กลิ่นอายจางๆ ของหมึกปั้นสดบนกระดาษซวนจื่อยังไม่ทันจางหายจากปลายนิ้ว ความเย็นเยียบของลมหายใจที่รดอยู่ข้างใบหูก็ราวกับจะสลักตรึงความตายไว้ในภวังค์
หลี่จินเยว่ไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายหางตาดำขลับดั่งลูกนัยน์ตากวางป่ามองเงาร่างในอาภรณ์สีนิลสนิทที่แนบชิดอยู่เบื้องหลัง กลิ่นอายสนจันทร์ผสมกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยกรุ่นเข้ามาแตะจมูก สัมผัสได้ถึงความอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาจากบุรุษผู้นี้—เซียวอี้เฉิน องค์ชายสี่ผู้ถูกซ่อนเร้นไว้ในมุมมืดแห่งราชสำนัก ผู้ที่ทั่วทั้งวังหลวงต่างหวาดหวั่นพรريدพراهยิ่งกว่าอสรพิษร้าย
“หมากตาต่อไปที่หม่อมฉันเดิน ย่อมเป็นหมากที่กระดานนี้ต้องจารึกไว้ด้วยหยาดโลหิตของคนทรยศเพคะ… องค์ชายสี่”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยือก และเต็มไปด้วยความมั่นใจจนน่าประหลาด หลี่จินเยว่ค่อยๆ หมุนตัวกลับเผชิญหน้ากับเขา ชายหนุ่มผู้มีเรือนร่างสูงสง่า ทว่าแฝงไว้ด้วยความดุดันดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บ ดวงตาคมปลาวาฬคู่นั้นกวาดมองสำรวจนางตั้งแต่ยอดเกศจรดปลายเท้า ราวกับกำลังประเมินราคาอัญมณีหายากที่เพิ่งถูกขุดพบจากกองโคลนตม
เซียวอี้เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุบต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยความขบขันระคนฉงน “น่าสนใจ… สตรีตระกูลหลี่ที่ใครต่อใครต่างร่ำลือว่าอ่อนแอราวกับดอกไม้ในเรือนกระจก เหตุใดบัดนี้จึงกลายเป็นคมกริชที่พร้อมจะเชือดคอผู้คนได้ตาไม่กริ่งเกรงเล่า? หรือว่าความตายที่เจ้าเพิ่งก้าวผ่านสติปัญญาของเจ้าไปได้… ได้มอบดวงตาคู่นั้นให้มองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งนรกแล้ว?”
คำพูดของเขามีความนัยลึกซึ้งแฝงเร้นราวกับคมมีดที่เคลือบยาพิษ นางรู้ดีว่าบุรุษเบื้องหน้ามิใช่คนโง่เขลาที่จะหลอกลวงได้ด้วยรอยยิ้มจอมปลอม เขารู้จักนาง… หรืออย่างน้อยที่สุด เขาก็กำลังจับตาดองดูความพินาศของตระกูลหลี่ว์ด้วยความสนุกสนานไม่ต่างจากนาง
“นรกหรือเพคะ?” จินเยว่แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่ากลับหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ “หม่อมฉันเคยเดินผ่านขุมนรกมาแล้วครั้งหนึ่ง ความหนาวเหน็บของเปลวเพลิงที่เผาผลาญร่างเนื้อยังคงฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำ หากท่านอ๋องทรงประสงค์จะใช้หม่อมฉันเป็นหมากบนกระดานนี้ ไฉนเลยท่านจึงไม่ลองถามดูก่อนเล่าเพคะว่า… กระดานนี้ใครกันแน่ที่เป็นผู้ถือหมากตัวจริง”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมตำหนักรับรองชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของลมหายใจที่ประสานกันอย่างเชือดเฉือน เซียวอี้เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมารอบกายจนบ่าวไพร่นอกห้องแทบไม่กล้าหายใจ แต่ทว่า… มุมปากหยักลึกของเขากลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง แววตาคมกริบทอประกายความถูกใจอย่างปิดไม่มิด
“บังอาจนัก…” เขาพึมพำเสียงพร่า มือหนาเอื้อมออกไปคว้าปลายคางมนของนางไว้ด้วยความรวดเร็วราวดั่งสายฟ้าฟาด นิ้วแกร่งบีบกระชับเบาๆ พอให้รับรู้ถึงพละกำลังที่เหนือกว่า ทว่าไร้ซึ่งเจตนาทำร้าย “เจ้าช่างเป็นสตรีคนแรกที่กล้าต่อปากต่อคำกับข้าด้วยสายตาเช่นนี้… หลี่จินเยว่ เจ้าทำให้ข้าชักจะสนุกเสียแล้วสิ”
จินเยว่ไม่มีท่าทีตื่นตระหนก นางปล่อยให้เขาเชยคางขึ้นสบตาโดยไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย ความกล้าหาญและความเยือกเย็นนี้ทำให้เซียวอี้เฉินนัยน์ตาสั่นไหววูบ บุรุษผู้ไม่เคยชายตาดำมองสตรีใดนอกจากอำนาจ บัดนี้กลับถูกความดื้อรั้นอันงดงามของนางตรึงเอาไว้ชั่วขณะ
“ความสนุกของท่านอ๋อง อาจแลกมาด้วยความพินาศของศัตรูที่ท่านเกลียดชังที่สุดนะเพคะ” นางกระซิบตอบแผ่วเบา ริมฝีปากแทบจะแนบชิดกับปลายนิ้วของเขา “ตระกูลหลี่ว์และไทเฮาหลับใหลอยู่บนกองอำนาจมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่เรา… จะต้องปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นมาพบกับฝันร้ายที่แท้จริงเสียที”
เซียวอี้เฉินปล่อยมือจากคางของนางช้าๆ เขาสะบัดชายเสื้อคลุมแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้จันทน์อย่างสง่างาม ราวกับพญาเสือที่ยอมถอยให้เหยื่อเดินเข้าหาด้วยความเต็มใจ ดวงตาคมกริบจดจ้องมองนางด้วยความลึกล้ำ “ตกลง… ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะลากคออัครเสนาบดีหลี่ว์ซานลงมาจากหลังม้าได้อย่างไร แต่จำไว้… หากหมากตาหน้าของเจ้าผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะเป็นคนลงมือเด็ดหัวเจ้านั่งกระดานด้วยมือของข้าเอง”
“ด้วยเกล้าเพคะ” จินเยว่ค้อมกายลงคำนับอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก ทว่ารอยยิ้มที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาผมนั้นกลับลึกล้ำและเต็มไปด้วยแผนการอันแยบยล
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดด้วยเกมการเมืองและการหยั่งเชิงขั้นสุดยอด เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเสียงกลองศึกก็ดังแทรกเข้ามาจากภายนอก ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ขันทีคนสนิทของเซียวอี้เฉินพุ่งตัวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีหนุ่มละล่ำละลักรายงานด้วยเสียงอันสั่นเครือ “พระราชโองการลับจากฮ่องเต้… ถูกส่งตรงมาถึงตำหนักจันทร์เพ็ญแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และเนื้อความในนั้น… ระบุถึงพระชายาหลี่จินเยว่โดยตรง!”
เซียวอี้เฉินขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาคมปลาวาฬหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยความระแวงสงสัยระคนตกใจ ในขณะที่หลี่จินเยว่ชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม—พระราชโองการลับในยามวิกาลเช่นนี้… เหตุใดจึงระบุชื่อนางผู้เพิ่งฟื้นคืนชีพจากกองเพลิง? ใครกันที่เป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวนี้?
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 3
เงาพ면ที่ทาบทับ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!