“ถอยไปนะ! อย่ามาใช้กำลังแถวนี้!”
เสียงหวีดร้องแหลมสูงของป้าสำเนียง—ญาติผู้พี่ฝั่งสามีที่เคยตามรังควานรินรดาไม่เลิกรา—ดังสะท้อนก้องลั่นลานหน้าบ้าน แต่ทว่ามันไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะของหล่อนเช่นเคย ร่างท้วมในชุดผ้าลายดอกสีสดกลับล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ก้นกระแทกพื้นคลุกฝุ่นตลบอบอวล หลังถูกท่อนแขนกำยำดั่งท่อนซุงของพันธกานต์ผลักออกอย่างไร้ความปรานี
พี่เข้มยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าประตูบ้าน ร่างสูงใหญ่ในเสื้อกล้ามสีมอซอเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นที่ปูดโปนตามแรงอารมณ์ ดวงตาคมกริบดุดันราวกับพญาเสือโคร่งจ้องมองผู้บุกรุกด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“ถ้าไม่อยากให้ขาหักกลับไป ก็ไสหัวออกไปจากเขตบ้านกูซะ” เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันดังคำรามในลำคอ ไม่มีความเกรงใจหรือเกรงกลัวต่อหน้าศักดิ์ศรีความเป็นเครือญาติหลงเหลืออยู่อีกต่อไป สำหรับอดีตทหารหาญอย่างเขา ใครก็ตามที่กล้าอาจหาญมารังแก ‘ดวงใจ’ ของเขา ผู้นั้นย่อมไม่มีสิทธิ์ได้รับความเมตตา
รินรดายืนอยู่ด้านหลัง แววตาคู่สวยไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือเรียวบางยังคงถือตะหลิวไม้ไผ่ขัดเงาไว้มั่น กลิ่นหอมฉุนของพริกแกงเผ็ดสูตรลับที่โขลกสดๆ เมื่อครู่ยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว หล่อนก้าวเท้าออกมาเบาๆ ยืนเคียงข้างสามี พรางส่งสายตานิ่งสงบแต่เชือดเฉือนไปยังป้าสำเนียงที่กำลังลهاลลานตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยความอับอายและโกรธแค้น
“จำใส่สมองไว้ด้วยนะคะป้าสำเนียง ‘มิตินั่น’ ที่ป้าเพ้อเจ้อถึงน่ะ มันไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะ มีแต่ฝีมือการค้าขายและความสุจริตของฉันเอง ถ้ายังกล้ามาสร้างความวุ่นวายหน้าร้านฉันอีก คราวนี้ฉันจะไม่แจ้งแค่ข้อบุกรุกแน่... เชิญค่ะ!”
รินรดาสะบัดหน้าสลับกับผายมือเชิญอย่างไม่แยแส ก่อนที่ป้าสำเนียงจะทันได้แผดเสียงด่าทอต่อ พันธกานต์ก็ก้าวเท้ากระแทกพื้นเสียงดังสนั่นจนหล่อนสะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดแล้ววิ่งหนีหายลับไปหลังแนวรั้วไม้ไผ่ท่ามกลางเสียงซุบซิบของชาวบ้านที่เริ่มทยอยเดินมามุงดูเหตุการณ์
ทว่า ความวุ่นวายจากการขับไล่ผู้บุกรุกยังไม่ทันจางหาย คลื่นมนุษย์ระลอกใหม่ก็ถาโถมเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วดั่งคลื่นลมมรสุม กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘แกงเขียวหวานเนื้อน่องลายพริกขี้สวน’ และ ‘หมูผัดกะปิโบราณ’ ที่รินรดาเคี่ยวเคี่ยวปรุงด้วยพริกแกงจากมิติจิตพิเศษ ลอยฟุ้งกระจายไปตามสายลมโชยอ่อน ปลุกเร้าประสาทสัมผัสของทุกคนในรัศมีร้อยเมตรให้พากันเดินตามกลิ่นหอมราวกับต้องมนต์สะกด
พริบตาเดียว แผงไม้ไผ่หน้าบ้านและโต๊ะม้าหินอ่อนที่เคยใช้พักผ่อน กลับกลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของชาวบ้านนับสิบชีวิตที่มายืนออกันแน่นขนัด เสียงจอแจแย่งกันสั่งอาหารดังเซנקะเซנק
“แม่ริน! เอาแกงเขียวหวานสองถุงใหญ่! ข้าวสวยร้อนๆ ด้วยนะ!”
“ฉันเอาหมูผัดกะปิราดข้าว ไข่ดาวกรอบๆ ฟองหนึ่ง แม่รินทำเร็วหน่อย ลูกฉันร้องหิวไส้จะขาดแล้วเนี่ย!”
“เครื่องแกงหอมทะลุไปถึงท้ายซอยแน่ะ วันนี้มีน้ำพริกปลาทูด้วยไหมแม่ริน ฉันจองชุดนึง!”
รินรดาพรูลมหายใจยาวออกมาเล็กน้อย แม้ริมฝีปากจะแย้มยิ้มด้วยความปิติที่กิจการเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดไว้มาก แต่นัยน์ตากลับฉายแววครุ่นคิดอย่างจริงจัง ลูกค้าล้นหลามขนาดนี้ กำลังคนมีเพียงหล่อนกับพี่เข้มสองคนย่อมไม่เพียงพอเสียแล้ว วัตถุดิบในมิติจิตแม้จะมีสำรองไว้ไม่จำกัด แต่กระบวนการปรุง การแพ็คใส่ถุง และการบริหารจัดการหน้าร้าน เริ่มโกลาหลจนมือเป็นระวาง
พันธกานต์เห็นภรรยาสาวนิ่งเงียบไปท่ามกลางเสียงเรียกชื่อหล่อนระงม ชายหนุ่มจึงรีบก้าวเข้ามาประชิดตัว ไออุ่นจากร่างกายกำยำแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมความเหนื่อยล้าของหล่อน มือหยาบกร้านจากการจับจอบจับปืนเอื้อมมาช่วยยกกระบะใส่ถ้วยชามอย่างคล่องแคล่ว ปากหนาเอמהกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่มักใช้เฉพาะเวลาอยู่กันสองต่อสอง
“เหนื่อยไหม... เมียจ๋า ถ้าคนมันเยอะนัก พี่ไปช่วยตักข้าวเอง ดีกว่ายืนมองเธอหัวหมุนอยู่คนเดียว”
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองสามี หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความซาบซึ้ง รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก หล่อนส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“ไม่เหนื่อยค่ะพี่เข้ม... แต่ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้มันบอกชัดเจนแล้วว่า ร้านเพิงหมาแหงนหน้าบ้านเรามันเล็กเกินไปแล้วค่ะ” หล่อนกวาดสายตามองฝูงชนที่เบียดเสียดกันเข้ามาซื้ออาหารจนล้นออกไปถึงถนนลูกรัง “เราต้องวางแผนขยายกิจการอย่างเป็นระบบแล้วล่ะค่ะพี่”
แผนการขยายร้านผุดขึ้นในหัวสมองอันชาญฉลาดของรินรดาราวกับดอกเห็ดหลังฝน หล่อนวางแผนที่จะแบ่งโซนชัดเจน ระหว่างโซนปรุงอาหาร โซนรับออเดอร์ และโซนที่นั่งสำหรับลูกค้าที่ต้องการรับประทานที่นี่ รวมถึงการจ้างคนในหมู่บ้านที่ไว้ใจได้มาช่วยงาน เพื่อเปลี่ยนจากร้านข้าวแกงบ้านๆ ให้กลายเป็นร้านอาหารประจำชุมชนที่ได้มาตรฐานและทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ
ผ่านไปกว่าสามชั่วโมงที่ความอลหม่านผ่านพ้น อาหารทุกหม้อทุกกระทะถูกกวาดเกลี้ยงจนแทบไม่ต้องล้างหม้อ เม็ดเงินสดจำนวนมากถูกกองรวมกันไว้บนโต๊ะไม้ในบ้าน รินรดากำลังนั่งนับธนบัตรด้วยรอยยิ้มกว้าง ขณะที่พันธกานต์กำลังเช็ดทำความสะอาดโต๊ะด้านนอก ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูรั้วไม้หน้าบ้านก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ และหนักแน่น
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
รินรดาชะงักมือที่กำลังนับเงิน หันไปมองหน้าพันธกานต์ที่เดินกลับเข้ามาพอดี ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เนื่องจากเวลานี้ดึกมากแล้วและร้านก็ปิดทำการไปตั้งแต่ชั่วโมงก่อน ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้ามาเคาะประตูบ้านเขาเวลานี้แน่
“ใครมาวะเวลานี้...” พันธกานต์พึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินสาวเท้ายาวๆ ไปที่ประตูรั้วมือขวากุมด้ามมีดพกประจำตัวไว้อัตโนมัติ
เมื่อบานประตูไม้เก่าแก่ถูกเปิดออก แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสาดส่องกระทบเข้ากับร่างของชายแปลกหน้าผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมกันหนาวเนื้อดีผิดวิสัยคนบ้านนอก ใบหน้าคมคายไว้หนวดเคราครึ้มดูภูมิฐาน แต่แววตาคู่คมกลับฉายแววเหนื่อยล้าและร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด ข้างกายเขามีหีบไม้สักทองแกะสลักลวดลายประณีตวางอยู่
“ขออภัยที่มารบกวนยามวิกาลครับ...” ชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานน่าเกรงขาม “ผมเดินทางมาจากเมืองหลวงตามคำเล่าลือเรื่องรสชาติอาหารฝีมือของ... ‘แม่ครัวริน’ และผมมีข้อเสนอที่ท่านอาจปฏิเสธไม่ลง”
รินรดาก้าวเท้าตามสามีมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองสำรวจแขกยามวิกาลผู้นี้ หีบไม้สักทองที่เขาพกมาด้วยดูสะดุดตา และประโยคที่เอ่ยออกมาก็ไม่ได้มีท่าทีเหมือนลูกค้าทั่วไปเลยแม้แต่น้อย
มือเรียวบางของรินรดากำชายเสื้อของพันธกานต์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณเตือนภัยในใจร้องเตือนว่า คำขอที่กำลังจะออกจากปากของชายผู้นี้... อาจเปลี่ยนชีวิตเงียบสงบในชนบทของพวกเขาสองคนไปตลอดกาล
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ครัวคุณยาย" มาโดยตลอดนะคะ
กับข้าวหลังบ้านของแม่ทัพผู้เกรี้ยวกราด•ตอนที่ 8
ลูกค้าขาประจำกับคำขอที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวหลังบ้านของแม่ทัพผู้เกรี้ยวกราด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!