อัสนีสีเลือดสายนั้นมิได้พุ่งเข้าเผาผลาญหัวใจของไป๋เฉินตามที่เงาร่างชราภาพคาดคิด
ทว่า—มันกลับแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีชาดนับหมื่นดวงทันทีที่สัมผัสกับชายเสื้อที่โบกสะบัดอย่างไร้ระเบียบของเขา
ความเงียบงันเข้าปกคลุมผืนป่าไผ่ท่ามกลางพายุฝนชั่วขณะ เสียงฟ้าร้องคำรามสะท้านฟ้าดินราวกับถูกตัดขาดด้วยกริชอันคมกริบ หลินเยว่ซินที่ยืนอยู่เบื้องหลังพลันสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่หงส์ที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งค้างปีบัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างอรชรของนางสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนกที่ยากจะพบเห็น
วิชาอันใดกัน?
นางท่องจำคัมภีร์เซียนพันเล่ม ร่ำเรียนเคล็ดวิชาตระกูลหลินมาตั้งแต่เยาว์วัย ทว่าไม่เคยพบเห็นกระบวนท่าใดในใต้หล้า ที่สามารถสลายการโจมตีด้วยอัสนีโลหิตซึ่งเกิดจากตบะห้าร้อยปีของมารเงามรกต ได้ด้วยการ 'ไม่กระทำสิ่งใดเลย' เช่นนี้
"เจ้า..." หลินเยว่ซินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงความเยือกเย็น ทว่ากลับเจือด้วยความระแวงระวังที่ลึกล้ำ "เจ้าเป็นใครกันแน่ ไป๋เฉิน? เจ้าไม่มีแม้แต่เส้นชีพจรปราณ เหตุใด..."
ไป๋เฉินไม่หันกลับไปมอง นางเซียนสาวผู้สูงส่ง เขายังคงทอดสายตาไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ที่ซึ่งอัสนีสีเลือดเพิ่งมลายหายไป รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา แต่มันกลับงดงามและลึกล้ำดึงดูดสายตาอย่างประหลาด
"คุณหนูหลิน" เสียงของเขาแหบพร่าแต่นุ่มนวล ดังก้องผ่านสายฝนที่โปรยปราย "ท่านเคยเงยหน้ามองผืนฟ้า แล้วพบว่าฟ้าเบื้องบนนั้น... แท้จริงแล้วว่างเปล่าหรือไม่?"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" นางขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากัน กระบี่มังกรหิมะในมือส่งเสียงร้องครวญครางเบาๆ ยามเมื่อจิตสังหารของนางพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งจากความไม่เข้าใจ
"ข้าไม่ได้มีปราณวิญญาณ... เพราะข้าไม่เคยจำเป็นต้องยืมพลังจากฟ้าดิน" ไป๋เฉินก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ท่ามกลางสายฝนที่หยุดชะงักราวกับต้องมนต์สะกด "สำนักกระบี่ลึกลับของข้ามิได้สอนให้สยบต่อฟ้าดิน แต่สอนให้ 'ลืม' แม้กระทั่งตัวตนของตนเอง เมื่อไร้ซึ่งตัวตน... แล้วสิ่งใดเล่าจะทำลายตัวตนได้?"
สิ้นคำกล่าว ร่างของไป๋เฉินก็พลันเลือนรางลง
ไม่ใช่ภาพติดตา และไม่ใช่ความเร็วเหนือมนุษย์ธรรมดา ทว่ามันคือการ 'หายไป' จากห้วงเวลาและมิติโดยสมบูรณ์ แม้แต่จิตสัมผัสระดับเซียนของหลินเยว่ซิน ก็ไม่สามารถตรวจจับร่องรอยลมหายใจของเขาได้แม้แต่น้อย!
"ไป๋เฉิน!" นางอุทานชื่อเขาออกมาเป็นครั้งแรกด้วยความร้อนรนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง นางกวาดสายตามองไปรอบกาย ทว่าท่ามกลางม่านหมอกฝนสีเทา มีเพียงเงาของตนเองและกอไผ่ที่ลู่ตามลม
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบอันแผ่วเบาก็ดังก้องขึ้นข้างใบหูของนาง ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจร้ายหรือเทพเซียนผู้หลุดพ้น
"ระวัง... เบื้องหลังของท่าน"
หลินเยว่ซินตวัดกระบี่มังกรหิมะกลับหลังอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ประกายแสงสีขาวโพลนแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กลายเป็นเกราะน้ำแข็งหนาทึบที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้แหลกเป็นจุล นางพลิกตัววาดกระบวนท่า 'เหมันต์นิรันดร์' ออกมาอย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องจุดบอดของตนเอง
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีทองสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด กระบี่มังกรหิมะของนางหยุดชะงักกลางอากาศราวกับถูกกำแพงเหล็กไร้รูปทรงขวางกั้นไว้
และเมื่อนางเพ่งมองผ่านละอองน้ำแข็งที่กระจายตัว หัวใจของนางก็แทบหยุดเต้น
ไป๋เฉินยืนอยู่ตรงนั้น... ห่างจากปลายกระบี่ของนางเพียงหนึ่งชั่วลมหายใจ นิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาของเขาคีบคมกระบี่มังกรหิมะเอาไว้ได้อย่างมั่นคง! ปลายนิ้วของเขาไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ปราณกระบี่เย็นเยือกที่สามารถตัดเหล็กกล้าได้ราวกับเต้าหู้ กลับไม่สามารถทำอันตรายผิวเนื้อของชายหนุ่มผู้ไร้ปราณได้เลยแม้แต่น้อย!
"วิชา... กระบี่ไร้ลักษณ์" หลินเยว่ซินพึมพำออกมา ดวงตาคู่สวยสั่นไหวอย่างรุนแรง ความภาคภูมิใจในฐานะอัจฉริยะแห่งแดนเหนือของนางพังทลายลงในชั่วพริบตา "เจ้า... เจ้าฝึกฝนมันจนถึงขั้นบรรลุอรหันต์กระบี่แล้วหรือ? เป็นไปไม่ได้! ในใต้หล้า ผู้ที่บรรลุขั้นนี้มีเพียงปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเมื่อพันปีก่อนเท่านั้น!"
ไป๋เฉินมองหน้านาง แววตาของเขาสะท้อนภาพใบหน้าอันงดงามที่กำลังตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่น เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอื้อนเอ่ยด้วยบทกวีโบราณ
"บุปผาร่วงหล่นไร้เสียง สายน้ำไหลรินไร้คำ... โลกหล้าแสวงหาความเป็นอมตะ แท้จริงแล้วเป็นเพียงความโง่เขลาของผู้ยังไม่ตื่นจากความฝัน คุณหนูหลิน กระบี่ในมือท่านหนักเกินไปแล้ว... วางมันลงเสียเถอะ"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหญิงสาว นางรู้สึกราวกับว่าเปลือกนอกอันเย็นชาและแข็งกระด้างที่นางสวมใส่มาตลอดชีวิตกำลังถูกรื้อถอนออกที2ชิ้น
ทว่า ก่อนที่หลินเยว่ซินจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบโต้ บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สัญญาณเตือน!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระเวทสีทองนับพันตัวที่เคยเลือนหายไป กลับสว่างวาบขึ้นรอบทิศทางในรูปแบบของ 'ค่ายกลกักขังวิญญาณสวรรค์' และสิ่งที่ทำให้สีหน้าของไป๋เฉินเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเป็นครั้งแรก คือเสียงหัวเราะอันแหบแห้งและน่าสะพรึงกลัวที่ดังมาจากความมืดมิดเบื้องบน
*ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นคู่รักที่น่าอิจฉายิ่งนัก! บรรลุวิชาไร้ลักษณ์แล้วอย่างไร? คิดว่าเจ้าจะหนีพ้นจากเงื้อมมือของ 'ราชันโลหิต' ผู้นี้พ้นหรือ ไป๋เฉิน!*
เงาร่างมหึมาปรากฏขึ้นเหนือยอดไผ่ มันคือร่างของชายชราแปลกหน้าที่ควรจะสลายไปแล้ว แต่บัดนี้กลับขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมผืนฟ้า ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีเลือด และในมือของมัน... กำลังถือคัมภีร์ต้องห้ามเล่มที่หลินเยว่ซินได้รับมอบหมายให้ตามหา!
หลินเยว่ซินหน้าซีดเผือด นางอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด "นั่นมัน... คัมภีร์ผนึกมารสวรรค์! เหตุใดมันจึงมาอยู่กับ..."
ไป๋เฉินปล่อยมือจากคมกระบี่ของนาง เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองเงาร่างมหึมาเบื้องบนด้วยจิตสังหารที่ระเบิดออกอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก
"ที่แท้... เจ้าก็คือ 'ผู้อาวุโสสาม' แห่งสำนักกระบี่ลึกลับ ผู้ทรยศที่ข้าตามหามาตลอดสามปี!"
หมื่นกระบี่คืนรัง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมกระบี่และบทกวีแห่งโชคชะตาไป2ด้วยกันนะครับ โปรดติดตามตอนต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะความลับที่ถูกฝังกลบกำลังจะถูกชำระด้วยเลือดและหยาดน้ำตาครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้า กับศัสตราเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 3
นามไร้ลักษณ์
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้า กับศัสตราเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!