กลีบดอกท้อสีชมพูระเรื่อร่วงหล่นลงสู่พื้นศิลา ราวกับหยาดโลหิตที่ถูกโปรยปรายลงบนผืนผ้าแพรสีขาว ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของอุทยานหลังตำหนัก
"เจ้าประเมินข้าต่ำไปแล้วกระมัง... เสนาบดีหลี่ว์"
เสียงหวานใสราวกับกระดิ่งเงินกังวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ หลี่จินเยว่ในชุดปักลายหงส์เพลิงสีชาดทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้หินหยก มือเรียวดุจลำเทียนกำลังรินชาดอกเหมยลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ใบหน้างามสงบราวน้ำนิ่งในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง แม้ว่ารอบกายของนางในยามนี้ จะถูกรายล้อมด้วยมือสังหารในชุดดำสนิทนับสิบชีวิตที่พร้อมจะปลิดชีพนางได้ทุกเมื่อ
เงาคมดาบวابวับสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หัวหน้ามือสังหารแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้ผ้าคลุมหน้าจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความเหี้ยมเกรียม
"คุณชายรองผู้โง่เขลาบอกว่าท่านเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่รู้เรื่องการเรือน แต่วันนี้ข้าได้มาเห็นด้วยตาตนเองแล้ว... หลี่จินเยว่ ท่านช่างน่ากลัวเกินกว่าจะปล่อยให้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ"
จินเยว่ไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย นางยกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ อย่างใจเย็น กลิ่นหอมละมุนของดอกเหมยอบอวลอยู่ในโพรงปาก ก่อนที่นางจะปรายตามองไปยังพุ่มไม้ทึบเบื้องหน้า รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างงดงาม
"น่าเสียดาย... ที่พวกเจ้าไม่ได้มีโอกาสนั้นตั้งแต่แรกแล้วค่ะ"
สิ้นคำพูดของนาง เสียงแหวกอากาศของลูกธนูกว่าร้อยดอกก็พุ่งแหวกหมู่แมกไม้เข้ามาปักร่างของมือสังหารกลุ่มนั้นจนล้มลงทีละคนอย่างแม่นยำ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกลีบดอกท้อที่ร่วงหล่น กลายสภาพเป็นภาพทิวทัศน์อันงดงามที่เคลือบเคลือบด้วยกลิ่นอายความตาย
มือสังหารที่เหลืออยู่หน้าถอดสี พวกมันหันขวابมองหาที่มาของลูกธนูด้วยความตื่นตระหนก ทว่ายังไม่ทันได้ขยับตัว ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีนิลสนิทปักลายมังกรทองด้วยดิ้นเงินก็ก้าวออกมาจากเงาไม้ องค์ชายสี่—เซียวอี้เฉิน ปรากฏกายขึ้นพร้อมรัศมีน่าเกรงขามดุจพญาอินทรี ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยววับวาวด้วยความเย็นชา มือแกร่งกุมด้ามกระบี่ประจำกายที่เปื้อนคราบโลหิตจางๆ
"ใครบังอาจล่วงเกินพระชายา... ผู้นั้นต้องตาย"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นราatสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน เซียวอี้เฉินกวาดสายตามองซากศพรอบกายด้วยความรังเกียจ ก่อนที่สายตาอ่อนโยนคู่หนึ่งจะทอดมองไปยังสตรีงามที่นั่งจิบชาอยู่อย่างไม่สะท้านสะเทือน เขาก้าวเข้าไปใกล้ ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มที่พวกเขามีให้กันในยามนี้ เต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูด
"หม่อมฉันทายไว้ไม่ผิดเลยเพคะ ว่าท่านต้องมาทันเวลาพอดี" จินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยระยิบระยับด้วยประกายแห่งความท้าทาย
"ต่อให้พลิกแผ่นดิน... ข้าก็ไม่มีวันปล่อยให้เจ้าต้องเผชิญหน้ากับคมดาบเหล่านี้เพียงลำพังหรอกนะ" เซียวอี้เฉินโน้มกายลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นมานาน
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานก็ดังขึ้นจากระเบียงชั้นสองของศาลาชมท้อ
"ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง..."
ร่างของขุนนางเฒ่าผู้มีอำนาจล้นมืออย่างอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ในมือของเขาถือป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำที่สลักตราประทับขององค์จักรพรรดิเอาไว้เด่นชัด
เซียวอี้เฉินและหลี่จินเยว่หันขวابไปมองพร้อมกัน ดวงตาของจินเยว่หรี่แคบลงเล็กน้อย นางจำแววตานี้ได้ดี... แววตาของผู้ที่เคยเหยียบย่ำชีวิตของนางจนแหลقสลายในชาติภพก่อน
"ท่านอัครเสนาบดี... ดูท่าว่าท่านจะว่างงานมากสินะ ถึงได้มาเดินเล่นชมสวนในยามวิกาลเช่นนี้" เซียวอี้เฉินก้าวขึ้นไปยืนบังหน้าจินเยว่เอาไว้ครึ่งหนึ่ง ร่างสูงแผ่ไอสังหารออกมาคุกคามจนขุนนางเฒ่าชะงักไปเล็กน้อย
"กระผมมิได้มาเดินเล่นหรอกพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสี่..." หลี่ว์ซานแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม พรางชูแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ในมือขึ้นสูง "แต่กระผมมารับ 'พระราชโองการลับ' ที่ทรงอนุญาตให้ปลดและกำจัดผู้ที่คิดกบฏต่อแผ่นดิน... ซึ่งก็คือ พระชายาจินเยว่ ผู้ไร้คุณธรรมผู้นี้ต่างหากพ่ะย่ะค่ะ!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ กลีบดอกท้อสีชมพูยังคงร่วงหล่นลงมาสัมผัสกับพื้นศิลาที่เจิ่งนองไปด้วยเลือด จินเยว่ค่อยๆ วางจอกชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของทุกคน
นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายผ้าไหมปักดิ้นทองสะท้อนแสงอาทิตย์จนเจิดจ้า รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นบนใบหน้างามล้ำ ราวกับนางพญาหงส์ที่กำลังกางปีกท้าทายพายุฝน
"พระราชโองการงั้นหรือท่านพ่อ..." จินเยว่เอ่ยเรียกคำว่า 'ท่านพ่อ' ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและเย็นชาถึงกระดูกดำ "ท่านแน่ใจหรือว่า... สิ่งที่อยู่ในมือท่านในยามนี้ คือพระราชโองการจริงๆ ไม่ใช่ใบมรณะบัตรที่ขุดหลุมรอฝังตัวท่านเอง?"
หลี่ว์ซานชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างเมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างไร้ที่ติของบุตรสาวที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยนายก็ดังขึ้นจากรอบทิศทาง ธงประจำกองกำลังรักษาราชสำนักถูกชูขึ้นสูงจนบดบังแสงอาทิตย์จนหมดสิ้น ร่างของแม่ทัพใหญ่ผู้ภักดีต่อองค์ชายสี่ก้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการตัวจริงเสียงจริงในมือ พร้อมกับทหารอารักขาที่เข้าล้อมรอบกลุ่มมือสังหารและคนสนิทของอัครเสนาบดีไว้ทั้งหมดอย่างไร้ทางหนี!
"ท่านอัครเสนาบดี... ท่านหลงกลหมากตานี้เข้าเสียแล้วล่ะค่ะ" หลี่จินเยว่กล่าวเสียงเรียบ ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าซีดเผือดของบิดาผู้โหดเหี้ยมด้วยความสมเพชเวทนา
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและความแค้นมาด้วยกันในบทนี้นะคะ
กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 14
กลลวงในสวนท้อ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!