กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด•ตอนที่ 9

หมากตัวที่สองล้มลง

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นหมึกปะการังชั้นดีที่ผสมเกล็ดทองคำเปลวบริสุทธิ์ยังคงอวลกรุ่นอยู่บนปลายพู่กันขนหมาป่าสีนวล หลี่จินเยว่ตวัดข้อมืออย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของนางดั่งหงส์ร่อนลมบนผืนผ้าไหมสีมุก ตัวอักษรจีนแต่ละตัวถูกจรดลงไปอย่างประณีตบรรจง สะท้อนความเยือกเย็นที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาดอกท้อคู่สวยที่บัดนี้พินิจพิเคราะห์แผ่นกระดาษตรงหน้าด้วยความสุขุม ในห้องหนังสืออันเงียบสงบ ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าของผู้คน มีเพียงเสียงกระดาษแผ่นบางถูกพลิกด้วยปลายนิเรียวเรียบเนียน เสียงนั้นดังก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน ราวกับเสียงก้าวเดินของยมทูตที่กำลังนับถอยหลังลมหายใจของใครบางคน "คุณหนูใหญ่เจ้าคะ... ราชโองการจากท้องพระโรงประกาศลงมาแล้วเจ้าค่ะ" เสียงฝีเท้าเบาราวกับแมวป่าของจูฮวา สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาหยุดค้อมกายอยู่เบื้องหน้า ม่านมุกสีนิลไหวระริกตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายเบญจมาศ จินเยว่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากงานเขียนในมือ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเชื่องช้า ราวกับนางล่วงรู้ผลลัพธ์นี้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่หมึกบนกระดาษจะแห้งสนิท "สีหน้าของพี่รองยามรับราชโองการ คงน่าดูชมมิใช่น้อยใช่ไหมจูฮวา" น้ำเสียงหวานใสเอ่ยถามเรียบเรื่อย ราวกับกำลังสนทนาถึงดินฟ้าอากาศในยามบ่าย หาใช่การล่มสลายของอนาคตขุนนางใหญ่แห่งตระกูลหลี่ว์ "เจ้าค่ะ... ใต้เท้าหลี่ว์ซานถึงกับทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้าพระพักตร์ หลักฐานบัญชีลับการทุจริตยักยอกเสบียงคลังหลวงที่ท่านหญิงทรงให้คนแอบสอดไว้ในห้องหนังสือของเขา มัดตัวแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด ฝ่าบาททรงกริ้วยิ่งนัก มีรับสั่งให้ปลดเขาออกจากตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายทันที พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าท้องคลังหลวงเจ้าค่ะ" จูฮวาเอ่ยรายงานด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่งในสติปัญญาของผู้เป็นนาย จินเยว่ค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึกอย่างทะนุถนอม นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมกวาดมองออกไปนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพของจวนสกุลหลี่ว์ในยามนี้ช่างเงียบเชียบและวังเวง ราวกับป่าช้าที่รอวันผุพัง หมากตัวแรกที่นางหมายมั่นจะโค่นล้ม บัดนี้ร่วงหล่นลงจากกระดานเรียบร้อยแล้ว หมากตัวที่สอง... กำลังจะตามลงไปในไม่ช้า "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น..." จินเยว่พึมพำเบาๆ กับตัวเอง น้ำเสียงเยียบเย็นจนจูฮวายังต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ความเจ็บปวดที่ข้าเคยได้รับในชาติภพก่อน มันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำหากเทียบกับสิ่งที่พวกมันต้องชดใช้" ทว่า ในขณะที่ความเงียบกำลังโรยตัวลงปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ปัง! ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท หลี่ว์จิ้นหยวน พี่ชายต่างมารดาผู้เคยเชิดหน้าชูตาในราชสำนัก บัดนี้สภาพของเขาดูราวกับสุนัขจนตรอก เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ย เส้นผมยุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำด้วยพิษสุราและเพลิงโทสะ ใบหน้าที่เคยถอดแบบความเจ้าเล่ห์มาจากบิดาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม "หลี่จินเยว่! นังสารเลว! เป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม!" เสียงคำรามต่ำดังลอดไรฟันของหลี่ว์จิ้นหยวนสะท้อนก้องไปทั่วห้อง เขาก้าวฉับๆ เข้ามาหมายจะคว้าคอเสื้อของหญิงสาว ทว่าจินเยว่เพียงแต่นั่งนิ่งสงบ นางไม่แม้แต่จะขยับกายหนี ร่างอรชรในชุดผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีขาวบริสุทธิ์ยังคงนั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม ราวกับพญาหงส์ที่มองดูมดปลวกดิ้นรน ฉับวะ! เงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านหน้าต่างเข้ามาด้วยความเร็วสูงราวสายฟ้าแลบ ก่อนที่ร่างของหลี่ว์จิ้นหยวนจะทันได้เข้าใกล้ตัวจินเยว่แม้แต่คืบ คมกระบี่สีเงินยวดยวงก็พาดผ่านลำคอหนาของเขาเสียแล้ว ความเย็นเยียบของคมดาบทำให้หลี่ว์จิ้นหยวนแข็งค้าง ทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับนัยน์ตาดุจพญายมของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงิน เซียวอี้เฉิน... องค์ชายสี่ผู้กุมอำนาจกองทัพทหารพิทักษ์นคร ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังเก้าอี้ที่จินเยว่นั่งอยู่ มือหนาวางลงบนพนักพิงเบาๆ ท่าทีแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างชัดเจน รัศมีกดดันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนอากาศแทบหยุดนิ่ง "บังอาจนักนะ..." องค์ชายสี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวานและเย็นเยียบดึงดูดวิญญาณ "สตรีผู้นี้ คือคนที่เปรียบเสมือนดวงใจของเปิ่นหวาง เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาขึ้นเสียงใส่ชี้นิ้วใส่าง หืม... หรือว่าตำแหน่งขุนนางขั้นสามที่เพิ่งถูกปลด ยังไม่สาสมพอที่จะทำให้สมองสุนัขของเจ้าสว่างวาบขึ้นมาได้" หลี่ว์จิ้นหยวนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าแนบชิดติดพื้นเย็นเฉียบ เขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง "ท่าน... ท่านอ๋อง... หม่อมฉัน..." "ไสหัวไปซะ" เซียวอี้เฉินสะบัดมือเพียงครั้งเดียว องครักษ์เงาก็กระชากลากตัวหลี่ว์จิ้นหยวนออกไปจากห้องทันที ราวกับลากสิ่งปฏิกูลชิ้นหนึ่งออกไปพ้นสายตา ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องหนังสืออีกครั้ง จินเยว่เงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของนางทอประกายระยิบระยับด้วยความหมายลึกซึ้ง "หม่อมฉันมิได้ขอให้พระองค์ทรงยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องในจวนสกุลหลี่ว์เพคะ ท่านอ๋อง" จินเยว่เอ่ยเย้าแหย่ น้ำเสียงเจือความระอาเล็กน้อยอย่างจงใจ เซียวอี้เฉินโน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าคมคายหยุดห่างจากแก้มนวลเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้มเนียน นัยน์ตาคมกริบพินิจพิเคราะห์ดวงหน้างามด้วยความลุ่มหลงที่ไม่อาจปิดบัง "เรื่องของเจ้า... คือเรื่องของเปิ่นหวาง" เซียวอี้เฉินกระซิบแผ่วเบaข้างใบหู น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นคงดุจหินผา "ไม่ว่ากระดานเลือดนี่เจ้าจะเดินหมากไปถึงตาไหน เปิ่นหวางก็จะยืนอยู่เคียงข้าง ชำระล้างศัตรูให้เจ้าจนหมดสิ้นแผ่นดินนี้" จินเยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางเอื้อมมือเรียวไปแตะที่ปลายคางขององค์ชายหนุ่มเบาๆ อย่างท้าทาย ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้ารีบร้อนของขันทีหลวงผู้ดูแลตำหนักในก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงหลง "พระราชโองการด่วนจากฮองเฮา! มีรับสั่งให้เรียกตัวพระชายาหลี่จินเยว่เข้าเฝ้าเป็นการด่วน ณ ตำหนักเย็น!" เซียวอี้เฉินชะงัก รัศมีรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายราวมัจจุราชในพริบตา ส่วนจินเยว่... รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางกลับพลันหุบลงทันที นัยน์ตาดอกท้อหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด เมื่อตระหนักได้ว่า... หมากตัวที่สาม และเป็นกับดักที่อันตรายที่สุดในวังหลัง กำลังรอให้นางก้าวเข้าไปติดพันด้วยตนเองแล้ว ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุหลาบหนามเพลิงกับหมากกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%