“ฉันบอกแล้วไงคะว่ารหัสผ่านชุดนั้นมีแค่ฉันกับคุณคิรากรที่รู้!”
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นลั่นห้องประชุมใหญ่ของอาคาร K-Tech Tower แรงกระแทกนั้นมากพอจะทำให้กาแฟในแก้วกระเซ็นเปรอะเปื้อนเอกสารรายงานงบการเงินฉบับเร่งด่วน พิมพ์มาดาหอบหายใจจนอกกระเพื่อม ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังร่างของรินรดาที่กำลังยืนกอดอกยิ้มเยาะด้วยท่าทางเหนือกว่า ใบหน้าฉาบด้วยเครื่องสำอางราคาแพงระยับบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มสมเพชเวทนา
รอบห้องประชุม... บรรดากรรมการอาวุโสและผู้ถือหุ้นต่างส่งเสียงซุบซิบกันเซ็งแซ่ เอกสารหลักฐานดิจิทัลที่ถูกฉายขึ้นบนจอโปรเจกต์เตอร์ยักษ์ฟ้องชัดเจนว่า มีการดึงข้อมูลลับของบริษัทออกไปผ่านคีย์การ์ดและไอพีแอดเดรสที่ผูกติดกับรหัสประจำตัวของพิมพ์มาดาโดยตรง ไม่มีทางปฏิเสธ และไม่มีช่องว่างให้ดิ้นหลุด
ภาพในคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดมุมมืดเมื่อคืนนี้ เผยให้เห็นร่างในชุดฮู้ดสีดำสนิทกำลังงفونแป้นพิมพ์รัวรัวด้วยความชำนาญ ก่อนที่บุคคลในฮู้ดดำจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับกล้อง เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบของคนที่ไม่มีใครคาดคิดว่ากล้าหักหลังคิรากรได้ลงคอ!
“ก็เห็นๆ กันอยู่ไม่ใช่เหรอคะท่านประธาน?” รินรดาแสร้งบีบเสียงหวานหยด ทว่าแฝงพิษสงร้ายกาจไว้เต็มเปี่ยม เธอจงใจก้าวเข้าไปใกล้คิรากรที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นหินอ่อนตรงหัวโต๊ะ “หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้แล้ว พิมพ์มาดายังกล้าอ้างความบริสุทธิ์อยู่อีกเหรอคะ? หรือว่า... ที่ทำไปเพราะแค้นที่ถูกถอดชื่อออกจากโปรเจกต์ใหญ่?”
พิมพ์มาดาเม้มปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกคับแค้นใจตีตื้นขึ้นมาจุกอก เธอมองหน้าคิรากร—ผู้ชายที่เธอร่วมหัวจมท้าย ฝ่าฟันวิกฤตทางเทคโนโลยีมาด้วยกันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แววตานิ่งสนิทคู่นั้นของเขาอ่านไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว ภายใต้ชุดสูทร้านตัดมือราคาแพง คิรากรกำลังคิดอะไรอยู่? เขากำลังสงสัยเธอเหมือนคนอื่นๆ ใช่ไหม?
ความเงียบงันโรยตัวปกคลุมห้องประชุมราวกับมีใครเอาสำลีเปียกชื้นมาอุดจมูกทุกคนไว้ พายุฝนด้านนอกอาคารโหมกระหน่ำซัดกระจกกันกระสุนเสียงดังสนั่น ราวกับจะซ้ำเติมบรรยากาศอันอึดอัดนี้ให้ดิ่งลึกยิ่งขึ้น
“คุณคิรากรคะ...” รินรดาเอื้อมมือเรียวไปแตะแขนเสื้อสูทของซีอีโอหนุ่มเบาๆ อย่างถือวิสาสะ “อย่าปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้ทำลายความน่าเชื่อถือของบริษัทเราเลยนะคะ ไล่เธอออก แล้วส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดีฐานจารกรรมข้อมูลทางธุรกิจเถอะค่ะ เพื่ออนาคตของ K-Tech”
เจมส์ที่นั่งอยู่มุมห้องทนไม่ไหว ผุดลุกขึ้นยืนแล้วตบโต๊ะเสียงดังลั่น “พูดจาพล่อยๆ ระวังปากไว้บ้างนะรินรดา! แก๊งปั่นหัวชาวบ้านอย่างเธอนั่นแหละที่น่าสงสัยที่สุด หลักฐานในจอแค่นั้นมันตัดต่อหรือแฮก IP Address กันได้ง่ายๆ โปรแกรมเมอร์อย่างพิมพ์ไม่มีวันทำลายโปรเจกต์ที่ตัวเองสร้างมากับมือหรอก!”
“อุ๊ย! คุณเจมส์คะ อย่าใช้แต่อารมณ์สิคะ หลักฐานทางดิจิทัลไม่เคยโกหกใครหรอกค่ะ” รินรดาเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย “หรือพวกคุณสองคนจะเป็นพวกเดียวกัน สมรู้ร่วมคิดกันสูบเงินบริษัท?”
“พอได้แล้ว!”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงคำเดียว ทว่ากลับทรงพลังราวกับกดปุ่มปิดเสียงทั้งห้องในเสี้ยววินาที
คิรากรค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากเอกสารในมือ ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดกวาดมองไปรอบห้องประชุม ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของพิมพ์มาดาที่ยังคงยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ รัศมีความเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ
“คุณคิรากร...” พิมพ์มาดาเผลอหลุดปากเรียกชื่อเขา น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวและมั่นใจในตัวเองมาตลอด กลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น เธอกลัว... กลัวว่าเขาจะเลือกเชื่อตัวเลขและหลักฐานปลอมๆ บนจอ มากกว่าความจริงใจที่เธอทุ่มเทให้มาตลอด
ภายในใจของคิรากรตอนนี้กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ไม่แพ้สภาพอากาศข้างนอก เขารู้ดีว่ารินรดากำลังเล่นเกมสกปรกเพื่อฮุบตำแหน่งรองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ รู้ว่าหลักฐานชุดนี้ถูกจัดฉากขึ้นอย่างแนบเนียนโดยฝีมือใครบางคนในบริษัท... แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าความเสียหายร้อยล้านนั่น คือความเชื่อใจ
คิรากรค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาส่งสัญญาณมือให้เลขาฯ ส่วนตัวปิดไฟโปรเจกต์เตอร์หน้าห้องทันที ความมืดสลัวทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
“ประธานคิรากรคะ? ทำไมถึงปิดจอieล่ะคะ?” รินรดาขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “หรือคุณกำลังลังเลที่จะลงโทษคนผิด?”
คิรากรไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เขาก้าวเท้าเดินช้าๆ ออกจากหัวโต๊ะ รองเท้าหนังขัดมันกระทบกับพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะหนักแน่น ทุกย่างก้าวที่เขาเข้าใกล้ ทำให้พิมพ์มาดาต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับผนังห้องประชุมกระจกใส ด้านนอกคือสายฝนที่กำลังโปรยปรายและแสงไฟนีออนของเมืองหลวงที่พร่ามัว
ร่างสูงใหญ่หยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมบุรุษเจือกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าจมูก พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตากลมโตคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้มันไหลออกมาประจานความอ่อนแอ
“มองหน้าฉันสิ พิมพ์มาดา” เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ
“ฉัน... ฉันไม่ได้ทำนะคะคุณคิรากร” เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด “ถ้าคุณจะหาว่าฉันขายความลับบริษัท ก็เชิญไล่ออกแล้วแจ้งความได้เลยค่ะ ไม่ต้องมาฟังยายรินรดาบิ๋วอารมณ์อยู่แบบนี้!”
มือหนายื่นออกไปช้าๆ... ทุกคนในห้องต่างลุ้นระทึก คิดว่าซีอีโอหนุ่มผู้เด็ดขาดคงจะคว้าคอเสื้อเธอเพื่อลากตัวออกไป
ทว่า... นิ้วเรียวยาวของคิรากรกลับเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนและอบอุ่นอย่างประหลาด ตัดกับบรรยากาศเฉียบคมรอบตัวราวกับฟ้ากับเหิร
“ใครบอกว่าจะไล่เธอออกหึ?” คิรากรยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบที่ชอบทำเวลาจะเอาชนะเธอ “ฉันบอกตอนไหนว่าจะเชื่อหลักฐานปลอมๆ งี่เง่าพรรค์นั้น?”
รินรดาเบิกตากว้างจนแทบถลุน “คุณคิรากรหมายความว่ายังไงคะ! หลักฐานคาตาขนาดนั้น ทำไมคุณถึง—”
“เพราะฉันฉลาดพอที่จะรู้ว่า คนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนกินกาแฟแทนข้าว เพื่อเขียนอัลกอริทึมป้องกันระบบให้บริษัทแบบเธอ ไม่มีทางเอาข้าวต้มมัดไปแลกกับเศษเงินของปลอมพวกนั้นหรอก” คิรากรหันกลับไปมองรินรดาด้วยสายตาดุจคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนให้ตายทั้งกลม “และที่สำคัญที่สุด... แฟนฉัน ฉันย่อมรู้จักดีกว่าใคร”
คำว่า ‘แฟนฉัน’ หลุดออกมาจากปากซีอีโอผู้เย็นชา ทำเอาทุกคนในห้องประชุมอ้าปากค้าง รินรดาหน้าซีดเผือดราวกับไก่ต้ม มือไม้สั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและตกใจสุดขีด
พิมพ์มาดายืนนิ่งค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับคำพูดและการกระทำที่พลิกสถานการณ์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวในพริบตา
“แต่... แต่ถ้าคุณจะบอกว่าเธอไม่ได้ทำ แล้วใครเป็นคนแฮกข้อมูลคะ?” กรรมการอาวุโสคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความงุนงง
คิรากรหัวנסในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี เขายกสมาร์ทโฟนราคาแพงขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอด้วยระบบสแกนใบหน้า ก่อนจะหมุนหน้าจอให้ทุกคนในห้องได้เห็นภาพชัดๆ พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนการโอนเงินจำนวนมหาศาลจากบัญชีต่างประเทศที่ถูกยิงตรงเข้าสู่บัญชีลับของใครบางคนในห้องนี้!
“ไม่ต้องรีบร้อนครับท่านผู้ทรงเกียรติ...” คิรากรปรายตามองไปยังร่างที่กำลังพยายามเดินถอยหลังออกไปที่ประตูห้อง “เพราะตอนนี้... คนทรตัวจริงกำลังจะเดินออกไปพร้อมกับหมายจับคดีอาญาจากตำรวจไซเบอร์ที่ฉันโทรเรียกสแตนด์บายไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ห้านาทีก่อน”
สิ้นเสียงประโยคนั้น ประตูห้องประชุมก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบตำรวจนอกเครื่องแบบสามนายก้าวเข้ามาตรึงกำลังไว้รอบทิศทาง พร้อมกับเสียงล็อกกุญแจมือดัง ‘คลิก!’ สะท้านไปทั่วห้อง
พิมพ์มาดาหันขวับไปมองบุคคลที่ถูกเจ้าหน้าที่กดตัวลงคุกเข่ากับพื้น บัดนี้ฮู้ดสีดำถูกกระชากออก เผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือดของคนที่ไม่มีใครคาดคิด... มือขวาคนสนิทของรินรดานั่นเอง!
(ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความคลั่งรักและเล่ห์กลในโลกไอทีกับ ‘เมล่อนโซดา’ นะคะ)
อัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมให้รักผ่าน•ตอนที่ 14
ความเชื่อใจในวันที่พายุเข้า
ผลงานโดย เมล่อนโซดา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมให้รักผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!