ้าเนื้อดีและวัตถุดิบทำอาหารที่หาไม่ได้ในหมู่บ้าน หลินซูดูประหม่าทุกครั้งที่ผมหยิบจับของราคาแพง แต่ผมย้ำกับเธอเสมอว่า 'ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ความกล้าที่จะลงทุนและความฉลาดในการมองโอกาสคืออาวุธสำคัญ' เราเดินผ่านกลุ่มคนงานที่มองเราด้วยสายตาอิจฉาปนสงสัย บ้างก็ซุบซิบเรื่องที่จ้าวเผิงยอมปล่อยเราไปง่ายๆ ซึ่งผมไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย คนพวกนั้นติดอยู่ในวังวนของความกลัว แต่ผม... กำลังก้าวข้ามผ่านมันไปสู่ยุคสมัยที่เงินตราจะเป็นตัวกำหนดอำนาจ
เมื่อกลับมาถึงบ้านพักโทรมๆ ที่เราช่วยกันซ่อมแซม ผมนับเงินบนโต๊ะไม้เก่าๆ แสงตะเกียงน้ำมันสลัวๆ สะท้อนภาพธนบัตรปึกหนา หลินซูนั่งมองดูด้วยความไม่เชื่อสายตา นี่คือจุดเปลี่ยนชีวิตของครอบครัวเฉินอย่างแท้จริง แต่ในขณะที่ผมกำลังจะห่อเงินเหล่านี้ไว้เพื่อเป็นทุนขยายกิจการในสัปดาห์หน้า เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงท่ามกลางความเงียบยามค่ำคืน
ปัง! ปัง! ปัง!
"เฉินเว่ย! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าแกอยู่ในนั้น!" เสียงตะโกนที่คุ้นหูดังขึ้น มันคือเสียงของหัวหน้าหน่วยงานปกครองส่วนตำบลที่มีอำนาจล้นฟ้าในแถบนี้ ผมหรี่ตาลงทันที ความรู้สึกของอดีตแม่ทัพบอกผมว่านี่ไม่ใช่การมาเยี่ยมเยียนธรรมดา
หลินซูหน้าถอดสี เธอถอยหลังไปพิงผนังด้วยความหวาดกลัว ผมวางปึกเงินลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและขยับเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะเดินไปที่ประตูด้วยความรู้สึกที่ว่า 'เกมแห่งอำนาจที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนนี้เอง'
ผมกระชากประตูออกอย่างรวดเร็ว กลิ่นบุหรี่ฉุนกึกปะทะเข้าหน้า ชายวัยกลางคนในชุดกากีที่ดูภูมิฐานยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับผู้ชายในชุดดำอีกสามคนที่ยืนขนาบข้าง สายตาของเขาไม่ได้มองที่ผม แต่มองตรงไปยังปึกเงินบนโต๊ะในบ้านของผมอย่างหิวกระหาย
"เฉินเว่ย... แกคงคิดว่าแกฉลาดมากสินะที่หาเงินได้มากขนาดนี้?" ชายคนนั้นเหยียดยิ้มเย็นเยียบ "แต่แกคงลืมไปว่า... ในพื้นที่นี้ ทุกก้อนเงินที่คนชั้นต่ำอย่างแกหามาได้ ต้องมีการ 'เซ่นไหว้' ให้ถูกที่... ไม่เช่นนั้น อย่าว่าแต่เงินเลย แม้แต่ที่ซุกหัวนอนแกก็จะไม่เหลือ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของเฉินเว่ยในยุคเปลี่ยนผ่านนี้นะครับ
ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 10
ก้าวแรกสู่ความมั่งคั่ง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!