กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 20

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยชะตา

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
"ผ้าแพรปักลายหงส์ห้าเล็บผืนนี้... หาใช่สิ่งที่ขุนนางขั้นหนึ่งพึงประดับกายไม่ มิเช่นนั้นแล้ว ใต้เท้าหลี่ว์คงเข้าใจไปว่า กฎมณเณียรบาลเป็นเพียงเศษกระดาษที่ท่านจะฉีกทิ้งเมื่อยามใดก็ได้กระมังเจ้าคะ" สุ้มเสียงกังวานใสดุจไข่มุกกระทบถาดหยกตกลงสู่ความเงียบงันของท้องพระโรงใหญ่ ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อยที่ต่างกลั้นหายใจ หลี่จินเยว่แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกเหมันต์แรกแย้ม ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนผู้พบเห็นต้องลอบหนีบชายเสื้อเข้าหากันด้วยความหวาดหวั่น นางก้าวเท้าช้าๆ อาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองทอดตัวยาวลู่ตามพื้นศิลา ราวกับพญานาคราชที่กำลังเลื้อยผ่านหมู่มวลมดปลวก อัครเสนาบดีหลี่ว์ซานหน้าถอดสีทันที ริ้วรอยบนใบหน้าของชายชราผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนักกระตุกเกร็ง ดวงตาเรียวรีฉายแววอำมหิตวับวาม มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน เขาลอบมองเศษผ้าแพรที่หลุดลุ่ยติดอยู่กับกรรเชียงทองคำบนเครื่องสักการะ ซึ่งจินเยว่จงใจเดินเข้าไปสะดุดและเปิดโปงต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ และต่อหน้าทูตานุทูตต่างแคว้น ความผิดฐานละเมิดเครื่องทรงกษัตริย์ มีโทษถึงประหารเจ็ดชั่วโคตร! "บังอาจ!" หลี่ว์ซานเค้นเสียงคำรามลอดไรฟัน แววตาคมกริบดุจมีดโกนจ้องเขม็งไปยังร่างระหงที่ยืนหยัดอย่างสง่างาม "พระชายา... อย่าได้ทรงกล่าววาจาเลอะเลือนใส่ร้ายป้ายสีขุนนางเก่าแก่เช่นข้า เพียงเพราะความแค้นส่วนตัวที่บิดาของท่านถูกเนรเทศ!" จินเยว่ไม่สะทกสะท้าน นางปรายตามองชายชราผู้กระหายอำนาจด้วยความเวทนา ดุจดังผู้สูงศักดากำลังมองดูสุนัขจนตรอกที่พยายามเห่าหอนกลบเกลื่อนความกลัว นางยกปลายนิ้วขึ้นแตะปิ่นหยกขาวบนมวยผมอย่างเชื่องช้า จังหวะจะโคนเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ชวนให้ผู้คนหลงใหลแต่ก็ยำเกรงในคราวเดียวกัน "ใส่ร้ายหรือเจ้าคะ?" นางเอ่ยทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากลำคอระหง ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามราตรี "ใต้อัครเสนาบดี... ท่านลองก้มลงพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนเสียก่อนเถอะว่า ด้ายสีทองคำบริสุทธิ์เก้าเส้นที่ถักทอเป็นลายพฤกษาบนชายเสื้อของท่านนั้น เป็นฝีมือจากกรมพระคลังมหาสสมบัติ หรือเป็น ‘ของพระราชทาน’ ที่แอบลักลอบนำออกมาจากตำหนักในกันแน่?" คำถามนั้นราสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจคนทั้งห้องโถง เสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ดังขึ้นทันที บรรดาขุนนางต่างหันซ้ายแลขวา กระซิบรหัสลับความหวาดระแวงต่อกัน การลักลอบใช้สิ่งของในวังหลวงถือเป็นความผิดฐานกบฏอย่างแท้จริง! หลี่ว์ซานเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ใบหน้าอวบอิ่มที่เคยอาบด้วยความยโสบัดนี้ซีดเซียวราวกับกระดาษสา เขารู้ตัวแล้วว่าตนเองตกลงไปในหลุมพรางที่สตรีผู้นี้ขุดเอาไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าสู่ท้องพระโรง หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้เพียงต้องการแค่หักหน้าเขา แต่นางต้องการ ‘ถอนรากถอนโคน’ อำนาจของสกุลหลี่ว์ให้พินาศสิ้นในคราเดียว "เจ้า... นังตัวดี!" หลี่ว์ซานบันดาลโทสะจนลืมตัว เงื้อมือขึ้นหมายจะพุ่งเข้าตบหน้าสตรีเบื้องหน้าเพื่อเป็นการปิดปาก ทว่า... *เปรี้ยะ!* เสียงสะบัดแส้หนังม้าแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ปลายแส้สีดำสนิทจะตวัดมารัดเข้าที่ข้อมือของอัครเสนาบดีหนาเตอะไว้ได้อย่างแม่นยำราวยอดฝีมือผู้ฝึกยุทธ์ แรงกระชากมหาศาลทำให้ร่างท้วมของหลี่ว์ซานเซถลาเกือบล้มคะมำต่อหน้าธารกำนัล สร้างความอับอายขายหน้าจนถึงขีดสุด "มือสกปรกเช่นนี้... สมควรเอาไว้คัดลอกพระคัมภีร์สำนึกผิดในคุกใต้ดิน มากกว่าจะมาใช้ชี้หน้าพระชายาของเปิ่นหวางนะใต้เท้าหลี่ว์" สุ้มเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดุจสายลมหนาวจากยอดเขาเทียนซานดังขึ้นจากมุมมืดของเสาหินอ่อนองค์ใหญ่ องค์ชายสี่ ‘เซียวอี้เฉิน’ ก้าวพระบาทออกมาจากเงาสลัว อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวงสะท้อนแสงไฟวับวาม พระพักตร์หล่อเหลาดุดันไร้รอยยิ้ม ทว่าแววตาคู่นั้นกลับทอดมองจินเยว่ด้วยความอ่อนโยนล้ำลึกที่ซ่อนไว้ภายใต้ความเกรี้ยวกราด หลี่ว์ซานล้มลงไปกองกับพื้น ลมหายใจหอบกระชั้น ใบหน้าอาบด้วยความอับอายและแค้นเคืองจนบิดเบี้ยว เขากัดฟันกรอด ชี้หน้าองค์ชายสี่และหลี่จินเยว่สลับกันไปมาด้วยความเคียดแค้นสุดซึ้ง "พวก... พวกเจ้าสมรู้ร่วมคิดกัน! แผนการชั่วช้าเช่นนี้... อย่าหวังว่าฝ่าบาทจะทรงปล่อย..." "ฝ่าบาทเสด็จ——!" เสียงขันทีหนุ่มขานรับดังลั่นตัดบทความวุ่นวายทั้งหมดลงในพริบตา พระพักตร์ที่โรยราตามวัยของฮ่องเต้ผู้ประทับบนบัลลังก์มังกรเต็มไปด้วยความกริ้วโกรธ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองความอัปยศอดสูของขุนนางคนโปรด ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างระหงของหลี่จินเยว่ที่คุกเข่าถวายบังคมด้วยท่าทางสง่างามไร้ที่ติ จินเยว่ก้มศีรษะลงช้าๆ ริมฝีปากอิ่มสวยยกยิ้มขึ้นเป็นเส้นตรงอย่างผู้กุมชัยชนะในกำมือ นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามล้างแค้นอันยาวนาน แต่การได้เห็นเสือเฒ่าผู้เคยเหยียบย่ำชีวิตนางต้องมานอนดิ้นรนอยู่บนพื้นเช่นนี้... ก็ช่างเป็นรสชาติที่หอมหวานยิ่งนัก ในขณะที่ทุกคนกำลังรอคอยพระราชอาชญาอันเฉียบขาดจากบัลลังก์ มหาดเล็กคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเร็วจี๋เข้ามาพร้อมกับราชสาส์นสีชาดฉบับหนึ่งในมือ เขาน้อมกายลงกระซิบสิ่งบางอย่างข้างพระ कर्ण (พระกรรณ) ของโอรสสวรรค์ ฮ่องเต้ทรงชะงัก พระเนตรเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง ก่อนจะทรงตบที่วางแขนของบัลลังก์เสียงดังสนั่น ทรงตรัสประกาศด้วยพระสุ้มเสียงสั่นเครือที่ก้องกังวานไปทั่วทุกตารางนิ้ว "จับตัวหลี่ว์ซาน... และตรวจสอบจวนอัครเสนาบดีทันที! ข้อหา... สมคบคิดกับแคว้นศัตรูเพื่อกบฏ!" สิ้นพระราชดำรัส ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันดุจป่าช้า หลี่ว์ซานเบิกตากว้างจนแทบถล่น ร่างทั้งร่างสั่นเทานั่งพับเพียบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เมื่อหันไปมองสตรีผู้เป็นต้นเหตุ เขาก็พบเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันชะตาชีวิตที่ส่งกลับมาอย่างเยือกเย็น แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความตื่นตระหนกกำลังแผ่ซ่านไปทั่ว ขันทีเฒ่าผู้ถือราชสาส์นกลับชักกริชเล่มงามออกมาจากอกเสื้ออย่างไร้สุ้มเสียง และพุ่งตรงเข้าใส่พระพักตร์ของฮ่องเต้ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างความแค้นอันล้ำลึกนี้มาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%