กลิ่นหอมหวานของสุราดอกท้อลอยอบอวลเคล้าคลอไปกับเสียงดีดพิณกู่เจิงอันแผ่วเบา ทว่าภายใต้บรรยากาศรื่นรมย์ภายในศาลาแปดเหลี่ยมประดับมุกแห่งจวนสกุลหลี่ กลับระอุคุกรุ่นไปด้วยกระแสเชี่ยวแห่งการชิงดีชิงเด่นที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน
"ฝีมือการปักผ้าของรองอนุซูช่างประณีตบรรจงนัก ลวดลายเป็ดแมนดารินคู่เล่นน้ำบนผ้าแพรไหมต่วนนี้ ช่างงดงามราวกับมีชีวิตจริงเสียกระไร"
เสียงหวานเยินยอเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ทว่าแววตาของ ‘ซูเหนียง’ อนุภรรยาผู้ทะเยอทะยานผู้กำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องหอม กลับไหววับด้วยความลำพองใจ นางในอดีตเคยเป็นเพียงบ่าวรับใช้ผู้ต่ำต้อยในเรือนของมารดาผู้ล่วงลับของหลี่จินเยว่ ก่อนจะใช้มารยาไต่เต้าขึ้นมาเป็นอนุภรรยาคนโปรดของท่านอัครเสนาบดี และเป็นผู้ลงมือวางยาพิษอย่างเลือดเย็นทีละน้อย จนผลักดันให้มารดาของจินเยว่ต้องตรอมใจตายอย่างอเนจอนาถ
หลี่จินเยว่ในชุดกระโปรงผ้าไหมปักดิ้นเงินลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ นั่งจิบชาจingxin (ชากล่อมจิต) อย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วเรียวสวยบรรจงประคองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ไว้อย่างทะนุถนอม ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งราวน้ำผิวกระจก ดวงตาหงส์คู่นั้นกลับทอประกายคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหม
"หาได้เทียบเท่าฝีมือของพี่ใหญ่ไม่เจ้าค่ะ" ซูเหนียงแย้มยิ้มหวานหยด ยื่นมือเรียวขาวที่สวมกำไลหยกมันแพะราคาแพงระยับไปหยิบกาน้ำชาเคลือบมุกเพื่อรินชาให้คุณหนูใหญ่ "เพียงแต่... ช่วงนี้ท่านพี่มักจะพะวงถึงเรื่องในราชสำนัก จนละเลยเรือนหลัง ข้าในฐานะอนุฯ จึงทำได้เพียงแบ่งเบาภาระด้วยการจัดเตรียมเครื่องหอมและอาหารบำรุง เพื่อให้ท่านพี่คลายความกังวลเท่านั้นเพคะ"
คำพูดที่ดูเหมือนอ่อนน้อมถ่อมตน แต่กลับแฝงการโอ้อวดอำนาจในเรือนหลังอย่างชัดเจน บรรดาคุณหญิงและอนุภรรยาจากตระกูลขุนนางอื่นๆ ที่มาร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาต่างพากันส่งเสียงซุบซิบและชำเลืองมองมาที่จินเยว่ด้วยความสมเพชเวทนา เนื่องจากทุกคนต่างรู้ดีว่า นับแต่มารดาของจินเยว่สิ้นบุญ อำนาจการจัดการเรือนหลังก็ตกเป็นของซูเหนียงผู้นี้โดยสมบูรณ์
จินเยว่ไม่โต้ตอบ นางเพียงคลี่ยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าไร้ซึ่งไออุ่นใดๆ
"อนุซูช่างมีน้ำใจยิ่งนัก... ความใส่ใจในรายละเอียดเช่นนี้ สมแล้วที่เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยภายในจวน" จินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าก้องกังวานพอที่จะให้ทุกคนในศาลาได้ยินชัดถ้อยชัดคำ "ว่าแต่... เครื่องหอมกลิ่น ‘สุคนธ์เหมันต์’ ที่ท่านพี่เพิ่งมอบให้เจ้าเมื่อคืน เป็นเช่นไรบ้างเล่า? ข้าได้ยินมาว่าเครื่องหอมสูตรนี้หายากยิ่งนัก แม้แต่ในท้องพระคลังยังมีไม่ถึงสามตำลึงทอง เหตุใดข้าจึงเห็นมันถูกจุดอยู่ในห้องรับรองส่วนตัวของใต้เท้ากั๋ว... ขุนนางฝ่ายมหาดเล็กผู้ดูแลการคลังเล่า?"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกลางวันแสกๆ!
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเหนียงแข็งค้างทันที เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกจนปิดไม่มิด มือที่ถือี่ยกกาชาสั่นเท้าระริกจนน้ำชาหกกระเซ็นเปื้อนชุดผ้าแพรเนื้อดี
"คุณ... คุณหนูใหญ่ตรัสล้อเล่นกระมังเพคะ? หม่อมฉัน... หม่อมฉันจะไปรู้จักกับใต้เท้ากั๋วได้อย่างไรกัน" ซูเหนียงละล่ำละลักปฏิเสธ เสียงสั่นเครือจนผิดวิสัย
"ล้อเล่นหรือ?" จินเยว่ค่อยๆ วางถ้วยชาลงกระทบโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่ากลับสร้างความสะเทือนใจให้ผู้ฟังดั่งเสียงค้อนทั่งตีเหล็ก นางปรายตามองซูเหนียงด้วยแววตาดุจดั่งพญาเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อในกรงเล็บ "เครื่องหอม ‘สุคนธ์เหมันต์’ ผสมเกสรดอกไม้ป่าหายากจากแคว้นหลี่ ซึ่งมีเพียงข้าที่เคยนำเข้ามาเป็นบรรณาการเมื่อครั้งงานฉลองพระชนมายุองค์จักรพรรดิ และข้าก็เพิ่งมอบ ‘ก้อนหัวเชื้อ’ ทั้งหมดให้ท่านพ่อเก็บไว้ที่ห้องหนังสือ... แต่ไฉนเลย กลิ่นเดียวกันนี้ จึงไปติดอยู่บนอาภรณ์ของเจ้าและใต้เท้ากั๋วในยามวิกาลที่เรือนรับรองริมสระบัวเล่า?"
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นทันทีบรรดาฮูหยินและคุณหญิงต่างใช้พัดบังปากซุบซิบกันด้วยความตกใจ การลักลอบพบปะกับขุนนางฝ่ายนอกในยามวิกาล ถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล ยิ่งไปกว่านั้น ใต้เท้ากั๋วยังเป็นขุนนางในฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของอัครเสนาบดีหลี่ว์ซาน บิดาของจินเยว่!
นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องชู้สาวในเรือนหลัง... แต่มันคือการ "คบชู้สู่ชาย" และอาจเชื่อมโยงไปถึงการ "ขายความลับของตระกูล" ให้แก่ศัตรูทางการเมือง!
"เจ้า... เจ้าใส่ร้ายข้า!" ซูเหนียงกรีดร้องเสียงหลง สติหลุดลอยด้วยความกลัว ลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ล้มคว่ำไม่เป็นท่า นางพุ่งตัวเข้าหาจินเยว่หมายจะตบแต่งความอับอายด้วยกำลัง "นังเด็กสารเลว! เจ้ากําลังกุเรื่องขึ้นมาทำลายชื่อเสียงของข้า!"
*เพี๊ยะ!*
เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว ทว่าไม่ใช่ฝีมือของจินเยว่... แต่เป็นมือหนาอันทรงพลังของ ‘อัครเสนาบดีหลี่ว์ซาน’ ที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าศาลาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ ใบหน้าของขุนนางใหญ่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนน่ากลัว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนดั่งตัวหนอนดิ้นพล่าน
"ท่านพี่!" ซูเหนียงล้มลงไปกองกับพื้น แก้มซ้ายบวมเป่งขึ้นรอยนิ้วมือแดงฉาน นางเงยหน้ามองสามีด้วยแววตาวิงวอนและหวาดผวา
"หุบปาก!" หลี่ว์ซานคำรามลั่นด้วยน้ำเสียงดุดลอย สายตาคมกริบจ้องมองอนุภรรยาผู้โง่เขลาด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ "หญิงแพศยา! เจ้ากล้าทำเรื่องอัปยศเช่นนี้ ลอบพบกับคนของฝ่ายตรงข้าม แถมยังบังอาจทำให้ตระกูลหลี่ต้องเสื่อมเสียเกียรติยศเช่นนี้รึ!"
จินเยว่ยังคงนั่งนิ่งสงบ ดื่มชาในถ้วยต่ออย่างใจเย็น รอยยิ้มมุมปากของนางลึกล้ำและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ ทุกหมากที่นางวางลง ไม่จำเป็นต้องลงมือฆ่าฟันด้วยตนเอง เพียงแค่สะกิดเบาๆ ให้หมากตัวอื่นทำลายกันเอง สกุลหลี่ในตอนนี้... เริ่มผุพังจากข้างในทีละน้อยแล้ว
ท่าوسطความโกลาหลและเสียงกรีดร้องขอชีวิตของซูเหนียง จู่ๆ ลมพายุหอบใหญ่ก็พัดกระโชกเข้าสู่ศาลาจนม่านโปร่งปลิวไสว พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมฆาสีทอง ผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผีที่ก้าวออกมาจากความมืด
เซียวอี้เฉิน... องค์ชายสี่ผู้ลึกลับ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเก้าอี้ของจินเยว่ ปลายพัดหยกในมือของเขาแตะเบาๆ ที่ไหล่บอบบางของนาง พร้อมกับโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงความเย้ายوانอันตราย
"หมากตานี้ของเจ้าสนุกไม่น้อยเลยนี่... พระชายาตัวน้อยของข้า" เซียวอี้เฉินหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้หัวใจของจินเยว่กระตุกวูบ "แต่หากเจ้าหันมามองกระดานฝั่งข้า... เจ้าจะพบว่า มีคนกำลังรดน้ำยาพิษใส่รากแก้วของสกุลหลี่ว์เร็วกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 4
กลิ่นอายคาวเลือดในงานเลี้ยง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!