"เสียงฟันเฟืองเมื่อครู่ไม่ใช่การทำงานของกลไกอัตโนมัติ แต่มันคือเสียงของสลักทองเหลืองที่ถูกทุบให้เข้าที่ด้วยค้อนหนัก... มีคนจงใจเชื่อมทางออกฝั่งนั้นตายตั้งแต่วินาทีแรกที่เราก้าวลงมาแล้วครับ"
ศิลาเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดที่โรยตัวลงอย่างรวดเร็วราวกับมีชีวิต แสงไฟฉายคาดหัวของเขาจับนิ่งอยู่ที่บล็อกหินทรายขนาดมหึมา ซึ่งเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วยังเคยเป็นประตูโค้งเปิดโล่งสู่บันไดวนขึ้นเบื้องบน บัดนี้ ช่องว่างเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยแผ่นหินสลักรูปอสุรกายทวารบาลที่เลื่อนปิดสนิทอย่างไร้ร่องรอย แรงสั่นสะเทือนจากการล็อกตัวเมื่อครู่ยังคงหลงเหลือเป็นละอองฝุ่นละเอียดที่ลอยฟุ้งอยู่ในลำแสงสีขาวนวล
รินรดาไม่ตอบทันที หญิงสาวในชุดสนามรัดกุมขยับปืนสั้นในมือซองหนังข้างกายอย่างเป็นอัตโนมัติ ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องโถงใต้ดินอายุกว่าพันปีแห่งนี้ ประสบการณ์จากหน่วยวิเคราะห์คดีพิเศษสอนให้เธอยอมรับความจริงอันโหดร้ายอย่างรวดเร็ว มากกว่าจะเสียเวลาไปกับการทุบกำแพงหรือตะโกนเรียกความช่วยเหลือที่ไม่มีวันมาถึง
"ฆาตกรไม่ได้อยากแค่ขังเราไว้ให้ตายช้าๆ ในหลุมศพนี้หรอกค่ะคุณศิลา" น้ำเสียงของรินรดาราบ1เรียบ เย็นเยียบ และเจือด้วยกระแสความคิดวิเคราะห์ขั้นสูง "ถ้าเขาต้องการแค่กำจัดเรา เขาคงใช้แก๊สพิษหรือระเบิดตั้งแต่ตอนที่เราลงบันไดขั้นแรก การปิดตายทางออก... หมายความว่าเขาต้องการต้อนเราให้เดินหน้าต่อไปยังจุดที่เขาจัดฉากไว้ต่างหากล่ะคะ"
ศิลาเหลือบมองเธอนิดหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ยากจะคาดเดาความหมาย เขาปิดสวิตช์ไฟฉายคาดหัวแล้วเปลี่ยนมาถือไฟฉายมือถือส่องกราดไปตามแนวผนังศิลาที่เต็มไปด้วยร่องรอยการเซาะร่องของเครื่องมือช่างโบราณ
"คุณนี่มองโลกในแง่ร้ายได้สมกับเป็นตำรวจชุดสืบสวนคดีฆาตกรรมจริงๆ นะครับ... แต่ผมชอบความจริงข้อนั้น มันทำให้ผมแน่ใจว่า สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่เหตุบังเอิญทางธรณีวิทยาอย่างที่พวกนักวิชาการโลกสวยชอบอ้างกัน"
ศิลาเดินเข้าไปใกล้ผนังศิลา มือข้างที่สวมถุงมือหนังหนาเอื้อมไปสัมผัสรอยสลักรูปดอกบัวกลีบซ้อน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์สุโขทัยตอนปลายที่ล่มสลายอย่างเป็นปริศนา เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ปล่อยให้ความเงันงันของซากปรักหักพังทำหน้าที่กดดันโสตประสาท เสียงหยดน้ำที่ดังติ๋ๆ จากมุมห้องสะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง
รินรดาก้าวตามมาติดๆ เธอย่อตัวลงใช้แสงไฟฉายส่องดูรอยเท้าบนพื้นดินเหนียวแห้งกรัง ส้นรองเท้าบูทของเธอกับของศิลาไม่ใช่ร่องรอยเดียวที่ปรากฏบนพื้นห้องโถงกว้างนี้
"มีรอยเท้าชุดอื่น" รินรดาเอ่ยเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง แต่พอดึงความสนใจของศิลาให้หันมามอง "รอยเท้าขนาดสิบเอ็ดนิ้ว... สวมรองเท้าคอมแบทพื้นยางลายดอกยางแบบเดียวกับที่ใช้ในกองทัพ น้ำหนักการลงน้ำหนักเทน้ำหนักไปที่ปลายเท้า แสดงถึงการเคลื่อนไหวที่ฝึกฝนมาอย่างดี ไม่ใช่ชาวบ้านหรือพวกนักท่องเที่ยวที่หลงเข้ามา... และที่สำคัญที่สุด รอยเท้านี้เพิ่งเกิดขึ้นก่อนที่เราจะมาถึงไม่ถึงยี่สิบนาที"
ศิลาคุกเข่าลงข้างๆ เธอ ระยะห่างระหว่างไหล่ของทั้งคู่แนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ตัดกับความหนยะเยือกของอากาศใต้ดิน กลิ่นอายเฉพาะตัวของศิลา—กลิ่นกระดาษเก่า ฝุ่นดิน และน้ำมันสน—ผสมผสานกับกลิ่นเย็นๆ ของสเปรย์ทำความสะอาดอาวุธจากรินรดาอย่างประหลาด
"สิบเอ็ดนิ้ว... น้ำหนักการลงเท้าแบบนักยุทธ์วิธี" ศิลาพึมพำ สายตากวาดมองรอยเท้านั้นอย่างพิจารณา "และถ้าคุณสังเกตดีๆ รอยเท้านี้ไม่ได้เดินสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มันเดินตรงไปยังช่องทางเดินแคบๆ ด้านหลังแท่นบูชาหินชนวนนั่น... เหมือนเขากำลังนำทางเราไปดูนิทรรศการที่เขาตั้งใจจัดเตรียมไว้"
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาจับจ้องไปยังช่องทางมืดมิดที่ศิลาเพิ่งเอ่ยถึง มันเป็นอุโมงค์แคบๆ ที่ผนังด้านข้างถูกประดับด้วยโครงกระดูกมนุษย์ถูกตรึงไว้กับผนังด้วยตะปูสำริดโบราณ ท่าทางบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดราวกับประติมากรรมนรกภูมิ
"ในฐานะนักโบราณคดี คุณคงไม่ได้มองว่าโครงกระดูกพวกนั้นเป็นแค่ 'โบราณวัตถุ' ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์หรอกใช่ไหมคะ?" รินรดาถาม น้ำเสียงแฝงการทดสอบความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่ม
ศิลายืนขึ้นตามช้าๆ เขาปัดฝุ่นที่เข่าเบาๆ ก่อนจะหันมาสบตาเธอนิ่ง แววตาของนักโบราณคดีหนุ่มไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงประกายความใคร่รู้และความเจ็บปวดลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากความสุขุม
"ความตายในอดีตกับความตายในปัจจุบันไม่ได้ต่างกันหรอกครับรินรดา... มนุษย์เราคิดค้นวิธีฆ่ากันเองได้อย่างสร้างสรรค์เสมอ ไม่ว่าจะผ่านยุคสมัยของหินสำริดหรือยุคดิจิทัล ต่างกันแค่ว่า คนในอดีตทำมันในนามของ 'พิธีกรรม' ส่วนฆาตกรที่คุณกำลังตามล่า... เขาทำมันในนามของ 'ศิลปะ' เท่านั้นเอง"
บทสนทนาระหว่างทั้งคู่หยุดชะงักลง เมื่อมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังแวوَมาจากส่วนลึกของอุโมงค์มืด เสียงนั้นไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์เร่ร่อน แต่มันคล้ายเสียงกระซิบพึมพำเป็นภาษาบาลีโบราณ—ภาษาที่ใช้ในการสาปแช่งผู้ล่วงละเมิดสุสานหลวง
รินรดายกปืนสั้นขึ้นระดับสายตาโดยอัตโนมัติ นิ้วชี้วางทาบโครงปืนพร้อมลั่นไก สัญชาตญาณดิบเตือนภัยร้องลั่นในหัว แต่มืออีกข้างของเธอกลับเอื้อมไปคว้าชายเสื้อผ้าฝ้ายดิบของศิลาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แรงบีบนั้นสะท้อนความตึงเครียดที่แฝงอยู่ใต้ท่าทีเยือกเย็น
ศิลาไม่ได้สะท้านกับแรงดึงนั้น เขากลับเอื้อมมืออีกข้างมาทาบทับมือของเธอที่กำเสื้อเขาไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า
"ระวังหน่อยครับ... ปืนของคุณอาจจะเจาะกะโหลกคนได้ แต่กระสุนเงินไม่ได้ช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมกะโหลกพวกนั้นถึงถูกเรียงลำดับตามปฏิทินจันทรคติ" ศิลาเอ่ยเสียงกระซิบชิดริมหูของเธอ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอระหงจนรินรดาต้องสะดุ้งเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้สะบัดมือออก
ในความมืดที่ไร้ทางออก มีเพียงแสงไฟฉายดวงเดียวส่องนำทาง ทั้งสองก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่เข้าสู่ความมืดมิดเบื้องหน้า โดยไม่รู้เลยว่าก้าวต่อไปกำลังจะนำพาพวกเขาไปพบกับหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางของคดีไปตลอดกาล
อุโมงค์แคบสิ้นสุดลงที่ห้องโถงใต้ดินอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่าห้องแรกหลายเท่าตัว ตรงกลางห้องมีแท่นหินแกรนิตสีดำสนิทตั้งตระหง่าน บนนั้น... ร่างของเหยื่อรายล่าสุดถูกตรึงไว้ในลักษณะเดียวกับรูปสลักอสุรกายที่ทางเข้า ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมของนักโบราณคดีชื่อดังที่เพิ่งหายตัวไปเมื่อสามวันก่อน และบนหน้าอกของศพ... มีสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งเสียบคาไว้ พร้อมกับปากกาหมึกซึมราคาแพงที่ปักทะลุหน้ากระดาษจมลึกเข้าสู่เนื้อหนัง
รินรดากลั้นหายใจเมื่อเห็นหน้าปกสมุดบันทึกเล่มนั้น มันคือสมุดบันทึกภาคสนามที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นของใคร
ศิลาขยับเข้าไปใกล้ร่างนั้นอย่างระมัดระวัง เขาใช้ปลายด้ามพู่กันขุดดินที่พกติดตัวมาเขี่ยเปิดหน้ากระดาษแผ่นสุดท้ายที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง ดวงตาของนักโบราณคดีเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นลายมือที่เขียนทิ้งไว้ด้วยหยดสุดท้ายของชีวิต
ไม่ใช่ข้อความทางประวัติศาสตร์... แต่เป็นตัวเลขพิกัด GPS ชุดหนึ่ง พร้อมข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือสั่นระริก: *"มันไม่ได้ซ่อนอยู่ในอดีต แต่มันกำลังรอเวลาเกิดใหม่ในร่างของนาย..."*
ทันใดนั้น ไฟฉายมือถือในมือของศิลาก็เกิดกระพริบติดๆ ดับๆ ก่อนจะดับสนิทลงพร้อมกันทั่วทั้งห้องโถง ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว และในความเงันงันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังพวกเขา ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว พร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ดังขึ้นในความมืด
"ยินดีต้อนรับสู่การขุดค้นชั้นสุดท้ายครับ... ด็อกเตอร์ศิลา"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางลงสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
นักโบราณคดีไร้เงากับฆาตกรในสุสานร้าง•ตอนที่ 2
ปืนกับพู่กันขุดดิน
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักโบราณคดีไร้เงากับฆาตกรในสุสานร้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
