กลิ่นหอมหวานของชาดอกหมื่นลี้อวลกำจายอยู่ทั่วศาลาแปดเหลี่ยม ทว่ากลับไม่อาจกลบกลิ่นอายความเสแสร้งที่ลอยวนอยู่ในบรรยากาศได้เลยแม้แต่น้อย
"พี่หญิงรอง... ข้าได้ยินข่าวเรื่องสุขภาพของท่านไม่สู้ดีนัก ตั้งแต่กลับมาจากงานเลี้ยงต้อนรับที่ตำหนักบูรพา ข้าก็เป็นห่วงจนนอนไม่หลับเลยค่ะ"
น้ำเสียงนั้นหวานหยดย้อยราวกับเคลือบน้ำผึ้งปนยาพิษ ร่างระหงในชุดผ้าไหมปักลายบุปผาฤดูใบไม้ผลิก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววห่วงใยจนแทบหยดหยาด ทว่าลึกลงไปในนัยน์ตากลับพาดผ่านด้วยประกายแห่งความสะใจที่ถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิด... นางคือ 'หลี่ว์หว่านเอ๋อร์' น้องสาวต่างมารดาผู้สวมหน้ากากแห่งความอ่อนโยน และเป็นคู่หมั้นหมายในนามขององค์ชายรองผู้ทะเยอทะยาน
หลี่จินเยว่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลในมือ ปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำหยกสัมผัสขอบถ้วยเบาๆ นางเพียงแย้มรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับเยือกเย็นเสียจนทำให้บรรยากาศรอบกายลดฮวบลงหลายองศา
"น้องรองช่างมีน้ำใจนัก ถึงกับนอนไม่หลับเพราะเรื่องของพี่เชียวหรือคะ" จินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ใต้แพรไหม "แต่คนเรามักจะนอนไม่หลับด้วยเหตุผลสองประการเท่านั้น... หนึ่งคือความกังวลจากความจริงใจ และสอง... คือความหวาดกลัวว่าความลับที่ซ่อนไว้ใต้พรม จะมีใครบังเอิญกวาดมันขึ้นมาให้ผู้คนได้เห็น"
สิ้นเสียงหวานใสแต่นิ่งสนิท รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ว์หว่านเอ๋อร์ก็กระตุกวูบไปชั่วเสี้ยววินาที ดวงตาคู่คมไหวระริกด้วยความตกใจที่ถูกจี้จุด ทว่านางก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาน่าสงสารดังเดิมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม
"พี่หญิงกล่าวสิ่งใดกันคะ? น้องฟังแล้วไม่เข้าใจเลย... พวกเราเป็นพี่น้องกัน ย่อมต้องห่วงใยกันเป็นธรรมดา หรือว่า... มีใครเป่าหูอะไรท่านระหว่างที่ท่านอยู่ในวังหลวงกันแน่คะ?" หว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นน้ำตาคลอเบ้า ริมฝีปากเม้มเข้าหากันอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ ราวกับว่าตนเองเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์จากความหวาดระแวงของพี่สาว
ช่างเป็นการแสดงที่น่าขันเสียจริง...
จินเยว่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ดวงตาหงส์คู่สวยคู่นั้นสะท้อนภาพหญิงสาวผู้เสแสร้งอย่างชัดเจน ในอชาตภพก่อน นางเคยโง่งอมอบความไว้วางใจให้งูพิษตัวนี้ จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายที่เปลวเพลิงแผดเผาร่าง นางถึงได้กระจ่างแจ้งว่ารอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มนี้ คืออาวุธที่ปลิดชีพตระกูลหลี่ว์ทีละน้อยอย่างไร
"เป่าหูหรือคะ?" จินเยว่ทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นอายกดดันอันสูงส่งแผ่ซ่านออกมาจากสตรีวัยสิบเจ็ดปีผู้หนึ่ง จนหลี่ว์หว่านเอ๋อร์เผลอผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "ในวังหลวงแห่งนั้น ไม่มีใครกล้ากล่าววาจาฟุ้งซ่านต่อหน้าพระชายาเอกที่ฮ่องเต้ทรงเมตตาหรอกค่ะ... เว้นเสียแต่ว่า จะมีคน 'บางคน' นอกวัง คอยส่งข่าวเท็จและชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อหวังจะฮุบตำแหน่งที่มิใช่ของตน"
"พี่หญิง! ท่านกำลังกล่าวหาว่าข้า..."
"ข้ายังไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ใดเลยนะคะ" จินเยว่สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือแววเยาะหยันจางๆ "ไยต้องร้อนรนออกตัวราวกับสุนัขที่ถูกเหยียบหางด้วยเล่าคะ, น้องรอง?"
บรรยากาศในศาลาพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที สาวใช้และบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่รอบนอกต่างก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ไผ่ดังเสียดสีราวกับเสียงกระซิบจากภูตผี ความเงียบงันโรยตัวลงมาระหว่างสองพี่น้อง มีเพียงเสียงรินชาจากกาเคลือบมุกที่จินเยว่บรรจงเทลงในถ้วยอย่างเชื่องช้า ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาปะปนกับกลิ่นอายแห่งสงครามประสาทที่ไม่มีใครยอมใคร
หลี่ว์หว่านเอ๋อร์ขบกรามแน่นจนกรามขึ้นสัน นัยน์ตาที่เคยฉายแววใสซื่อบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่ปิดไม่มิด ในเมื่อหน้ากากคนดีใช้ไม่ได้ผล นางจึงเลือกที่จะเผยเขี้ยวเล็บออกมาบ้าง
"ต่อให้ท่านจะฉลาดเฉลียวขึ้นมาสักเพียงใด แล้วอย่างไรล่ะคะพี่หญิง?" หว่านเอ๋อร์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหลมเล็กบาดหู "ต่อให้ท่านจะรอดพ้นจากงานเลี้ยงในวังมาได้ แต่ท่านก็รู้ดีไม่ใช่หรือคะว่า... ตำแหน่งพระชายาขององค์ชายรอง และหัวใจของพระองค์ ไม่มีทางเป็นของท่านอย่างแท้จริง! บุรุษผู้นั้นรังเกียจความเย่อหยิ่งจองหองของท่าน รังเกียจตระกูลหลี่ว์ที่หมดอำนาจลงทุกที... สิ่งที่ท่านถือครองอยู่ตอนนี้ มันก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่กลวงเปล่า!"
จินเยว่ไม่ได้โกรธเคืองตามคำยั่วประสานั้นแม้แต่น้อย นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบรสชาติขมฝาดเบาๆ ดวงตาคู่คมทอประกายล้ำลึกราวกับมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง นางรู้ดีว่าองค์ชายรองคิดอย่างไร และรู้ดียิ่งกว่าว่าหว่านเอ๋อร์กับคนผู้นั้นแอบสมคบคิดอะไรกันลับหลัง
"ตำแหน่งพระชายาที่เจ้าโหยหานักหนา... เจ้าคิดว่ามันคือสรวงสวรรค์สินะคะ" จินเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับกำลังเล่าเรื่องนิทานก่อนนอน "แต่สำหรับข้า... มันเป็นเพียงกรงขังที่เต็มไปด้วยซากศพและความเน่าเฟะ หากเจ้าอยากได้นัก... ข้าจะเมตตาถอดมันออกแล้วโยนให้เจ้าด้วยความเต็มใจเลยดีไหมคะ?"
คำพูดนั้นทำเอาหลี่ว์หว่านเอ๋อร์ชะงักงัน นางคาดหวังว่าจะได้เห็นความเจ็บปวด ความริษยา หรือความคลุ้มคลั่งจากหญิงตรงหน้า ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความเยือกเย็นและการดูแคลน ราวกับว่าสิ่งที่นางไขว่คว้าแทบตาย เป็นเพียงสิ่งของไร้ค่าที่จินเยว่คิดจะเขี่ยทิ้งเมื่อใดก็ได้
"ท่าน... ท่านกล้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร!"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ" จินเยว่แย้มยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก "จำเอาไว้นะคะน้องรอง... ของสิ่งใดที่ข้า 'หลี่จินเยว่' เคยสละทิ้ง ต่อให้มันจะต่ำต้อยไร้ค่าแค่ไหน... ก็ไม่มีวันมีเศษเสี้ยวใดที่คู่ควรให้ผู้อื่นมาแย่งชิงไปได้... เว้นเสียแต่ว่า ข้าจะยินดี 'ยื่น' ความพินาศนั้นใส่มือให้พวกเจ้าเอง"
สิ้นคำพูดอันเฉียบคม หว่านเอ๋อร์หน้าถอดสีทันที นางรู้สึกเหมือนมีเข็มพิษนับพันเล่มพุ่งเข้ามาทิ่มแทงหัวใจจนชาหนึบ ความหวาดกลัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเริ่มกัดกินขั้วหัวใจ นางถอยหลังกรูดโดยไม่รักษาอาการสำรวมอีกต่อไป
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งทะยานถึงขีดสุดนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินหินอ่อนเบื้องหน้า พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ กลิ่นอายอำนาจอันกดดันแผ่ซ่านเข้ามาจนบ่าวไพร่ทั้งหมดทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นในทันที
เซียวอี้เฉิน... องค์ชายสี่ผู้เยือกเย็นและเหี้ยมเกรียม ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางแสงตะวันยามบ่ายที่สาดส่องลงมาตัดกับเงาดำสนิทของเขา
สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีขององค์ชายสี่กวาดมองหญิงสาวทั้งสองคน ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก ร่างสูงก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างจินเยว่ พร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งที่ประทับตราลับสำนักราชองครักษ์มาตรงหน้าาง
"ดูเหมือนว่า... ข้าจะมาขัดจังหวะการสนทนาอันแสนออกรสของพระชายาเสียแล้วกระมั้ง?" เซียวอี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง ทว่าแฝงไว้ด้วยความอันตรายที่ทำเอาหลี่ว์หว่านเอ๋อร์ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนล้มพับลงไปกองกับพื้น
จินเยว่ก้มลงมองกระดาษในมือของชายหนุ่ม หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา—มันคือรายชื่อสายลับของอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานที่ฝังตัวอยู่ในตำหนักขององค์ชายรอง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มีชื่อของ 'หลี่ว์หว่านเอ๋อร์' อยู่ในลำดับแรกสุด
________________________________________
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 5
รอยยิ้มบนคราบน้ำตา
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!