กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 19

ตลาดมืดและบัญชีลับ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอับชื้นของคราบน้ำมันเตาและสนิมเหล็กคละคลุ้งหนาทึบเสียจนแทบกรีดบาดหลอดลม ราวกับกลิ่นอายความตายที่ถูกหมักดองไว้ใต้พิภพมานานนับแรมปี หลี่จินเยว่ปรายตามองคบเพลิงในมือที่วาดแสงวับแวมสาดส่องลงบนผนังหินชื้นแฉะของห้องใต้ดินลับ แสงสีส้มแดงนั้นขับให้โครงหน้าเรียวระหงของนางดูงดงามราวกับภูตพรายที่ก้าวออกมาจากภาพวาดโบราณ ทว่าดวงตากลับคมกริบดุจใบมีดน้ำแข็ง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงใดๆ "เจ้าแน่ใจนะว่าทางหนีทีไล่ทั้งหมดถูกปิดตายแล้ว" เสียงหวานทุศกกระซิบถามแผ่วเบา ทว่ากังวานก้องในความเงียบสงัด นางไม่ได้หันไปมองบุรุษร่างสูงโปร่งที่ยืนเคียงข้าง ทว่าสัมผัสได้ถึงไอร้อนแผ่วเบาจากแผงอกกว้างที่ทาบทับลงมาในระยะกระชั้นชิด เซียวอี้เฉิน หรือองค์ชายสี่ผู้ลือลชา ขยับยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่นคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่ห่อหุ้มด้วยชุดคลุมสีเข้ม เขายื่นมือออกไปปัดเขม่าควันสีดำที่ติดอยู่ตรงเรียวไหล่ของนางอย่างถือวิสาสะ ทว่าทะนุถนอมในคราเดียวกัน "สายลับของเปิ่นหวางตรึงกำลังไว้ทุกจุดแล้ว... ไม่ว่าจะเป็นหนูหรือแมลงสักตัว ก็ไม่มีทางเล็ดลอดออกไปได้" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อย "รวมถึงตาแก่หลี่ว์ซานที่ส่งคนมาขนถ่ายทรัพย์สินพวกนี้ด้วย... ป่านนี้คงกำลังนั่งเหงื่อตกอยู่ในจวน เพราะตระหนักได้ว่าบัญชีเลือดชุดนี้กำลังจะตกอยู่ในมือของใคร" จินเยว่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์ "บัญชีส่วยใต้ดินที่รีดเลือดเนื้อจากราษฎรนับหมื่น... สมบัติที่แลกมาด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ข้าจะใช้มันนี่แหละเผาลอกคราบตระกูลหลี่ว์ให้ไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า" นางก้าวฉับๆ เข้าไปเบื้องหน้าหีบไม้จันทน์แดงสลักลวดลายวิจิตรบรรจง แผ่นไม้หนาเตอะถูกงัดออก เผยให้เห็นประกายระยิบระยับของอัญมณีล้ำค่าและทองคำแท่งเรียงรายแน่นขนัด แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของนางหาใช่ทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้ไม่... หากแต่เป็นแฟ้มกระดาษหนังแกะสีเหลืองซีดที่ซ้อนทับกันอยู่ก้นหีบต่างหาก มือเรียวบางสวมถุงมือหนังสีดำหยิบสมุดปกหนังเล่มหนาขึ้นมาพลิกเปิด แสงจากคบเพลิงสะท้อนรายชื่อขุนนางนับร้อยชีวิตที่พัวพันกับการคอร์รัปชัน เส้นสายอำนาจ และการทุจริตยักยอกเสบียงหลวง ลายมือหวัดแกมบรรจงเหล่านั้น... คือหลักฐานชิ้นเอกที่จะส่งอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานและพรรคพวกดิ่งลงสู่ขุมนรกชั่วนิรันดร์ "เจอแล้วเพคะ..." จินเยว่พึมพำกับตนเอง รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานหยาดน้ำผึ้ง ทว่าอาบเคลือบด้วยยาพิษร้ายแรง เซียวอี้เฉินก้าวเข้ามาชิดจนแผ่นหลังของนางแนบชิดกับอกแกร่งของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงระคนกลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาและสนิมเหล็ก มือใหญ่เอื้อมมากุมทับมือของนางที่ถือสมุดบัญชีเอาไว้แน่นขึ้น "เจ้าช่างกล้าหาญและ... อันตรายเสียจริง จินเยว่" องค์ชายสี่กระซิบข้างใบหู น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความชื่นชมและปรารถนาลึกล้ำ "การเล่นกับไฟเช่นนี้ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ร่างกายและจิตวิญญาณของเจ้าจะมอดไหม้จนไม่เหลือซาก... เจ้าไม่กลัวหรือ?" จินเยว่ไม่สะทกสะท้าน นางเอี้ยวคอเล็กน้อย ปลายจมูกแทบจะชนกับสันจมูกโด่งเป็นสันของชายหนุ่ม ดวงตาดำขลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมปลาบของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "คนที่เคยถูกเผาทั้งเป็นจนวิญญาณแตกสลายอย่างหม่อมฉัน... ยังจะต้องกลัวเปลวเพลิงอันใดบนโลกใบนี้อีกหรือเพคะ, องค์ชาย?" คำพูดนั้นสะท้อนความเจ็บปวดอันดำมืดในอดีตออกมาได้อย่างบาดลึก เซียวอี้เฉินชะงักไปชั่วขณะ นัยน์ตาคมกริบไหววูบด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง เขารู้ว่าสตรีในอ้อมแขนผู้นี้ผ่านเรื่องราวอันโหดร้ายเกินกว่าที่สตรีวัยสิบเจ็ดปีพึงรับไหว และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาทั้งหลงใหลและเจ็บปวดแทนในคราเดียวกัน "เปิ่นหวางสัญญา..." น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง ทุดแน่นและทรงพลังดั่งคำสาบานเบื้องหน้าสวรรค์ "ต่อให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟ หรือบัลลังก์มังกรจะสั่นคลอน เปิ่นหวางก็จะกางปีกปกป้องเจ้า... พาเจ้าเหยียบย่ำศัตรูทุกคนให้จมดินด้วยมือของเจ้าเอง" บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันลงชั่วขณะ ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและสมบัติมหาศาล สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือที่กุมกระชับกันไว้กลับหนักแน่นราวกับคำสัญญาชั่วนิรันดร์ จินเยว่หุบยิ้มลงเล็กน้อย นางซ่อนประกายความไหวหวั่นไว้ภายใต้เปลือกตาที่กระพริบลงช้าๆ ก่อนจะดึงสติกลับมาสู่ความเป็นจริง "เช่นนั้น... เราก็อย่าปล่อยให้พวกมันต้องรอนานเลยเพคะ" นางสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ "สัญญาณไฟข้างนอกพร้อมแล้วหรือยัง?" เซียวอี้เฉินพยักหน้าน้ำคำ "พร้อมแล้ว ทหารองครักษ์เงาปิดล้อมเรือนรับรองของหลี่ว์ซานเรียบร้อย ตอนนี้เหลือเพียงแค่..." ยังไม่ทันที่องค์ชายสี่จะกล่าวจบประโยค เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์ทางเดินลับเบื้องบน ตามด้วยเสียงตะโกนโกลาหลและเสียงเหล็กกระทบกันอย่างดุเดือด! *เคร้ง! เคร้ง! พลั่ก!* จินเยว่ขมวดคิ้วมุ่นทันที นางสะบัดหน้ามองไปทางปากอุโมงค์ แสงคบเพลิงด้านบนกะพริบไหวรุนแรงราวกับมีลมพายุพัดผ่าน ผิดวิสัยของทางลับใต้ดินที่ไร้กระแสลมธรรมชาติ "เกิดอะไรขึ้น? ไหนว่าปิดตายทุกเส้นทางแล้วไม่ใช่หรือเพคะ?" นางหันไปถามชายหนุ่มด้วยแววตาสงสัย เซียวอี้เฉินหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญาทันที เขาดึงตัวจินเยว่ให้มาหลบอยู่ด้านหลังแผงอกของตน พร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงโลหะเสียดสีกันดังหวีดหวิวบาดแก้วหู "ไม่ใช่คนของหลี่ว์ซาน..." องค์ชายสี่เอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาจับจ้องไปยังความมืดมิดเบื้องบนเขม็ง "กลิ่นอายนี้... เป็นหน่วยองครักษ์เสื้อแพรของวังหลวง!" ฉับพลัน เงาร่างสีดำนับสิบก็พุ่งทะยานลงมาจากปากอุโมงค์ราวกับฝูงกาเหว่ากระหายเลือด พร้อมกับธนูอาบยาพิษที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาปักเข้ากับผนังหินข้างตัวจนเกิดควันสีม่วงพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนกรรโชก! และในวินาทีนั้นเอง เสียงปรบมือช้าๆ แฝงความเย้ยหยันก็ดังแทรกเสียงอาวุธขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องบน *แปะ... แปะ... แปะ...* "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง..." สุ้มเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังทว่าเย็นเยียบราดรดลงกลางใจดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดคลุมปักลายมฆาเงินก้าวเดินผ่านกลุ่มองครักษ์ที่แหวกทางให้อย่างนอบน้อม ใบหน้างดงามราวกับหยกสลัก ทว่าประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก และแววตาคู่คมกริบที่ทอดมองตรงมายังจินเยว่และเซียวอี้เฉิน... องค์ชายสาม... ผู้ที่ไม่ควรจะล่วงรู้แผนการนี้ในคืนนี้ กลับยืนอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับราชโองการลับสีทองอร่ามในมือ! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างความแค้นและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้มาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%