กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 13

ลมหนาวพัดผ่านเรือนใจ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มปีเก่าลอยอวลอยู่เหนือโต๊ะไม้แกะสลักลายมังกรห้าเล็บ ขณะที่ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหยกของหลี่จินเยว่กำลังบรรจงวางหัตถ์ลงบนกระดานหมากสีดำอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่นไร้ความลังเล ม่านราตรีที่ปกคลุมเมืองใต้ราวกับถูกกรีดด้วยคมมีด ศึกในเรือนหลังยังไม่ทันจางหาย ศึกในราชสำนักก็โถมซัดเข้ามาประชิดคอหอยในเสี้ยวลมหายใจเดียว ร่างระหงในอาภรณ์สีหมอกปักดิ้นเงินลายดอกเหมยขยับกายเล็กน้อย นัยน์ตาดอกท้อคู่คมกวาดมองสถานการณ์บนกระดานหมากที่พลิกผันดั่งสายน้ำหลาก ก่อนจะเงยขึ้นสบประสานกับนัยน์ตาสีนิลล้ำลึกดึงดูดใจของบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายสี่—เซียวอี้เฉิน "พระองค์ทรงเดินหมากตานี้ ด้วยพระทัยที่หวังจะตัดกำลังของหลี่ว์ซาน หรือเพียงต้องการลองใจหม่อมฉันกันแน่เพคะ?" น้ำเสียงหวานใสทว่าราบเรียบราวน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ เซียวอี้เฉินไม่ตอบในทันที พระองค์ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของชาชั้นดีลอยวนอยู่ระหว่างความเงียบงัน พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง ในอดีต... สตรีผู้นี้เคยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เปราะบางและแตกสลายได้ง่ายดายภายใต้เงาอำนาจ แต่วันนี้ หินผาที่เคยแข็งแกร่งยังต้องยอมสยบให้กับความเฉียบคมในแววตานั้น "หากเป้าหมายของเปิ่นหวางคือการตัดกำลังของขุนนางกังฉิน หลี่จินเยว่... เจ้าคงไม่มานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนี้เพื่อต่อรองกับเราด้วยรอยยิ้มเช่นนี้หรอกกระมัง" เซียวอี้เฉินแย้มสรวลที่มุมพระโอษฐ์ รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและมีเพียงไม่กี่คนในแผ่นดินนี้ที่จะได้ยล "แต่หากเป็นเรื่องการลองใจ... เจ้าก็รู้ดีแก่ใจว่า เปิ่นหวางไม่เคยมีความจำเป็นต้องทดสอบเหยื่อที่เดินเข้ามาติดกับด้วยความเต็มใจเลยแม้แต่น้อย" จินเยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและตัวนางเอง นางขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะหมากอีกนิด กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ คล้ายกลิ่นกونسบานในเหมันต์โชว์เข้าจมูกขององค์ชายสี่โดยไม่ตั้งใจ "เหยื่อหรือเพคะ... หม่อมฉันหาใช่เหยื่อไม่ แต่เป็นผู้ล่าที่ถือมีดสั้นไว้ในอาภรณ์ต่างหาก" จินเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนแทบกระซิบ ทว่าก้องกังวานในความรู้สึก "ฝ่าบาททรงทราบดีว่า อัครเสนาบดีหลี่ว์ซานกำลังเดินหมากตาใหญ่ในอีกสามวันข้างหน้า การที่พระองค์ทรงยอมเสี่ยงส่งข่าวลับให้หม่อมฉัน มิใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะพระองค์ต้องการยืมมือตระกูลหลี่ที่ใกล้ล่มสลายนี้ เป็นเกราะกำบังโลหิตให้กับราชสำนักสายรองใช่หรือไม่เพคะ?" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าครั้งนี้บรรยากาศกลับอัดแน่นไปด้วยกระแสลมหายใจที่สอดประสาน เซียวอี้เฉินวางถ้วยชาลงกระทบโต๊ะเสียงดังสนั่นเบาๆ พระองค์โน้มพระวรกายมาเบื้องหน้า ระยะห่างระหว่างพระองค์กับนางเหลือเพียงคืบเดียว จนจินเยว่สัมผัสได้ถึงไออุ่นอันคุกคามและทรงอำนาจที่แผ่ออกมาจากพระวรกายของอีกฝ่าย "เจ้าฉลาดเกินไป หลี่จินเยว่..." สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมฝีปากของนาง "ความฉลาดเช่นนี้ หากอยู่ในวังหลังและตระกูลขุนนาง ย่อมเป็นภัยมหันตภัยที่นำความตายมาสู่ตัวเร็วยิ่งกว่าดาบปลายปืน แต่ก็นั่นแหละ... ช่างน่าหลงใหลเสียจนเปิ่นหวางเกือบจะลืมไปว่า เจ้ากับเรา... แท้จริงแล้วยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตายเส้นเดียวกัน" ปลายนิ้วแกร่งของเซียวอี้เฉินเอื้อมออกไปสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มนวลของนางอย่างถือวิสาสะ สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าสตรีตรงหน้าจะแตกสลายคามือ ทว่าแฝงด้วยการแสดงความเป็นเจ้า1เข้าครอบงำ จินเยว่สะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ แต่นางเลือกที่จะไม่ถอยหลังหนี นางเลือกที่จะเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์นิ่งสนิท ยอมให้ปลายนิ้วอุ่นนั้นทัดปอยผมให้เข้าที่อย่างสงบ ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กำแพงแห่งผลประโยชน์ที่ทั้งคู่ต่างสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเริ่มมีรอยร้าว ความระแวงสงสัยที่เคยฝังรากลึกค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอันเงียบงัน—ความเข้าใจของผู้ที่ต่างเคยตกนรกทั้งเป็นและปีนป่ายกลับขึ้นมาจากกองเลือดด้วยลำแข้งของตนเอง "หม่อมฉันมิใช่สตรีอ่อนแอที่ต้องรอให้บุรุษปกป้องเพคะ องค์ชายสี่" จินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย เจือความจริงจังที่ลึกซึ้งจนคนฟังต้องใจกระตุก "หากพระองค์ทรงก้าวเดินร่วมทางกับหม่อมฉัน หม่อมฉันสัญญาว่าคมมีดในมือของหม่อมฉัน จะไม่มีวันหันกลับมาทำร้ายผู้ที่ยื่นมือช่วยดึงหม่อมฉันขึ้นมาจากกองเพลิงในคืนนั้นอย่างเด็ดขาด" เซียวอี้เฉินจ้องมองนัยน์ตาดอกท้อคู่นั้น เนิ่นนานราวกับต้องการค้นหาเศษเสี้ยวความลวงตา แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงความแน่วแน่และดวงจิตที่ดื้อรั้นดั่งหินผา พระองค์ทรงระบายลมหายใจยาวนานออกมาก่อนจะแย้มสรวล—รอยสรวลที่มิใช่การเสแสร้งเพื่อการเมือง แต่เป็นความรู้สึกยินดีอย่างประหลาดที่บังinเกิดขึ้นในอก "ดี... ถ้าเช่นนั้น เปิ่นหวางจะเดิมพันด้วยบัลลังก์นี้ที่มีเจ้าอยู่เคียงข้าง" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผันแปรจากความตึงเครียดสู่ความไว้วางใจอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับสายฝนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ขันทีคนสนิทขององค์ชายสี่พุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ "ทูลองค์ชาย... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก "พระราชโองการลับจากท้องพระโรงด่วนพิเศษ... ส่งตรงถึงตำหนักของพระชายาหลี่... และ... และ..." เซียวอี้เฉินขมวดพระพักตร์มุ่นทันที ทรงตวาดด้วยสุรเสียงทรงอำนาจ "มีอะไรก็ว่ามา อย่าอึกอัก!" "ประกาศิตจากฮ่องเต้... มีพระบรมราชโองการให้ปลดและประหารชีวิตหลี่จินเยว่ในข้อหากบฏทันทีภายในรุ่งสางวันพรุ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและความแค้นมาด้วยกันในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%