"ถ้าคุณยังกล้าส่งเค้กสตรอว์เบอร์รี่หน้าตาน่าเกลียดพวกนั้นมาที่โต๊ะทำงานของฉันอีกครั้งเดียวล่ะก็... คิรากร ฉันจะเอาไปเททิ้งใส่ถังขยะต่อหน้าคุณให้ดูแน่ๆ ค่ะ!"
เสียงใสของพิมพ์มาดาดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสงบ แววตาคู่สวยที่เคยฉายแววพยศและเต็มไปด้วยความถือดี บัดนี้กลับไหววับคล้ายกำลังซ่อนความสั่นเครือบางอย่างไว้ภายใต้กรอบแว่นกรองแสงสีฟ้า
เบื้องหน้าของเธอคือชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีเทาถ่าน คิรากรผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นซีอีโอจอมเผด็จการและเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก เขากำลังยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะกระจกใสด้วยท่าทีสบายอารมณ์ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างคนกุมความได้เปรียบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มีความเกรี้ยวกราดตามคำขู่ของเธอเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความอบอุ่นระคนเอ็นดูที่ส่งตรงมาถึงหัวใจของหญิงสาวอย่างจงใจ
"เททิ้งเหรอครับ... เอ่อ หมายถึง เททิ้งเหรอคะ?" คิรากรจงใจแก้คำพูดของตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ติดจะกวนประสาทนิดๆ เมื่อเห็นสายตาพิฆาตส่งมาเตือน "ผมแค่หวังว่าโปรแกรมเมอร์มือหนึ่งของบริษัท จะยอมเติมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดบ้าง หลังจากที่นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันมาสิบสองชั่วโมงเต็มโดยไม่ยอมขยับไปไหนเลยต่างหากล่ะครับ"
"ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านประธานผู้ทรงเกียรติมาคอยส่งข้าวส่งน้ำเหมือนเด็กอนุบาลหรอกนะคะ" พิมพ์มาดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่เข้าทาง แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะเต้นรัวเร็วจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอกก็ตาม
ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เขาขู่จะซื้อตึกบริษัทแล้วเปลี่ยนเป็นร้านเบเกอรี่ หรือแม้กระทั่งการเอ่ยปากเรื่องทะเบียนสมรสแบบหน้าตายเมื่อตอนบ่าย ผู้ชายคนนี้ก็ไม่เคยยอมเว้นระยะห่างให้เธอได้หายใจหายคอเลยสักวินาทีเดียว เขารุกคืบเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธอราวกับอัลกอริทึมไร้พ่ายที่คำนวณทุกความเป็นไปได้ไว้หมดแล้ว
แต่แล้ว บรรยากาศที่กำลังตึงเครียดด้วยการปะทะฝีปากก็พลันเงียบสงบลงเมื่อคิรากรถอนหายใจออกมาเบาๆ
ความเย่อหยิ่งและท่าทีเจ้าเล่ห์เมื่อครู่จางหายไปในพริบตา เหลือเพียงเงาความหมองเศร้าที่ฉายชัดอยู่ก้นบึ้งของดวงตาสนุกสนานคู่นั้น เขายืดตัวตรง เดินช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเธอ จนพิมพ์มาดาต้องเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
"คุณรู้ไหม... ทำไมผมถึงเกลียดความพ่ายแพ้ที่สุดในชีวิต?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ราวกับไม่ได้พูดให้เธอฟัง แต่เป็นการพึมพำกับความทรงจำของตัวเอง
พิมพ์มาดานิ่งงันไปชั่วขณะ สมองที่เคยประมวลผลโค้ดคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็วกลับสะดุดกึก เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่ทอดสายตาออกไปนอกกระจกหน้าต่างบานใหญ่ มองเห็นตึกสูงระฟ้าของเมืองหลวงที่เปิดไฟระยิบระยับยามค่ำคืน แววตาของคิรากรในยามนี้ช่างดูโดดเดี่ยวและเปราะบางเสียจนน่าตกใจ มันไม่ใช่แววตาของซีอีโอพันล้านผู้ทรงอำนาจอีกต่อไป แต่มันคือแววตาของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เคยสูญเสียบางสิ่งไปอย่างไม่มีวันกลับ
"คุณ... พูดเรื่องอะไรคะ?" เธอลดทิฐิลงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเจือไปด้วยความสงสัยระคนห่วงใย
คิรากรหันกลับมาสบตาเธอนิ่ง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการร้องไห้ "ตอนที่ผมอายุสิบขวบ แม่ของผมป่วยเป็นโรคร้ายแรง... ท่านชอบทานเค้กสตรอว์เบอร์รี่จากร้านเล็กๆ ริมถนนมาก ท่านมักจะสัญญาว่าจะรอทานมันกับผมทุกๆ วันเกิด..."
หัวใจของพิมพ์มาดากระตุกวูบ ความรู้สึกชาหนึบวิ่งพล่านไปทั่วปลายนิ้ว เธอนั่งนิ่งฟังเรื่องราวที่ถูกปิดตายไว้ภายใต้ภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของเขา
"แต่ในวันเกิดปีนั้น ผมวิ่งไปซื้อเค้กให้ท่านด้วยความรีบร้อน... ผมอยากให้ท่านได้กินมันเร็วที่สุด แต่เพราะความเด็กและสะเพร่าของผม ผมสะดุดล้ม เค้กกล่องนั้นเละไม่เป็นท่า และในคืนนั้นเอง... แม่ของผมก็จากไปโดยที่ยังไม่ได้ทานเค้กชิ้นนั้นจากมือผมเลยสักครั้ง"
น้ำเสียงของคิรากรนิ่งเรียบ แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟังจนพิมพ์มาดาต้องเม้มปากแน่น ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ตั้งแต่นั้นมา ผมจึงตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่า ทุกสิ่งที่ผมรัก ทุกคนที่ผมต้องการปกป้อง... ผมจะต้องคว้ามันไว้ให้อยู่ในมือ และจะไม่ยอมให้มันหลุดลอยหายไปต่อหน้าต่อตาอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด" คิรากรก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานอีกก้าว ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมมาแตะกล่องเค้กสตรอว์เบอร์รี่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเบาๆ "รวมถึงคุณด้วย... พิมพ์มาดา"
คำพูดนั้นไม่ได้เจือด้วยความเย้าแหย่หรือความกวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันคือความจริงจังที่หนักแน่นราวกับภูเขาผา คิรากรก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ แววตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของเธอที่กำลังตื่นตะลึง
พิมพ์มาดารู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกถูกบีบอัดจนแน่น เธอมองเห็นรอยแผลเป็นในใจที่เขาซ่อนไว้ภายใต้สูทราคาแพงและความเย็นชาเหล่านั้น ความเย็นชาที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงเกราะป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายหัวใจที่เคยแตกสลายของเขาต่างหาก
"คุณ... ทำไมถึงยอมเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังล่ะคะ?" เสียงของเธั่นเครือเล็กน้อย ยามที่เอ็ยถามออกไป
"เพราะผมไม่อยากเป็นคนโง่ที่ยืนมองคนที่ตัวเองรักเดินหนีไปอีกแล้ว" คิรากรตอบกลับทันทีอย่างไร้ความลังเล มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นนิดๆ กลับคืนสู่โหมดเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการตามเดิมอย่างรวดเร็ว "และที่สำคัญ... เค้กกล่องนี้ สตรอว์เบอร์รี่ลูกนั้น ผมตั้งใจเลือกเองกับมือเพราะรู้ว่าคุณชอบรสเปรี้ยวอมหวานแบบนี้ ถ้าคุณไม่ยอมกินมันเข้าไปแม้แต่คำเดียว ผมคงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดตามที่ขู่ไว้จริงๆ นะครับว่าจะจดทะเบียนสมรสแล้วพาคุณกลับไปกินที่บ้านแทน"
"คุณนี่มัน... บ้าที่สุดเลย!" พิมพ์มาดาอดไม่ได้ที่จะค้อนใส่เขาด้วยความหมั่นไส้ แม้ว่าหัวใจจะกำลังเต้นระรัวด้วยความซาบซึ้งจนแทบจะละลายอยู่รอมร่อแล้วก็ตาม
เธอเอื้อมมือไปเปิดกล่องเค้กสตรอว์เบอร์รี่ตรงหน้า กลิ่นหอมหวานละมุนลอยแตะจมูก ท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนจากความขัดแย้งกลายเป็นความอบอุ่นที่เกือบจะทำให้คนใจแข็งอย่างเธอยอมจำนน
แต่ในวินาทีที่เธอกำลังจะหยิบช้อนตักเค้กคำแรกเข้าปากนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความฉุกเฉินจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะก็ดังขึ้นแทรกบรรยากาศโรแมนติกจนสะดุ้งโหยง
*[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการพยายามเจาะเข้าระบบฐานข้อมูลหลักของโปรเจกต์จาก IP Address ภายนอก... และผู้ที่กำลังดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลลับทั้งหมดอยู่ในขณะนี้ คือบุคคลที่คุณไว้วางใจที่สุด]*
พิมพ์มาดาชะงักมือที่ถือช้อนค้างไว้กลางอากาศ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อชื่อของคนที่กำลังทรยศเبيนหน้าจอ ปรากฏขึ้นหราพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยของใครบางคน...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับความรักที่ซ่อนปมลึกซึ้งของพวกเขานะคะ!
อัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมให้รักผ่าน•ตอนที่ 19
ปมในใจของคิรากร
ผลงานโดย เมล่อนโซดา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมให้รักผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!