กลิ่นคาวเลือดที่เคล้ามากับไอความร้อนของเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาเรือนร่าง... คือฝันร้ายที่ย้อนกลับมาทักทายหลี่จินเยว่เสมอ ราวกับว่าดวงวิญญาณของนางยังคงติดค้างอยู่ในนรกขุมเดิมที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือของคนใกล้ตัว
"ท่านพ่อ... ท่านจะยอมให้ลูกถูกเผาทั้งเป็นเพียงเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงส่งกว่านี้จริงหรือ?"
เสียงกรีดร้องนั้นไม่ได้หลุดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทาของนางในความฝัน แต่มันดังก้องอยู่ในมโนภาพที่บิดเบี้ยว หลี่จินเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อกาฬซึมตามไรผมจนเปียกชื้น นางไม่ได้กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวเหมือนเด็กสาวทั่วไป ทว่าดวงตาเรียวสวยคู่เดิมกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งที่กัดกินลึกลงไปถึงกระดูกดำ
นางยันกายขึ้นนั่งบนเตียงไม้จันทน์หอม ความมืดมิดในห้องนอนใหญ่ไม่ได้ทำให้นางอึดอัด กลับกัน... ความมืดนี้ช่างคุ้นเคยและให้ความปลอดภัยมากกว่าแสงไฟที่แผดเผานางจนไหม้เกรียมในชาติที่แล้ว
"แค้นนี้ หากยังไม่ชำระด้วยเลือดของคนตระกูลหลี่ว์ทั้งตระกูล จินเยว่ผู้นี้ขอสาบานว่าจะไม่มีวันหลับตาลงอย่างเป็นสุข" นางพึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงแผ่วเบาทว่าทรงพลังด้วยแรงอาฆาต
หลี่จินเยว่ก้าวลงจากเตียง ผิวขาวจัดกระทบกับแสงจันทร์ที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลัก นางเดินไปหยุดที่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ ใบหน้าที่สะท้อนอยู่คือเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีที่ยังปราศจากรอยแผลเป็นแห่งเพลิงผลาญ แต่นัยน์ตานั้น... มันเป็นนัยน์ตาของสตรีที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
มือบางหยิบมีดสั้นที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมา ลากคมมีดลงบนฝ่ามือเบาๆ ให้ความเจ็บปวดเตือนสติว่านี่คือชีวิตที่สอง ไม่ใช่เศษเสี้ยวของความทรงจำที่แตกสลาย
"ความกลัวคือเชื้อเพลิง... และข้าจะใช้มันเผาผลาญพวกมันกลับคืน"
เช้าวันต่อมา ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางอุทยานหลวง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกเหมยที่แข่งกันเบ่งบานท่ามกลางลมหนาวที่เริ่มพัดผ่าน เซียวอี้เฉินในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองนั่งรออยู่ก่อนแล้ว แววตาของท่านอ๋องผู้กุมชะตาชีวิตคนนับหมื่นดูราบเรียบ ทว่าเมื่อเห็นร่างระหงในชุดสีชมพูอ่อนก้าวเข้ามาใกล้ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างมีเลศนัย
"เจ้าดูเหมือนคนนอนไม่พอเสียมากกว่าคนที่ตื่นมารับลมยามเช้า จินเยว่" เขาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะผายมือให้คนข้างกายรินชาลงในจอกกระเบื้องเคลือบ
หลี่จินเยว่นั่งลงฝั่งตรงข้าม นางไม่ได้ละสายตาจากเขาแม้แต่วินาทีเดียว "ข้าเพียงแค่เห็นภาพนิมิตที่ชวนให้กระวนกระวายใจ ท่านอ๋องเคยรู้สึกไหมเจ้าคะ... ว่าบางสิ่งที่ตายไปแล้ว อาจจะฟื้นคืนชีพกลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของตน?"
เซียวอี้เฉินชะงักจอกชาที่ถืออยู่กลางอากาศ สายตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ "ความตายไม่มีวันฟื้นคืนชีพ มีเพียงสิ่งที่ถูกฝังไว้ไม่มิดเท่านั้นที่จะตะเกียกตะกายกลับมา... เจ้ากำลังจะบอกอะไรข้ากันแน่?"
"ข้าบอกว่า ข้าพบช่องโหว่ในกระดานหมากของอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานแล้ว" นางโน้มตัวเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวชวนให้ใจสั่นไหว แต่นางไม่ได้สนิทเสน่หา นางสนใจเพียงชัยชนะ "เขาเพิ่งแอบส่งคนไปติดต่อกับกองกำลังต่างแดนที่ชายแดนตะวันตก หากท่านต้องการดึงเขาลงจากตำแหน่งที่สูงส่งนั่น นี่คือโอกาสเดียวที่พวกเราจะได้เห็นเขาดิ้นทุรนทุรายก่อนตาย"
เซียวอี้เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือก "เจ้าช่างร้ายกาจกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก หลี่จินเยว่ การจะล้มอัครเสนาบดีไม่ต่างจากการเอาไข่ไปกระทบหิน หากพลาดเพียงนิด เจ้าจะเป็นคนแรกที่ถูกบดขยี้"
"ถ้าเช่นนั้น ท่านอ๋องก็ต้องช่วยข้าประคองไข่ใบนี้ให้ถึงมือผู้พิพากษาให้ได้เสียก่อน" นางหยิบจอกชาขึ้นจิบ ความหอมหวานของยอดชาชั้นดีแตะปลายลิ้น แต่มันกลับไม่ทำให้ใจของนางอบอุ่นขึ้นเลย
ในขณะที่ทั้งสองกำลังประชันไหวพริบ ขันทีชราคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเร่งร้อน ใบหน้าของเขามีเหงื่อซึมผิดปกติ เขาคุกเข่าลงต่อหน้าเซียวอี้เฉินแล้วยื่นม้วนกระดาษที่ประทับตราครั่งสีแดงฉานออกมาด้วยมือที่สั่นเทา
"ท่านอ๋อง... พระราชโองการลับจากวังหลวง พ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวอี้เฉินรับม้วนกระดาษมาเปิดอ่าน ดวงตาที่เคยราบเรียบเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดในฉับพลัน ก่อนจะเหลือบมองหลี่จินเยว่ด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
"เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?" นางถามด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นระรัว
เซียวอี้เฉินวางพระราชโองการลงบนโต๊ะหิน แผ่นกระดาษนั้นดูหนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกที่ทับลงมา "ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ตระกูลหลี่ว์เป็นผู้จัดการงานเลี้ยงรับรองทูตต่างแดนในอีกสามวันข้างหน้า... และที่สำคัญกว่านั้น" เขามองหน้านางนิ่ง "เขาสั่งให้เจ้าเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว เพื่อทำพิธีหมั้นหมายกับองค์ชายสามในวันนั้น"
โลกของหลี่จินเยว่เหมือนหยุดหมุน ความแค้นที่สั่งสมมานานสั่นคลอน อัครเสนาบดีหลี่ว์ซานกำลังจะใช้การหมั้นหมายนี้เพื่อปิดปากนางและกำจัดนางให้พ้นทางก่อนที่นางจะได้เริ่มแผนการเสียด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่แค่หมากกระดานเลือด... แต่มันคือการเดิมพันด้วยชีวิตที่นางจะไม่มีวันพ่ายแพ้เป็นครั้งที่สอง
"สามวันงั้นหรือ..." นางแค่นยิ้ม ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว "ถ้าเขาอยากให้ข้าเป็นหมากบนกระดานนัก ข้าก็จะเดินหมากตานี้ให้เขารู้ว่า... ใครกันแน่ที่เป็นผู้เล่น และใครกันแน่ที่เป็นเพียงเบี้ยที่ต้องถูกกำจัดทิ้ง!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
- มนตรากรรมสะท้อน -
กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 8
เสียงกระซิบจากความตาย
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!