เปลวไฟในเตาถ่านกัมல்பยับยู่ยี่ราวกับดวงตาที่กำลังหรี่ลงใกล้ดับ ไอร้อนระอุขับเน้นเงาร่างสองร่างให้ทอดยาวทาบผนังไม้ผุพังของอารามร้าง ภายนอกนั้น ห่าฝนฤดูสารทโหมกระหน่ำซัดสาดราวกับฟ้าดินกำลังร่ำไห้ระบายความแค้นเคือง แต่ภายในห้องโถงคับแคบนี้ กลับมีเพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งดั่งตะกั่วหลอม
หลินเยว่ซินนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟางแห้งกระเซิง นางยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นดั่งรูปสลักน้ำแข็งค้างปี สรรพสำเนียงรอบกายคล้ายถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทว่า ปลายหางตาของเซียนสาวผู้สูงศักดิ์ กลับเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องตรงข้ามอย่างไม่วางตา
ไป๋เฉินมิได้ถือกระบี่ มือเรียวยาวข้างหนึ่งกำลังเขี่ยเศษถ่านในกองไฟให้แตกประกายไฟสีส้มวาบขึ้นมา ใบหน้าด้านข้างของเขาต้องแสงเพลิงเรืองรอง สะท้อนความคมคายที่แฝงไว้ด้วยรอยร้าวลึกอันยากจะหยั่งถึง
"เจ้ามองข้าเช่นนี้ มีคำถามในใจนับร้อยสินะ, เยว่ซิน"
น้ำเสียงของไป๋เฉินราบเรียบ ทว่ากังวานลึกซึ้งดั่งระฆังสำริดในวิหารโบราณ เขามิได้เงยหน้าขึ้นมอง ทว่ากลับเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนราวกับอ่านทะลุปรุโปร่งถึงจิตใจของนาง
หลินเยว่ซินเม้มริมฝีปากบางเฉียบสีชาดเล็กน้อย ความเยือกเย็นบนใบหน้าราวกับถูกไออุ่นของกองไฟละลายลงไปบ้าง "วิชา 'ไร้ลักษณ์' ที่เจ้าใช้... มิใช่กระบวนท่าที่มนุษย์ปุถุชนพึงบรรลุได้ แม้แต่สำนักกระบี่อันดับหนึ่งในยุทธภพเมื่อร้อยปีก่อน ก็มิมีผู้ใดล่วงรู้เคล็ดวิชาลึกล้ำถึงเพียงนี้ เจ้า... เป็นใครกันแน่ ไป๋เฉิน"
คำถามของนางมิใช่การจับผิด แต่มันคือความห่วงหาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้กรอบของเซียนผู้เย็นชา ไป๋เฉินชะงักมือที่กำลังเขี่ยถ่าน ดวงตาคู่นั้นเหม่อมองไปยังประกายไฟที่ค่อยๆ มอดดับลง ราวกับห้วงคำนึงกำลังถูกดึงกลับไปสู่ห้วงเวลาอันแสนไกลโพ้น—ห้วงเวลาที่ฝนยังไม่เคยชะล้างคราบโลหิตจนหมดสิ้น
"เจ้าเคยลิ้มรสความหนาวเหน็บที่แท้จริงหรือไม่...?" ไป๋เฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับพึมพำกับตนเอง "ไม่ใช่ความหนาวเหน็บของหิมะน้ำแข็งบนยอดเขาตานหลุนที่เจ้าถือครอง แต่มันคือความหนาวเหน็บที่กัดกินลงไปถึงไขกระดูก เมื่อเจ้าสูญสิ้นทุกสิ่ง... ทุกสิ่งจริงๆ แม้กระทั่งลมหายใจของคนที่เจ้าเรียกว่า 'อาจารย์'"
หลินเยว่ซินนิ่งงัง นางไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้จากชายหนุ่มผู้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับบรรพจารย์ด้วยรอยยิ้มหยันฟ้าดิน แววตาของเขาในยามนี้ ว่างเปล่า... ดั่งหุบเหวไร้ก้นบึ้ง และเปี่ยมด้วยความเศร้าสร้อยที่แม้แต่สายฝนด้านนอกก็มิอาจชะล้าง
"ในวัยแปดขวบ ข้าเป็นเพียงเด็กชายไร้รากปราณ ผู้ถูกขับไล่ออกจากตระกูลเพราะถือเป็น 'เศษสวะ' ที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะถือไม้กวาดในสำนัก" ไป๋เฉินเริ่มเล่า น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้น ทว่าทุกคำกลับบาดลึกราวกับคมกระบี่ที่กรีดลงบนเนื้อหนัง "ในยุคนั้น โลกใบนี้วัดค่าคนด้วยปริมาณปราณวิญญาณในตันเถียน หากปราณของเจ้าบริสุทธิ์ดั่งหยก เจ้าคืออัจฉริยะ หากปราณของเจ้าพิการ เจ้าก็เป็นเพียงมดปลวกที่เหยียบย่ำเมื่อใดก็ได้"
"แต่เจ้า... กลับเลือกเส้นทางที่ท้าทายสวรรค์" หลินเยว่ซินเอ่ยต่อเบาๆ หัวใจของนางกระตุกวูบ
"ถูกต้อง" ไป๋เฉินยิ้มเยาะตนเอง "ในคืนที่พายุหิมะโหมกระหน่ำสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ข้าถูกทิ้งไว้กลางหุบเขาอสูรเพื่อรอความตาย ไม่มีอาหาร ไม่มีเสื้อกันหนาว มีเพียงร่างที่ใกล้แตกสลาย ข้านอนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวระยิบระยับ ข้าถามตัวเองว่า... เหตุใดฟ้าดินจึงกำหนดให้มนุษย์เกิดมาพร้อมกับข้อจำกัด? เหตุใดลมจึงพัดผ่านต้นไม้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ใด? เหตุใดสายน้ำจึงไหลรินไปตามใจปรารถนาโดยไม่สนว่าเบื้องหน้าจะเป็นผาชัน?"
เขากำมือเข้าหากันแน่น เสียงกิ่งไม้ในกองไฟลั่นเปรี๊ยะ
"ในวินาทีนั้นเอง... ข้าก็เข้าใจสัจธรรม 'ไร้ลักษณ์' ลมไม่มีรูปร่าง จึงไม่มีสิ่งใดกักขังมันได้ น้ำไม่มีรูปร่าง จึงไม่มีดาบใดตัดมันขาด หากข้าไม่มีปราณวิญญาณ... เช่นนั้นข้าก็จะไม่ใช้ปราณวิญญาณอีกต่อไป! ข้าจะใช้ 'ความว่างเปล่า' เป็นกระบี่ ใช้ 'ความไร้ตัวตน' เป็นโล่ป้องกัน!"
บรรยากาศภายในอารามเงียบสงัดลงทันที มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงคำรามกึกก้อง หลินเยว่ซินมองใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย นางเป็นเซียนผู้ฝึกตนมานับร้อยปี บรรลุวิถีแห่งความเย็นชาเพื่อตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ทว่า เมื่อนางได้ยินเรื่องราววัยเยาว์อันแสนโดดเดี่ยวและทรมานของไป๋เฉิน หัวใจที่ด้านชามานานกลับรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด
นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไปสัมผัสหลังมือของเขาเบาๆ ความเย็นเยียบจากปลายนิ้วของนางปะทะเข้ากับความอุ่นร้อนจากผิวของเขา มันคือความตัดกันอันสมบูรณ์แบบดั่งหยินและหยาง
"เจ้า... ไม่จำเป็นต้องแบกรับเรื่องราวเหล่านั้นไว้เพียงลำพองอีกต่อไปแล้ว ไป๋เฉิน" หลินเยว่ซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดตั้งแต่ที่นางเคยกล่าวมาในชีวิต
ไป๋เฉินเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยของนาง แววตาที่เคยว่างเปล่าพลันสะท้อนภาพใบหน้าอันงดงามที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของเซียนสาว มุมปากของเขายกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่อบอุ่นที่สุด
"ข้าไม่เคยโดดเดี่ยวอีกแล้ว... ตั้งแต่มีเจ้าก้าวเข้ามาในเส้นทางกระบี่นี้, เยว่ซิน"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันอันล้ำลึกนั้นเอง...
*เปรี้ยงงงง!*
สายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางลานอาราม เสียงคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นจนพื้นดินสั่นสะเทือน พร้อมกันนั้น... ไอสังหารอันเย็นเยียบสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงผ่านม่านฝนเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง!
หลินเยว่ซินสะดุ้งสุดตัว กระบี่มังกรหิมะข้างกายสั่นสะท้านเองโดยไม่ต้องมีผู้ชักนำ นางตวัดสายตาคมกริบไปยังประตู่อารามที่บานไม้กำลังถูกพลังปริศนากระแทกจนแหลกละเอียดเป็นจุล
ท่ามกลางละอองฝนที่สาดกระเซ็น เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนธรณีประตู ใบหน้าของมันถูกปกกปิดด้วยหน้ากากอสูรครึ่งซีก ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของไป๋เฉินและหลินเยว่ซินหยุดเต้นไปชั่วขณะ... คือปลายกระบี่ในมือของมัน ที่กำลังหยดหยาดโลหิตสดๆ ลงสู่พื้น พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่เอ่ยออกมาว่า...
"ฮ่าๆๆ... เล่าเรื่องราวในอดีตได้ซาบซึ้งดีนี่... แต่น่าเสียดาย ที่บทเพลงแห่งวิญญาณของพวกเจ้า... จะต้องจบลง ณ ราตรีกาลนี้!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ (หมื่นกระบี่คืนรัง)
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้า กับศัสตราเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 13
บทเพลงแห่งวิญญาณ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้า กับศัสตราเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!