นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้ถือครองโฉนดที่ดิน•ตอนที่ 15

รอยยิ้มที่ไม่เคยมีมาก่อน

ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
"ถ้าคุณยังเดินมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้ เกรงว่าแปลงผักออร์แกニックของฉันคงเหี่ยวเฉาก่อนจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตนะคะ คุณวิศวกร" รินรดาเอ่ยกลั้วหัวเราะ ดวงตาคู่สวยพราวระยับระยับยามเงยหน้าขึ้นจากแปลงปลูกคะน้าฮ่องกง ปลายนิ้วเรียวที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายเปื้อนคราบดินจางๆ วางลงบนสะโพก ขณะมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่เดินตัดคันนามาด้วยฝีเท้าหนักหน่วง แว่นตากระจกใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายวับวาว แต่มิอาจบดบังร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้าคมคายนั้นได้เลย ศิลาหยุดยืนอยู่ตรงข้ามร่องน้ำ กลิ่นอายความเคร่งเครียดจากบริษัทรับเหมาและปัญหาเรื่องโฉนดที่ดินแปลงใหญ่ที่เพิ่งเคลียร์จบไปหมาดๆ ดูเหมือนจะเกาะกุมรอบตัวเขาหนาแน่นราวกับหมอกหนา ทว่าพอสบเข้ากับดวงตาคู่ใสที่มองมาอย่างรู้ทัน หัวใจที่เคยเต้นรัวกระหน่ำด้วยความเดือดดาลเมื่อครู่กลับค่อยๆ สงบลงอย่างน่าประหลาด ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ถอดหมวกปีกกว้างออกแล้วใช้มือเสยผมชื้นเหงื่อลวกๆ ก่อนจะก้าวลงมาในแปลงปลูกอย่างไม่นึกเสียดายรองเท้าหนังราคาแพง "ผมไม่ได้เครียดเรื่องงาน..." ศิลาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมกริบมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่เส้นผมที่ถูกรวบเป็นมวยลวกๆ มีปอยผมหลุดลุ่ยคลอเคลียกรอบหน้าเนียน ไปจนถึงรอยเปื้อนดินบางๆ ที่แก้มใส "ผมแค่... หงุดหงิดที่เห็นคุณก้มๆ เงยๆ อยู่กลางแดดนานเกินไปต่างหาก" รินรดากะพริบตาปริบๆ หุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อจู่ๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความดุดันแบบฉบับพ่อหนุ่มคลั่งรักก็ลอยมากระทบโสตประสาท หล่อนหัวเราะในลำคอเบาๆ "ฉันทำมาหากินนะคะ ไม่ใช่เล่นขายของ แดดแค่นี้ผิวฉันไม่ละลายหายไปหรอกค่ะ อีกอย่าง... ผลผลิตล็อตนี้คือหัวใจสำคัญที่เราจะเอาไปส่งให้ร้านอาหารออร์แกニックในตัวเมืองพรุ่งนี้เช้า ถ้าฉันไม่ดูแลให้ดี มีหวังแผนการสร้างอาณาจักรของเราได้สะดุดกันพอดี" "อาณาจักรของเรารอได้ แต่สุขภาพของคุณรอไม่ได้" คำพูดนั้นห้วนสั้น แต่น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและแววตาที่ไหววับด้วยความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง ทำให้รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ยิ่งได้เห็นผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นวิศวกรผู้เย็นชา มือถือโฉนดที่ดินนับพันไร่ และไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยามนี้กลับย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นดินเฉอะแฉะอย่างไร้ความลังเล เพื่อหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กในกระเป๋าเสื้อออกมาซับเหงื่อบนหน้าผากให้หล่อนอย่างเบามือ... ภาพนั้นก็ยิ่งทำให้นางร้ายกลับใจอย่างหล่อนรู้สึกร้อนผ่าวที่ปลายจมูก ความอ่อนโยนที่ศิลาหยิบยื่นให้ ไม่เคยเป็นเรื่องฉาบฉวย... มันคือความใส่ใจที่ถูกถักทอผ่านการกระทำเล็กๆ น้อยๆ มาโดยตลอด ตั้งแต่การแอบเอาเก้าอี้สนามดีๆ มาวางไว้ใต้ร่มไม้ให้หล่อนนั่งพัก การแอบสืบจนรู้ว่าหล่อนชอบดื่มชากลิ่นมะลิแล้วหามาตุนไว้เต็มตู้ ไปจนถึงการยืนหยัดปกป้องหล่อนจากคำครหาของญาติผู้พี่ใจร้ายในตระกูลเดิมอย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใด "ศิลา..." รินรดาครางชื่อเขาแผ่วเบา ยามที่นิ้วอุ่นๆ ของเขาปัดเศษดินออกจากแก้มให้หล่อนอย่างทะนุถนอม ราวกับเกรงว่าผิวเนื้อนุ่มจะบอบช้ำ "หืม?" เขาครางรับในลำคอ สายตายังคงสำรวจใบหน้าของหล่อนไม่วางตา "เหนื่อยมากไหม? ถ้าไม่ไหว... พรุ่งนี้ผมจ้างคนงานเพิ่มเอาเงินจากบัญชีผมก็ได้ คุณไม่ต้องลงมือทำเองทุกอย่างขนาดนี้" "ไม่ได้นะคะ!" รินรดารีบปฏิเสธเสียงแข็ง ดวงตาเป็นประกายวาววับด้วยความมุ่งมั่น "เงินน่ะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ความภูมิใจที่ได้เห็นผลผลิตเติบโตด้วยมือตัวเองมันประเมินค่าไม่ได้ค่ะคุณวิศวกร อีกอย่าง... ถ้าฉันทำตัวเป็นคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแล้วคุณจะยังอยากเอาโฉนดที่ดินมารวมไว้กับฉันเหรอคะ?" ศิลาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงทุ้มต่ำที่น่าฟัง รอยยิ้มที่ปรากฏบนมุมปากของชายหนุ่มในยามนี้ช่างอบอุ่นและอ่อนโยนเสียจนรินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน รอยยิ้มที่แทบไม่เคยมีใครได้เห็นจากผู้ชายคนนี้... นอกจากหล่อน "รินรดา..." ศิลาเรียกชื่อหล่อนด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันนุ่มนวลและจริงจังขึ้นจนหล่อนต้องกลั้นหายใจ "ต่อให้คุณไม่ได้ทำสวน ไม่ได้เก่งกาจเรื่องวางแผนธุรกิจ หรือต่อให้คุณล้มละลายจนไม่เหลืออะไรเลย... โฉนดทุกใบที่ผมถือครองอยู่ ก็ยังคงเป็นของคุณตั้งแต่วันแรกที่เราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว" ลมหายใจของรินรดาติดขัด ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ หล่อนเบือนหน้าหนีสายตาคมกริบที่ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจ เพื่อซ่อนอาการเขินอายที่นานๆ ทีจะได้สัมผัส แต่มือหนากลับเอื้อมมาจับมือเรียวที่เปื้อนดินของหล่อนไว้แน่น กุมมันเอาไว้ในอุ้งมือที่อบอุ่นและแข็งแกร่งของเขา "กลับบ้านกันเถอะครับ" ศิลาเอ่ยเสียงนุ่ม "วันนี้ผมต้มซุปกระดูกหมูหัวไชของที่คุณชอบไว้แล้ว ตั้งไฟเคี่ยวตั้งแต่เที่ยง ป่านนี้เปื่อยนุ่มกำลังดี... ปล่อยให้แปลงผักพวกนี้พักผ่อนบ้างเถอะนะภรรยา" คำว่า 'ภรรยา' ที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายเย็นชาคนนี้ ทำเอาหัวใจของนางร้ายสายเกษตรพองโตจนแทบระเบิด รินรดายอมให้เขาดึงให้ลุกขึ้นยืนโดยดี แม้ปากจะยังแกล้งบ่นอุบอิบกลบเกลื่อนความเขินอาย "คุณนี่นะ... รู้จักใช้ของอร่อยมาล่อฉันตลอดเลยนะคะ" "ก็รู้นี่ครับ ว่าวิธีไหนจะทำให้คุณยอมเชื่อฟัง" ศิลายิ้มพราย ดวงตาระยิบระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ที่นานๆ จะได้เห็น ยอมปล่อยให้หล่อนบ่นไปตลอดทางเดินกลับบ้านพักปลายนา บรรยากาศยามเย็นที่รายล้อมไปด้วยทุ่งนาสีเขียวขจีและแสงอาทิตย์สีส้มอ่อนที่กำลังจะลับขอบฟ้า ช่างเป็นภาพวาดที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทว่า... ความสงบสุขนี้กลับอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเดินใกล้ถึงเขตบ้านพัก รินรดาก็สังเกตเห็นเงาร่างของใครบางคนยืนกระวนกระวายอยู่หน้าประตูรั้วไม้ ร่างนั้นสวมชุดหรูหราผิดวิสัยคนชนบท ท่าทางร้อนรนและกวาดสายตามองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวง ทันทีที่ร่างนั้นหันมาสบตากับรินรดาและศิลา ร่างกายก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รินรดาลี่ตาลงทันที รอยยิ้มหวานเชื่อมเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตานิ่งสนิทที่แฝงความเฉียบคมดุจใบมีด คนที่ยืนรออยู่หน้าบ้านไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็น 'คุณแม่สามีจอมปลอม' จากตระกูลเก่าที่เคยขับไล่ไสส่งหล่อนอย่างไม่ใยดีเมื่อหลายเดือนก่อน! "รินรดา! แก... แกต้องช่วยฉันนะ!" เสียงแหลมสูงตะโกนแทรกความเงียบขึ้นมาทันที พร้อมกับร่างที่พุ่งตรงเข้ามาหมายจะคว้าแขนหล่อน แต่ศิลาไวกว่า มือหนาคว้าข้อมือของผู้หญิงคนนั้นไว้กลางอากาศ บีบแน่นจนอีกฝ่ายหน้าเหเกด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มฉายแววอำมหิตขึ้นมาวับวามทันที "ถ้ายังไม่อยากมือหัก กรุณาถอยไปให้ห่างจากภรรยาผม" ศิลาเอ่ยเสียงเย็นเยียบ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นความเย็นยะเยือกในเสี้ยววินาที ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความอบอุ่นและคมคายของตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - กุหลาบหนามเงิน
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้ถือครองโฉนดที่ดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%