กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 11

รอยร้าวในกำแพงหิน

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
เสียงกระเบื้องเคลือบกระทบโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่ากลับบาดลึกเข้าไปในความเงียบงันภายในห้องหนังสือส่วนตัวของอัครเสนาบดี หลี่ว์ซานมิได้ใส่ใจน้ำชาหลงJingที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นคละคลุ้ง เขากำลังจ้องมองรายงานลับฉบับล่าสุดในมือด้วยดวงตาที่หรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว รอยเหี่ยวย่นรอบหางตาของขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจเหนือท้องพระโรงขยับไหวตามแรงขบกราม ปลายกระดาษสาเนื้อดีถูกขยำจนยับยู่ยี่ด้วยฝ่ามือที่สั่นเทาเล็กน้อย—ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นความเดือดดาลที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ใบหน้าเยือกเย็นดั่งหน้ากากหิน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร... ที่บอกว่าเสบียงยุทธปัจจัยสามคันรถม้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย ระหว่างทางผ่านเขตภูเขาหมอกคราม โดยไม่มีแม้แต่รอยเลือดหรือศพหลงเหลือ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ร Aดแฝงด้วยไอสังหารที่ทำให้อองครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างต้องก้มหน้าต่ำจนชิดพื้น "เรียนท่านอัครเสนาบดี... สายลับของเราที่แฝงตัวอยู่พบเพียงร่องรอยการจุดไฟเผาทำลายหลักฐานอย่างแนบเนียน และ... และตราประทับประจำตัวของกองกำลังลับที่เรามักใช้ส่งสครับสินค้า ถูกทิ้งไว้บนตอไม้กลางลานประลองครับ... เอ๊ย... เพคะ—" อองครักษ์หนุ่มเผลอหลุดปากผิดพลาดด้วยความลนลาน "โง่เง่า!" ถ้วยชาถูกซัดกระทบพื้นแตกกระจายอย่างไร้ความปรานี น้ำชาสีชาดกระเซ็นเปื้อนชายอาภรณ์ปักดิ้นทอง หลี่ว์ซานผุดลุกขึ้นยืน ร่างท้วมใหญ่นั้นแผ่รังสีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัว "นี่ไม่ใช่ฝีมือของพวกโจรภูเขาธรรมดา... พวกมันรู้เส้นทาง รู้กำหนดเวลา แม้กระทั่งจุดอับสายตาของกองตรวจการณ์ หากไม่ใช่เพราะมีเกลือเป็นหนอน ก็ต้องมีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใยอยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ครั้งนี้อย่างแน่นอน!" ในห้วงความคิดของขุนนางเฒ่า ภาพเหตุการณ์ความล้มเหลวติดต่อกันสามครั้งในรอบเดือนผุดขึ้นมาประหนึ่งเงาหลอน สินค้าเถื่อนถูกยึด ตระกูลพันธมิตรทยอยถอนตัวทีละราย และล่าสุดคือการสูญเสียเครือข่ายสายข่าวในกรมราชเลขานุการ ทุกอย่างถูกตัดตอนอย่างสะอาดสะอ้าน ราวกับมีหมากตาสุดท้ายที่มองเห็นทุกย่างก้าวของเขาบนกระดาน ในขณะเดียวกัน ณ เรือนรับรองไผ่เขียวอันเงียบสงบ หลี่จินเยว่กำลังบรรจงวางหินหยกสีดำลงบนกระดานไม้สุพรรณิการ์ เสียง *แปะ* ของหินกระทบผิวไม้กังวานก้องท่ามกลางเสียงสายฝนโปรยปรายภายนอก นางสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋น ร่างระหงดูสง่างามและเยือกเย็นดั่งเทพเซียนผู้มองลงมาจากสรวงสวรรค์ "ดูท่าทางว่าสุนัขแก่ตัวนั้นเริ่มจะร้อนรนจนหางจุกตูดแล้วสินะคะ" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นลอยๆ ทว่าคมคาย ดวงตาคู่คมดั่งหงส์ทอดมองไปยังระเบียงทางเดินที่มีเงาร่างคุ้นเคยกำลังก้าวเข้ามา องค์ชายสี่ เซียวอี้เฉิน ปรากฏกายขึ้นในชุดคลุมกันฝนสีเทาเข้ม หยาดน้ำค้างจากชายผ้าสะท้อนแสงไฟตะเกียงวับแวม พระองค์ทรงปัดละอองฝนที่ไหล่เบาๆ ก่อนจะทรุดพระกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามของกระดานหมาก โดยไม่ทรงรอให้เชื้อเชิญ "เจ้าเล่นแรงเกินไปหรือเปล่า จินเยว่" น้ำเสียงทุ้มลึกขององค์ชายสี่เจือความระอาเล็กน้อย ทว่าในดวงตาคู่หงส์กลับพราวระยับด้วยความชื่นชม "การตัดเส้นทางลำเลียงของหลี่ว์ซานคราวนี้ ทำให้คลังเสบียงของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬปั่นป่วนไปครึ่งค่อนเมือง ขุนนางฝ่ายตรงข้ามเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถของเขาแล้ว... แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มส่งคนออกค้นหา 'หนอน' ตัวนี้พลิกแผ่นดิน" จินเยว่แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนคนมองรู้สึกหนสันหลังวาบ นางคีบหินหยกขาวขึ้นมาหมุนเล่นปลายนิ้ว ก่อนจะวางมันลงอย่างแม่นยำ "ปล่อยให้เขาค้นหาไปเถอะค่ะ ยิ่งเขาดิ้นรนมากเท่าไหร่ ตาข่ายที่เขาถักทอก็จะยิ่งรัดกุมคอของเขาแน่นขึ้นเท่านั้น คนที่เคยชินกับการยืนอยู่บนจุดสูงสุด ย่อมไม่คุ้นชินกับการมองลงมาจากเบื้องล่าง... ยิ่งความหวาดระแวงกัดกินจิตใจ หลี่ว์ซานก็จะยิ่งทำผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้นค่ะ" เซียวอี้เฉินทอดพระเนตรหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน สตรีางนางนี้มีความเด็ดเดี่ยวและกลยุทธ์ที่ลึกล้ำยิ่งกว่าขุนนางเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี รอยแผลเป็นในอดีตที่เคยเผาผลาญนางให้มอดไหม้ บัดนี้ได้หล่อหลอมให้นางกลายเป็นเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนให้มอดม้วยไปพร้อมกัน "แต่เจ้าต้องระวังตัว... หลี่ว์ซานส่งมือสังหารเงาทมิฬเข้าสู่เมืองหลวงแล้ว ข่าวกรองของเปิ่นหวางรายงานว่าเป้าหมายของพวกมันไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'สตรีลึกลับ' ที่อยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ของตระกูลหลี่ว์" พระองค์ตรัสพร้อมกับโน้มพระวรกายเข้ามาใกล้ขึ้น สัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ จากกายของนางที่ลอยมาแตะนาสิก จินเยว่เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบนั้น รอยยิ้มของนางลึกล้ำขึ้นไปอีกขั้น "มือสังหารเงาทมิฬหรือคะ... น่าสนใจเสียจริง ดูท่าว่าค่ำคืนนี้ เรือนไผ่เขียวของเราคงจะไม่เหงาเสียแล้วล่ะค่ะ ท่านอ๋อง" นางเอื้อมมือไปรินชาฮวาหลานลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีมรกต กลิ่นหอมหวานปนกลิ่นอายเย็นยะเยือกอบอวลขึ้น ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วเรียวงามกำลังจะเลื่อนถ้วยชาไปเบื้องพระพักตร์ เสียงฝีเท้าฝ่าสายฝนอันแผ่วเบาราวกับขนนกก็ดังขึ้นที่นอกหน้าต่างกระดาษสา เงาดำมหึมาสายหนึ่งทาบทับลงบนบานหน้าต่าง พร้อมกับปลายดาบคมกริบที่ทะลุกระดาษเข้ามาอย่างไร้เสียงเตือน! เซียวอี้เฉินทรงขยับพระองค์ว่องไวดั่งสายฟ้า พระหัตถ์คว้าข้อมือของจินเยว่เพื่อดึงหลบกระบี่ที่พุ่งเข้ามา ทว่าจินเยว่กลับมิได้ตื่นตระหนก นางเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาคู่คมจับจ้องไปยังเงาดำหลังบานหน้าต่างด้วยความเยือกเย็นถึงขีดสุด ก่อนที่คมดาบเล่มนั้นจะทันได้สะบัดลงมาซ้ำ ประตูห้องหนังสือของอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้ ก็ถูกถีบพังโครมลงด้วยกองทัพหลวง พร้อมกับราชโองการลับสีทองอร่ามที่ถูกชูขึ้นท่ามกลางสายฝน... *** ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาสู่บทนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะประทับใจในความเข้มข้นและกลยุทธ์ที่เชือดเฉือนนี้ค่ะ **"มนตรากรรมสะท้อน"**
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%