นักโบราณคดีไร้เงากับฆาตกรในสุสานร้าง•ตอนที่ 3

กลิ่นอายความตายใต้ผืนทราย

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
ปลายนิ้วของศิลาหยุดชะงักลงครู่หนึ่งบนผิวหินทรายหยาบกร้าน แสงจากคบเพลิงในอุโมงค์ใต้ดินสั่นไหวตามแรงลมวูบใหญ่ ทอดเงายาวทับถมกันจนแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือร่องรอยจากอารยธรรมโบราณ และสิ่งใดคือรอยแผลเป็นจากความตายที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ความเงียบงันภายในซากปรักหักพังของสุหาร้างแห่งนี้หนักอึ้งเสียจนเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่กลายเป็นเสียงรบกวนเดียวในความมืด "คุณกำลังบอกผมว่า รอยบากนี้เกิดจากพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าแห่งความตายในยุคสำริดสินะครับ" เสียงของรินรดาดังขึ้น ทลายความเงียบลงด้วยน้ำทุ้มต่ำและเย็นเยียบ เธอยืนกอดอกพิงผนังอิฐโบราณที่หลุดร่อน ดวงตาคู่คมกริบภายใต้แว่นตากรอบบางจดจ้องมองแผ่นศิลาจารึกตรงหน้าอย่างไม่วางตา ก่อนจะหันมาสบตากับนักโบราณคดีหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก "แต่ในฐานะที่ฉันใช้เวลาครึ่งชีวิตแกะรอยฆาตกรต่อเนื่อง... ฉันกลับเห็นรอยที่คุ้นเคยยิ่งกว่าตำนานปรัมปรา" ศิลาค่อย ๆ ชักมือกลับจากผนังถ้ำ เขาใช้ผ้าเช็ดมือสะอาดเช็ดคราบฝุ่นละอองสีแดงคล้ายสนิมเหล็กที่ติดปลายนิ้วออกอย่างใจเย็น ดวงตาหลังกรอบแว่นยังคงความนิ่งสงบอันเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าภายในใจจะเริ่มไหววูบกับข้อสังเกตของหญิงสาวตรงหน้า "ความรู้ทางนิติเวชของคุณอาจยอดเยี่ยมในโลกปัจจุบัน รินรดา" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำสุภาพ ทว่าน้ำเสียงแฝงความหนักแน่นในวิชาชีพ "แต่วัตถุโบราณอายุสามพันปีชิ้นนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตใจของมนุษย์ยุคปัจจุบัน รอยบากที่คุณเห็น มันคือสัญลักษณ์แห่งการสเตรทเทน (Straightening) ขอบเขตวิญญาณตามบันทึกในคัมภีร์มรณะ" "สามพันปีงั้นเหรอ?" รินรดาก้าวเข้ามาใกล้แสงไฟมากขึ้น ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและแรงกดดันทางจิตวิทยาที่ต่างฝ่ายต่างพยายามครอบงำกันและกัน เธอยกแท่งไฟฉายขนาดเล็กส่องกราดไปตามร่องหินที่ศิลาเพิ่งสัมผัส "รอยแฮนด์เมดจากเหล็กกล้าคาร์บอนสูง... รอยเซาะที่เกิดจากหัวเจาะความเร็วสูงแบบพกพา ศิลา คุณอาจเป็นนักโบราณคดีมือหนึ่งของประเทศ แต่คุณกำลังมองข้ามความจริงที่ว่า 'ร่องรอยโบราณ' ชิ้นนี้ เพิ่งถูกทำขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วต่างหาก" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางความเงียบ ศิลานิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะเขาตกใจ แต่เพราะความแม่นยำในข้อเท็จจริงของหญิงสาวสั่นคลอนสมมติฐานทั้งหมดที่เขายึดถือมาตลอดการสำรวจ เขาหันกลับไปพิจารณาแผ่นศิลาอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาของนักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญไม่ได้มองหา "อดีต" อีกต่อไป แต่กำลังกวาดมองหา "ปัจจุบัน" ที่ถูกอำพรางไว้ใต้คราบสนิมและฝุ่นผงโบราณ แสงไฟสีส้มสาดส่องกระทบขอบร่องหิน รอยบากที่เขาเคยเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ แท้จริงแล้วมีความคมกริบและระเบียบวินัยแบบเรขาคณิต ซึ่งเป็นผลผลิตจากเครื่องมือสมัยใหม่ที่ไร้ซึ่งความลังเลของช่างฝีมือโบราณ "คุณตาดีกว่าที่ผมคิดไว้มากนะครับ" ศิลาพึมพำเบา ๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ถ้าศิลาแผ่นนี้ถูกทำขึ้นใหม่เพื่ออำพรางคดี... นั่นหมายความว่าฆาตกรคนนั้นไม่ได้แค่เลียนแบบตำนาน แต่เขากำลัง 'เขียน' ประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการฆ่าของเขาเอง" "ถูกต้องค่ะ... อภัยด้วย ฉันติดปากพูดค่ะบ่อยไปหน่อย" รินรดาแก้คำพูดทันทีด้วยรอยยิ้มเยาะหยันเล็กน้อยเมื่อเห็นศิลาขมวดคิ้วด้วยความเคยชินกับคำสุภาพของตน "หมายถึง... 'นะครับ' ต่างหากล่ะคะ เอ้ย ครับ" บรรยากาศตึงเครียดเจือด้วยความขบขันเล็กน้อยในยามคับขัน แต่มันไม่ได้ทำให้ความอันตรายรอบตัวลดลงเลยแม้แต่น้อย "ถ้าศิลาแผ่นนี้คือของปลอมที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยการฆาตกรรม" รินรดากวาดสายตามองไปรอบห้องโถงใต้ดินที่มืดมิด ท่ามกลางเสาหินเรียงรายที่ดูคล้ายซี่โครงของอสุรกายยักษ์ "แสดงว่าพวกมัน... หรือ 'เขา' รู้ล่วงหน้าว่าคุณจะมาขุดค้นที่นี่ตั้งแต่แรก ศิลา เรากำลังเดินเข้าไปในกรงที่ถูกเตรียมไว้" ศิลานิ่งเงียบ เขาไม่ปฏิเสธข้อสันนิษฐานนั้น สมองอันเฉียบคมกำลังประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่พบตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงมาในสุสานแห่งนี้ หากทุกอย่างถูกจัดฉาก ประวัติศาสตร์ที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาขุดคุ้ยก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และใช้เขาเป็นเครื่องมือในการฟอกขาวให้แก่ฆาตกร ทว่า ท่ามกลางความตระหนักรู้ถึงอันตราย ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักโบราณคดีกลับพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ใครกันที่มีความรู้ลึกซึ้งทั้งเรื่องอารยธรรมโบราณและเทคโนโลยีการฆาตกรรมสมัยใหม่ในเวลาเดียวกัน? "ถ้าเช่นนั้น..." ศิลาหันมามองคู่หูจำเป็นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเย่อหยิ่งทางวิชาการอีกต่อไป แต่เป็นการยอมรับในความสามารถของอีกฝ่าย "เราคงต้องถอยกลับขึ้นไปเพื่อแจ้งกำลังเสริม หรือ... เราจะลองเดินหน้าต่อเพื่อดูว่า ไอ้ศิลปินผู้สร้างประวัติศาสตร์ปลอมคนนี้ ทิ้งอะไรไว้ที่ห้องโถงชั้นในสุด" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เธอปลดล็อกซองพกอาวุธปืนที่ต้นขาอย่างเงียบเชียบ เสียงเหล็กกระทบกันเบา ๆ ในความมืดคือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุด "นักโบราณคดีอย่างคุณนี่บ้าบิ่นกว่าที่คิดนะคะ... อ๊ะ ขออภัยครับ ผมหมายถึง 'นะครับ'" รินรดาลดเสียงลงกระซิบข้างหูของเขา กลิ่นหอมจาง ๆ ของฝนและหยาดเหงื่อเจือจางกลิ่นอับชื้นของสุสาน "ตั้งแต่เด็กจนโต ฉันไม่เคยชอบวิชาประวัติศาสตร์เลยสักครั้ง... แต่ถ้าการได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มันทำให้ฉันได้ไล่ล่าฆาตกรโรคจิตไปด้วย ฉันว่ามันก็น่าสนใจดีเหมือนกันครับ" ในวินาทีที่ทั้งคู่ตกลงใจจะก้าวลึกเข้าไปในความมืดอีกครั้ง เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบก็ดังแว่วมาจากอุโมงค์เบื้องล่าง—ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ที่เดินปกติ แต่มันคือเสียงลากวัตถุโลหะหนัก ๆ ไปกับพื้นหิน ขูดขีดเป็นเสียงแหลมชวนเสียวฟัน สะท้อนก้องไปทั่วผนังถ้ำ ศิลาและรินรดานิ่งสนิท สัญชาตญาณการเอาตัวรอดสั่งให้ทั้งคู่ดับคบเพลิงในมือลงทันที ความมืดมิดสนิทเข้าโอบล้อมร่างของทั้งสองคนไว้ในเสี้ยววินาที และในความมืดนั้นเอง แสงไฟฉายสีแดงวาบขึ้นจากปลายอุโมงค์เบื้องหน้า พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวออกมาจากความเวิ้งว้าง พร้อมด้วยเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังลอยมาตามลม... *“ยินดีต้อนรับสู่หน้าประวัติศาสตร์บทสุดท้าย... ของพวกคุณทั้งคู่ครับ”* ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางลงสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักโบราณคดีไร้เงากับฆาตกรในสุสานร้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%