กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 16

ภาพลวงตาที่งดงาม

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ลอยวนอยู่ในห้องรับรองส่วน ในตำหนักหลังงามที่ประดับประดาด้วยม่านไหมสีมุกระaยบระยับ ทว่ากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงไอเย็นเยียบของความตายที่เกาะกุมอยู่ตามซอกมุมของห้อง หลี่จินเยว่แย้มสร้อยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกป๊อปปี้สีชาดที่ผ่งบานรับแสงจันทร์ ทว่าอาบไว้ด้วยพิษร้ายแรงถึงชีวิต นางปรายตามองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามในมือของอัครเสนาบดีหลี่ว์ซาน ผู้ซึ่งกำลังมองนางด้วยสายตาที่ซ่อนความสมเพชและอำมหิตไว้ภายใต้หน้ากากของความห่วงใยจอมปลอม "ท่านอัครเสนาบดีเดินทางมาเยือนเรือนพักของข้าถึงยามวิกาลเช่นนี้... เกรงว่าจะมิใช่เพียงแค่มาสนทนาเรื่องสภากาแฟกระมังคะ" เสียงหวานใสที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบราวกระจกเงาไร้ระลอกคลื่น จินเยว่จงใจผ่อนคลายหัวไหล่ลงเล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักตัวลงพิงกับพนักเก้าอี้ไม้แกะสลัก อาการอ่อนระโหยโรยแรงที่นางแสดงออกไปเมื่อครู่ ช่างแนบเนียนเสียจนคนมองไม่อาจจับพิรุธได้เลยว่า มันเป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่นางตั้งใจจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาเหยื่อ หลี่ว์ซานหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความลำพองใจ เขาก้าวเข้าไปใกล้ร่างบอบบางที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงในอาภรณ์สีม่วงเข้ม ก่อนจะหยุดอยู่ที่ถ้วยชาในมือของตนเอง ซึ่งบรรจุน้ำชาอุ่นร้อนที่ผสมผงหยกอัคคี—พิษไร้ลักษณ์ที่หลอมละลายเส้นลมปราณทีละน้อยโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด "คุณชายรองหลี่... หรือควรจะเรียกว่า พระชายาผู้ล่วงลับดีเล่า?" หลี่ว์ซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ขยับเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของอำนาจที่เขาถือครอง "เจ้าฉลาดนัก เก่งกาจจนน่ากลัว... น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้ามักจะวางไว้ผิดที่ผิดทางเสมอ ในเมื่อเจ้าสืบสาวราวเรื่องจนรู้ถึงเบื้องหลังการตายของตระกูลหลี่แล้ว เหตุใดจึงยังรนหาที่มาดื่มชาถ้วยนี้กับข้าเล่า?" จินเยว่ไม่หลบสายตา นางทอดสายตามองลึกลงไปในดวงตาคู่ที่เต็มไปด้วยความโลภและกระหายอำนาจของชายชราผู้นี้ หัวใจของนางเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ทว่าในอกกลับระอุด้วยเพลิงแค้นที่ถูกกดทับไว้ ในอชาตินั้น นางโง่เขลา หลงเชื่อคำหวานและแผนลวงจนต้องตายอย่างอนาถในกองเพลิง แต่วันนี้... นางคือผู้ควบคุมเกมทั้งหมด นางแสร้งทำเป็นตัวสั่นระริกเล็กน้อย เม้มริมฝีปากแน่นราวกับคนจนตรอก เปลือกตางามกระพริบถี่เพื่อขับน้ำตาให้เอ่อคลอเบ้าอย่างน่าเวทนา ภาพของสตรีผู้พ่ายแพ้และตื่นกลัวถูกแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ จนกระทั่งหลี่ว์ซานตายใจและเผลอยิ้มเยาะออกมาอย่างเปิดเผย "ท่าน... ท่านวางยาข้าตั้งแต่เมื่อไหร่..." จินเยว่เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ ปลายมือเรียวยาวเอื้อมไปกุมหน้าอกตนเองราวกับกำลังทรมานจากพิษร้ายที่แล่นพล่าน นางทรุดกายลงเล็กน้อย ทิ้งศีรษะพิงกับขอบโต๊ะอย่างหมดแรง อาการที่แสดงออกนั้นช่างสมจริงเสียจนหากมองจากภายนอก คงไม่มีผู้ใดสงสัยเลยว่านี่คือการแสดงละครตบตาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี หลี่ว์ซานหัวเราะลั่นอย่างสะใจ เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "ตั้งแต่ตอนที่เจ้าก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนักนี้แล้ว เด็กน้อย... พิษหยกอัคคีไร้สีไร้กลิ่น ต่อให้เจ้าเป็นยอดฝีมือจากสำนักไหนก็ไม่มีทางขับออกได้ทัน แผนการโค่นล้มองค์รัชทายาทของข้า เจ้าไม่มีวันได้เห็นมันหรอกนะ เพราะคืนนี้... เจ้าจะต้องตายในฐานะกบฏที่คิดลอบปลงพระชนม์ และตระกูลหลี่ของเจ้าก็จะถูกกวาดล้างจนสิ้นซากอีกครั้ง!" คำพูดเหล่านั้นไหลเข้าสู่โสตประสาทของจินเยว่ชัดเจนทุกถ้อยคำ นางปล่อยให้หลี่ว์ซานระบายความลับทั้งหมดออกมา—ทั้งรายชื่อขุนนางกังฉินที่หนุนหลังเขา เส้นทางการคลังลับที่ใช้ซื้อขายอาวุธ และตราประทับปลอมที่ใช้ลงนามในราชโองการเท็จ ทุกพยางค์ที่หลี่ว์ซานเอ่ยด้วยความลำพองใจ ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของนางอย่างแม่นยำ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... ทุกคำพูดของเขากำลังถูกจดบันทึกอย่างเงียบงันโดยพยานปากเอกที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านโปร่งแสงเบื้องหลังนั้น ในจังหวะที่หลี่ว์ซานกำลังตายใจและเอื้อมมือหมายจะคว้าคางของนางขึ้นมาเชยชมความพ่ายแพ้ จินเยว่ที่ควรจะไร้เรี่ยวแรง กลับช้อนสายตาขึ้นช้าๆ แววตาที่เคยหม่นหมองและตื่นกลัวเมื่อครู่ บัดนี้กลับเปล่งประกายคมกริบดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก ความเยือกเย็น ดุดัน และอำนาจกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้น ทำให้หลี่ว์ซานชะงักงือกึก ความรู้สึกหนาวสะท้านวิ่งพล่านขึ้นมาจากกระดูกสันหลังอย่างกะทันหัน "...ท่านพูดจบแล้วสินะคะ" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ทว่าไร้ซึ่งความสั่นเครือ มีเพียงความราบเรียบและเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ หลี่ว์ซานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายชราภาพถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ "เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย?" จินเยว่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม นางปัดฝุ่นตามอาภรณ์เบาๆ ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับมิได้เพิ่งผ่านการเผชิญหน้ากับความตายมาเลยแม้แต่น้อย ถ้วยชาในมือของหลี่ว์ซานสั่นเทาเล็กน้อย เมื่อเขาตระหนักได้ว่าน้ำชาถ้วยนั้น... ไม่เคยถูกนางดื่มลงไปเลยแม้แต่หยดเดียว คราบชานั้นถูกเททิ้งลงในกระถางต้นไม้ข้างเก้าอี้ตั้งแต่ตอนที่เขาหันไปหยิบกาชาใบใหม่แล้ว "พิษชั้นต่ำเช่นนั้น รังแต่จะทำให้มือของข้าแปดเปื้อนเสียเปล่าๆ ค่ะ ท่านอัครเสนาบดีคิดจริงๆ หรือคะว่า คนที่เคยเดินผ่านกองเพลิงแห่งความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง จะยอมเดินกลับลงหลุมเดิมซ้ำสอง?" สิ้นคำพูดของนาง บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นอึมครึมลงในพริบตา ประตูห้องรับรองถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล เงาร่างนับสิบในชุดเกราะสีดำสนิทพร้อมดาบยาววาววับ พรั่งพรูเข้ามาปิดล้อมทุกทางเข้าออกอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ และท่ามกลางทหารเหล่านั้น ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำปักลายมังกรเงินก็ก้าวเข้ามาอย่างเยือกเย็น ดวงตาคมปลาบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองหลี่ว์ซานด้วยความรู้สึกรังเกียจราวกับมองเศษฝุ่น เซียวอี้เฉิน... องค์ชายสี่ผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ยกยิ้มที่มุมปากอย่างเหี้ยมเกรียม พร้อมกับแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกโยนลงแทบเท้าของขุนนางเฒ่า หลี่ว์ซานหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้ายับย่น เมื่อก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้นแล้วพบว่ามันคือ "บัญชีรายชื่อกบฏและหลักฐานการทรยศ" ที่เขารวบรวมและเอ่ยปากสารภาพออกมาทั้งหมดเมื่อครู่... ถูกจดบันทึกไว้ด้วยลายมือของอาลักษณ์หลวงอย่างครบถ้วน! หลี่ว์ซานหันขวับกลับมามองจินเยว่ด้วยความแค้นเคืองและหวาดผวาถึงขีดสุด นางยืนอยู่เบื้องหน้าเขา แย้มสร้อยยิ้มงดงามหยาดเยิ้ม ทว่าแววตากลับเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี หมากกระดานนี้... พระนางเป็นผู้เดินเองทุกตา และตอนนี้ตาเดินสุดท้ายกำลังจะปิดฉากลงแล้ว "จับตัวกบฏหลี่ว์ซานไว้!" เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจขององค์ชายสี่เอိ่ยสั่งการก้องกังวาน พร้อมๆ กับที่คมดาบนับสิบเล่มพุ่งเข้าจ่อที่ลำคอของอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ในพริบตา ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดนั่นเอง จินเยว่กลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่สายลมยามวิกาลพัดพาเข้ามา... กลิ่นหอมจางๆ ของดอกอิงฮวาป่าที่ไม่มีทางเบ่งบานในฤดูนี้ ลอยผ่านปลายจมูกของนางไป ก่อนที่ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งจะแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของหลี่ว์ซานที่กำลังจะถูกจับกุมอย่างแม่นยำ! ฉับพลัน... ร่างของหลี่ว์ซานก็กระตุกเกร็ง ดวงเบิกโพรงด้วยความตกใจก่อนที่เลือดสีดำจะพุ่งทะลักออกจากปาก และสิ้นใจตายคาที่โดยที่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดออกมาสักคำเดียว! จินเยว่หรี่ตาลงทันที นางกวาดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานที่เปิดกว้าง เงาดำสายหนึ่งไหววูบหายไปในความมืดมิดของยอดไม้ราวกับภูตผี พร้อมกับชิ้นหยกประจำตัวชิ้นหนึ่งที่หล่นกลิ้งอยู่บนพื้นห้อง... ชิ้นหยกสลักรูป "หงส์เพลิงคู่มังกร" ที่มีเพียงคนผู้เดียวในราชสำนักเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง! หัวใจของจินเยว่กระตุกวูบ ดึงสติให้ตื่นตัวถึงขีดสุดในทันที... ศัตรูที่แท้จริงหาใช่ขุนนางแก่ๆ อย่างหลี่ว์ซานไม่ แต่เป็นคนในวังหลวงที่ซ่อนอยู่ลึกยิ่งกว่า และกำลังรอจังหวะตลบหลังพวกนางในเงานี้ต่างหาก! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและความแค้นมาด้วยกันในบทนี้นะคะ ---
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%