กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 2

หมากตาแรกบนกระดานเวลา

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายอันกรุ่นจางของชาผู่เอ่อร์เกรดบรรณาการยังคงลอยวนอยู่บนปลายลิ้น ทว่าความหนาแน่นของความเงียบงันภายในห้องโถงรับรองกลับหนักอึ้งเสียจนคล้ายมีศิลาพันชั่งกดทับลงบนทรวงอก เซียวอี้เฉินไม่ได้ขยับกายไปไหน ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีหมอกปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินยังคงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์อย่างสงաբ พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีคู่นั้นทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ราวกับกำลังพยายามแกะสลักความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าเยเยาว์ของนางออกมาจากความว่างเปล่า เหตุการณ์และจุดทิ้งปมจากตอนที่แล้วยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในโสตประสาท—เซียวอี้เฉิน! เหตุใดองค์ชายสี่ผู้เก็บเนื้อเก็บตัวและไม่เคยย่างกรายมายังจวนอัครเสนาบดีก่อนวันแต่งงาน ถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้ในเวลานี้? "องค์ชายสี่ทรงล่วงรู้ได้อย่างไร ว่าหม่อมฉันกำลังรอคอย... การมาเยือนของผู้ช่วยที่ทรงคุณค่าเช่นพระองค์?" หลี่จินเยว่เอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้ลมพัด ทว่าทุกถ้อยคำกลับซ่อนคมมีดที่พร้อมจะกรีดเฉือนลงบนความคาดเดาของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ เซียวอี้เฉินแย้มสรุปบางเบาที่มุมพระโอษฐ์ รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา คล้ายกับหน้ากากชั้นดีที่สวมทับความเจ้าเล่ห์เพทุบายเอาไว้ "คุณชายรองแห่งตระกูลหลี่มักกล่าวว่าบุตรสาวคนรองเป็นเพียงบัวงามในเรือนกระจกที่ไร้เดียงสา แต่ดูเหมือนว่าข่าวลือมักมีความจริงเพียงครึ่งเดียว... หรือบางที อาจไม่มีความจริงอยู่เลย" จินเยว่ไม่สะดุ้งสะเทือนต่อน้ำเสียงเย้าหยอกแกมหยั่งเชิงนั้น นางเพียงเลื่อนถ้วยชาถวายแด่เขาด้วยกิริยาชดช้อยงดงามตามตำรับกุลสตรีในราชสำนัก ทุกการเคลื่อนไหวไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ราวกับนางคาดการณ์การมาของบุรุษผู้นี้ไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ชาติภพก่อน "ความไร้เดียงสาคือเกราะกำบังที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่อ่อนแอเพคะ... แต่สำหรับหม่อมฉันในเวลานี้ เกราะเช่นนั้นช่างเกะกะและไร้ประโยชน์ยิ่งนัก" จินเยว่เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของเขาตรงๆ ดวงตาคู่หงส์คู่นั้นพราวระยับด้วยประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ถูกหลอมจนแกร่งกล้า "และหม่อมฉันเชื่อว่า การที่องค์ชายเสด็จมาเยือนจวนหลี่ในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมมิได้มาเพื่อสนทนาเรื่องสัพเพเหระอย่างแน่นอนเพคะ" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เซียวอี้เฉินหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รอยยิ้มจางหายไปจากพระพักตร์ เหลือเพียงความจริงจังของบุรุษผู้กุมอำนาจในเงื้อมเงา "ข้าต้องการพันธมิตรที่กล้าพอจะเดิมพันด้วยชีวิต... และเจ้า ก็ต้องการมีดที่คมพอจะตัดหัวงูพิษที่ซ่อนอยู่ในจวนหลังนี้ เช่นนั้นแล้ว การร่วมมือกันย่อมเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด" เมื่อร่างสูงขององค์ชายสี่ลับหายไปในความมืดมิดของรัตติกาล ทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบของสายลมยามดึก จินเยว่ก็พลันเปลี่ยนแววตาจากความนุ่มนวลให้กลับมาคมกริบดุจใบมีดโกน รอยยิ้มบนเรียวปากอิ่มถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว นางหมุนตัวกลับเข้าสู่ความวิจิตรของเรือนชั้นใน ที่ซึ่งสมรภูมิรบที่แท้จริงกำลังรอคอยการชำระล้าง "ชุนเอ๋อร์..." เสียงหวานใสเอ่ยเรียกด้วยจังหวะจะโคนที่ไม่หลงเหลือความอ่อนแอ สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาด้วยความนอบน้อม ทว่าแววตายังคงมีความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่บ้าง "เจ้าค่ะ คุณหนู" "ไปเรียกตัวพ่อบ้านฝู และรวบรวมบ่าวรับไพร่ทั้งหมดในจวน ไม่เว้นแม้แต่สาวใช้กวาดลานหรือพ่อครัว มาพบข้าที่ลานกลางเรือนภายในหนึ่งก้านธูป" คำสั่งนั้นเด็ดขาดราวกับประกาศิตที่ไม่อาจต่อรอง ภายในเวลาไม่ถึงเค่อ บรรยากาศรอบลานเรือนหลี่จินเยว่ก็ถูกปกคลุมด้วยความกดดันอันประหลาด บ่าวรับไพร่กว่าสามสิบชีวิตยืนเรียงแถวหน้ากระดานด้วยความหวาดหวั่น หลายคนก้มหน้าหลบสายตา บ้างก็ลอบมองหน้ากันด้วยความกระวนกระวาย โดยเฉพาะกลุ่มสาวใช้ที่ถูกส่งมาจากเรือนของฮูหยินรองและอนุภรรยาผู้ทะเยอทะยาน จินเยว่ก้าวออกมาจากห้องโถง อาภรณ์สีแดงเพลิงขับเน้นผิวขาวผ่องดุจหยกมุก ทว่ารัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างอรชรกลับเยือกเย็นจนบ่าวหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง นางไม่ต้องเอ่ยคำใด เพียงแค่กวาดสายตาคมปลาบมองสำรวจทีละคน ราวกับพญาหงส์ที่กำลังตรวจตราฝูงกาในอาณาเขตของตน "พวกเจ้าคงสงสัยกระมัง ว่าดึกดื่นป่านนี้เหตุใดข้าจึงเรียกประชุมคนรับใช้" จินเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย ทว่ากังวานใสจนก้องกังวานไปทั่วลาน "ข้าเพียงแต่... อยากจะทบทวนกฎระเบียบของจวนหลังนี้เสียใหม่ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และที่สำคัญที่สุด... เพื่อคัดกรองขยะที่แอบลักลอบนำความลับของตระกูลเราไปขายให้คนนอก" สิ้นคำพูดนั้น บ่าวหลายคนถึงกับตัวสั่นเทา เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม หนึ่งในสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มที่ฮูหยินรองส่งมาประกบจินเยว่รีบก้าวออกมาคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นอิฐทันที "คุณหนู... คุณหนูโปรดให้ความเป็นธรรมด้วยเถิดเจ้าค่ะ บ่าวทั้งหลายต่างก็ซื่อสัตย์ภักดีต่อจวนอัครเสนาบดีมาโดยตลอด มิเคยกล้ากระทำการอันใดที่เป็นการทรยศต่อตระกูลเลยสักนิดเจ้าค่ะ!" เสียงสะอื้นไห้ดังขึ้นระคนความหวาดกลัว จินเยว่แย้มยิ้มเยาะ นางก้าวเข้าไปใกล้สาวใช้นางนั้นช้าๆ ก่อนจะย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วเรียวเชยคางของอีกฝ่ายขึ้น บังคับให้ต้องสบตากับนาง แววตาของจินเยว่ในยามนี้ลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบ่อ "ซื่อสัตย์งั้นหรือ..." น้ำเสียงหวานเอื้อnเอ่ยราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ "เจ้าชื่ออิงอิงสินะ... เป็นคนของฮูหยินรองที่ส่งมาดูแล 'ความปลอดภัย' ของข้าตั้งแต่อายุสิบสอง ข้าจำได้แม่นยำทีเดียวว่า เมื่อสามวันก่อน เจ้าเพิ่งจะแอบนำจดหมายรายงานความเคลื่อนไหวของข้าไปหย่อนไว้ที่ใต้ต้นหลิวริมกำแพงด้านทิศตะวันตกเพื่อส่งให้คนของตระกูลฟู่ใช่หรือไม่?" ร่างของอิงอิงสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกจนแทบถลนออกมา สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นางอ้าปากพะงาบๆ คล้ายอยากจะแก้ตัว แต่ลำคอกลับตีบตันจนเปล่งเสียงไม่ออก "เจ้า... เจ้ารู้ได้อย่างไร..." เสียงกระซิบสั่นเครือเล็ดลอดออกมาจากไรฟัน "ข้ารู้ทุกอย่าง... รู้กระทั่งว่าใครเป็นคนบงการ และรู้ด้วยว่าพวกมันต้องการให้ข้ามีจุดจบเช่นไรในเรือนหลังนี้" จินเยว่ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตากวาดมองไปยังบ่าวอีกหลายคนที่เริ่มหน้าถอดสี "ชุนเอ๋อร์ นำตัวพวกมันที่รายชื่ออยู่ในบัญชีนี้ออกไปโบกยี่สิบไม้ แล้วขับไล่ออกจากจวนอย่างไร้เยื่อใย ส่วนอิงอิง... ส่งตัวนางไปให้ทางการข้อหาเป็นสายลับสอดแนมความลับของขุนนางใหญ่ โทษฐานนี้คือการโบกห้าสิบไม้จนกว่าจะสิ้นใจ!" "คุณหนู! ไม่นะเจ้าคะ! ไว้ชีวิตบ่าวด้วย! ไว้ชีวิตบ่าวด้วย!" เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงทุบพื้นดังระงม บ่าวหลายคนพยายามคลานเข้ามาโอบกอดชายผ้าสั่นระริกเพื่อขอความเมตตา ทว่าจินเยว่กลับยืนนิ่งดุจรูปปั้นหินสลัก ไร้ซึ่งความปรานีหรือความลังเลใดๆ ในแววตา "ความเมตตา... มีไว้สำหรับคนที่มีความซื่อสัตย์ แต่พวกเจ้าเลือกที่จะเป็นสุนัขรับใช้ที่คอยแว้งกัดเจ้าของ ย่อมต้องเตรียมใจรับผลลัพธ์นี้เอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ?" จินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ไร้ความรู้สึกใดๆ เจือปน ร่างของอิงอิงและบ่าวผู้ทรยศอีกสี่คนถูกลากตัวออกไปอย่างไม่ใยดี เสียงกรีดร้องค่อยๆ เงียบหายไปในความมืดของค่ำคืน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามลมและความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งจวน บ่าวรับไพร่ที่เหลือต่างพากันก้มหน้าหมอบกราบลงกับพื้นโดยไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจแรงแม้แต่คนเดียว จินเยว่กวาดสายตามองผลงานชิ้นแรกในการจัดระเบียบเรือนหลังด้วยความพึงพอใจ หมากตาแรกบนกระดานเวลาถูกเดินออกไปอย่างงดงามและเฉียบคม นางได้ถอนรากถอนโคนหนามยอกอกที่คอยทิ่มแทงออกไปได้สำเร็จ ทว่าในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อน สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนพิงเสารับรองอยู่ตรงมุมมืดของระเบียงทางเดิน ร่างสูงโปรดในอาภรณ์สีดำสนิทกลมกลืนไปกับรัตติกาล ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ้อนไว้ในความมืด ทว่าดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นกลับส่องประกายวาววับด้วยความพึงพอใจและทึ่งจัด ชายหนุ่มผู้ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ในเวลานี้... ก้าวออกมาจากเงาพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก "ช่างเป็นการเปิดฉากที่เหี้ยมหาญและงดงามยิ่งนัก... พระชายาของข้า" เสียงทุบต่ำกระซิบข้างใบหูของนางอย่างแนบชิด ราวกับภูตผีที่เคลื่อนไหวไร้เสียง "แต่ดูเหมือนว่า... หมากตาต่อไปที่เจ้ากำลังจะเดิน จะมิใช่แค่การกวาดล้างบ่าวไพร่ตระกูลต่ำต้อยเสียแล้วกระมัง?" ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในห้วงเวลาอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%