“กล้าดียังไงถึงคิดจะงัดข้อกับคนในเมืองหลวงด้วยเศษเงินแค่นี้ เฉินเว่ย?”
น้ำเสียงของจ้าวเผิงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหรี่ตาลงไม่ใช่คำขู่ของมัน หากเป็นเข็มกลัดสีเงินวาววับบนปกเสื้อของชายแปลกหน้าที่ยืนขนาบข้างจ้าวเผิง รูปร่างของตราสัญลักษณ์นั้น... มังกรไร้ปีกขดตัวพันรอบดาบหัก มันคือตราประจำตัวของ ‘ตระกูลเว่ย’ แห่งเมืองหลวง กลุ่มอิทธิพลมืดที่อยู่เบื้องหลังการผูกขาดเส้นทางการค้าในยุคที่ความมั่งคั่งยังถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ
ผมพ่นควันบุหรี่จางๆ ออกจากปาก สายตาจับจ้องไปที่เอกสารสัญญาการจัดส่งสินค้าที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ในห้องทำงานของจ้าวเผิง เอกสารที่ควรจะเป็นจุดเปลี่ยนของโรงงานผลิตเครื่องจักรเกษตรของผม แต่วันนี้มันกลับกลายเป็น ‘จดหมายตาย’ ที่พวกมันจงใจนำมาเยาะเย้ย
“ถ้าคิดว่าการส่งพวกหมาล่าเนื้อจากเมืองหลวงมาขู่ผม จะทำให้ผมยอมคายกิจการนี้ออกมาง่ายๆ ละก็... คุณกำลังประเมินสมองผมต่ำไปหน่อยนะครับ จ้าวเผิง” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงด้วยความกดดันที่ทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้ง
จ้าวเผิงหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะแหลมสูงของมันบาดหูเสียจนหลินซูที่ยืนอยู่ข้างหลังผมขยับเข้ามากำชายเสื้อของผมแน่นขึ้นเล็กน้อย ผมสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากมือของเธอ เธอไม่ได้กลัว แต่เธอระวังตัวแทนผม
“กิจการงั้นเหรอ?” จ้าวเผิงเดินวนรอบโต๊ะ สายตาเหยียดหยามมองไปที่เครื่องจักรล้าสมัยในโรงงานผ่านทางหน้าต่าง “เฉินเว่ย นายมองไม่เห็นจริงๆ หรือว่าไอ้ ‘อาณาจักร’ ที่นายสร้างขึ้นมาเนี่ย มันกำลังจะล้มละลายในอีกไม่ถึงเจ็ดวัน? วัตถุดิบขาดแคลน สัญญาซื้อขายถูกยกเลิก และที่สำคัญ... ไม่มีธนาคารแห่งไหนในมณฑลนี้กล้าปล่อยกู้ให้นายหรอก เพราะพวกเขารู้ดีว่า นายกำลังเล่นอยู่กับไฟที่นายไม่มีวันดับได้”
มันหยิบเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมาสะบัดต่อหน้าผม “เซ็นซะ แล้วไสหัวออกไปจากที่นี่พร้อมกับเงินชดเชยค่าโง่อีกเล็กน้อย อย่าให้ภรรยาที่แสนสวยของนายต้องมาลำบากเพราะความดื้อรั้นของนายเลย”
ผมกวาดสายตามองเอกสารนั้น มันคือเอกสารโอนกรรมสิทธิ์โรงงานในราคาถูกแสนถูก ราวกับเศษเงินที่ให้ทานขอทานริมถนน ผมมองไปที่ชายแปลกหน้าคนนั้น เขายังคงนิ่งเงียบ แววตาของเขาไร้อารมณ์เหมือนเครื่องจักรที่ไร้หัวใจ นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะนั่นหมายความว่าเขามีอำนาจเหนือจ้าวเผิงหลายเท่าตัว
ผมวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ เสียง ‘กึก’ ดังดังกังวานในความเงียบ ผมยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ประสานสายตากับจ้าวเผิงโดยไม่กะพริบตา
“คุณรู้ไหมจ้าวเผิง... ในยุคเปลี่ยนผ่านแบบนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การขาดเงินทุน แต่คือการขาดความเข้าใจใน ‘ทิศทางของลม’” ผมแค่นยิ้ม “คุณคิดว่าคุณกำลังบีบให้ผมล้มละลาย แต่จริงๆ แล้ว คุณกำลังยืนอยู่บนท่อนไม้ที่กำลังจะถูกกระแสน้ำพัดไปในที่ที่คุณไม่มีทางได้กลับมาอีก”
“โอหัง!” จ้าวเผิงตวาด “แกมันก็แค่คนตื่นรู้ที่หลงระเริงกับความสำเร็จชั่วคราว! เมืองหลวงไม่เคยปรานีใคร และคนที่ขวางทางเงินของตระกูลเว่ย มักจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย!”
หลินซูก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้เธอจะตัวเล็กกว่า แต่น้ำเสียงของเธอหนักแน่นและเย็นเยียบไม่แพ้ผม “คนที่จะหายไป... น่าจะเป็นคนที่มั่นใจในอำนาจจอมปลอมจนลืมดูว่ารอบตัวมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างมากกว่านะคะ”
ชายแปลกหน้าจากเมืองหลวงขยับกายเป็นครั้งแรก เขามองหลินซูด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย—มีความสงสัยและ... ความสนใจที่ซ่อนอยู่
ผมยกมือห้ามหลินซูไว้ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า ประชิดตัวจ้าวเผิงจนได้กลิ่นเหงื่อที่โชยออกมาจากความประหม่าของมัน ผมกระซิบข้างหูมันด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ขอบคุณสำหรับคำสบประมาทนะจ้าวเผิง แต่น่าเสียดายที่ผมเตรียมทางออกไว้ให้คุณแล้ว... ทนายของผมกำลังเดินทางมาพร้อมกับหมายศาลเรื่องการตรวจสอบบัญชีทุจริตย้อนหลังสามปีของกองผลิต คุณคิดว่าตระกูลเว่ยจะยอมเสียชื่อเสียงเพื่อปกป้อง ‘สุนัขรับใช้’ ที่กำลังจะติดคุกไหม?”
ใบหน้าของจ้าวเผิงเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดทันที ชายจากเมืองหลวงขมวดคิ้ว เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวเตรียมจะแทรกแซง แต่ในจังหวะนั้นเอง ประตูโรงงานก็ถูกผลักออกอย่างแรง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายสิบคนดังขึ้นจากด้านนอก ไม่ใช่เสียงของคนงาน แต่เป็นเสียงรองเท้าบูทของเจ้าหน้าที่รัฐในเครื่องแบบที่ทุกคนในเมืองนี้ต่างยำเกรง ชายคนหนึ่งก้าวเข้ามา เขาสวมชุดเครื่องแบบกึ่งทหารและในมือถือเอกสารตราประทับสีแดงสดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“จ้าวเผิง!” เสียงของเจ้าหน้าที่กังวานไปทั่วโรงงาน “เราได้รับคำสั่งด่วนให้ควบคุมตัวคุณเพื่อสอบสวนกรณีการฟอกเงินและเบียดบังทรัพย์สินทางราชการ!”
จ้าวเผิงเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที ชายจากเมืองหลวงชะงักไป สายตาเขาสบเข้ากับผมอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองด้วยความเหยียดหยาม แต่เป็นสายตาของนักล่าที่พบเหยื่อที่เคี้ยวได้ยากกว่าที่คิดไว้มาก
เขาขยับเข็มกลัดบนอกเสื้อออกช้าๆ แล้วโยนมันลงบนโต๊ะต่อหน้าผม ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้อง
“นายชนะในเกมนี้ เฉินเว่ย...” เขากล่าวเสียงเรียบ “แต่เมืองหลวงกว้างใหญ่กว่าที่นายคิดไว้มาก... และคราวหน้า คนที่มาหาจะไม่ใช่แค่ลูกน้องอย่างฉัน แต่จะเป็นคนที่ทำให้นายต้องจดจำความพ่ายแพ้ไปจนวันตาย”
เขากำลังจะหันหลังเดินจากไป แต่ผมกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นจนเขาต้องหยุดชะงัก
“ฝากไปบอกเจ้านายของคุณด้วยนะว่า... ผมไม่ได้ต้องการชัยชนะในเกมนี้ ผมแค่ต้องการข้ามหัวพวกคุณไปสู่จุดที่แม้แต่ตระกูลเว่ยก็แตะต้องไม่ได้”
ขณะที่เขากำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู เขาก็หันกลับมาทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายไว้ “หวังว่านายจะมีความสุขกับโรงงานนี้นะ... เพราะในวินาทีนี้ โกดังสินค้าทั้งหมดที่นายเพิ่งเซ็นรับของจากท่าเรือ จะถูกเผาทำลายจนไม่เหลือซากเพื่อใช้เป็นหลักฐานปรักปรำนายแทน!”
เสียงไซเรนจากรถดับเพลิงดังแทรกขึ้นมาทันที ราวกับจังหวะชีวิตที่กำลังพุ่งเข้าสู่จุดวิกฤตที่สุดของผมและหลินซู!
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของเฉินเว่ยมาจนถึงบทนี้นะครับ ครั้งหน้าเราจะมาดูว่าผมจะพลิกสถานการณ์จากกองเพลิงนี้ได้อย่างไร ห้ามพลาดนะครับ!
ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 36
คำสบประมาทจากคู่แข่ง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!