"เจ้าคิดว่าตนเองเป็นผู้ใดกัน... ถึงอาจารย์จึงต้องทรงพระเมตตาถึงเพียงนี้!"
เสียงตวาดก้องกังวานดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน สะท้อนก้องกวาดผ่านเสาหยกศิลาครามแห่งลานฝึกยุทธ์ตระกูลนอก มวลอากาศรอบกายพลันหนักอึ้งขึ้นหลายเท่าตัวจนแทบหายใจไม่ออก แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมยาวปักลายพยัคฆ์เหินหาว ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะและริษยาที่แผดเผาจนแทบคลั่ง
หลี่เทียน... ศิษย์เอกสายตรงผู้เป็นความภาคภูมิใจของยอดเขาเหมันต์สวรรค์มาตลอดสามปีเต็ม บัดนี้เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นัยน์ตาจ้องมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกดั่งมีหนามแหลมตำแทรกอยู่ในอก
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน มู่หรั่นชิง... ผู้นำยอดเขาผู้สูงส่ง เย็นชา และไม่เคยชายตาแลบุรุษใดในใต้หล้า กลับเป็นฝ่ายยื่นโอสถทิพย์ชำระกระดูกด้วยมือของนางเองให้กับไป๋เฉิน เพียงเพราะเจ้าเด็กตัวแสบนั่นอ้างว่า "ปวดเอวเพราะฝึกวิชาหนักเกินไปจนลุกไม่ไหว" ภาพความอ่อนโยนที่นางมอบให้แม้เพียงเสี้ยววินาทีนั้น กรีดแทะหัวใจของหลี่เทียนจนแทบแหลกสลาย เขาเฝ้าเพียรพยายามรับใช้ คุกเข่าตากหิมะนับสิบวันเพื่อขอคำชี้แนะ แต่นางไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง ทว่าเด็กใหม่ไร้รากปราณผู้นี้กลับได้รับความใส่ใจที่แม้แต่เจ้าสำนักยังมิอาจเอื้อมถึง!
ไป๋เฉินหรี่ตามองศิษย์พี่ใหญ่ผู้กำลังสติหลุด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่ี่เกรงกลัว เขาค่อยๆ บิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้านราวกับไม่ได้ยินเสียงคำรามเมื่อครู่ มือเรียวยาวหยิบก้านหญ้าวิญญาณขึ้นมาเคี้ยวเล่นอย่างสบายใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน
"ศิษย์พี่หลี่... ท่านเสียงดังเกินไปแล้วนะ ระวังลมปราณจะตีกลับจนธาตุไฟเข้าแทรกเอาได้นะฃรับ ข้าเป็นห่วง... แต่อาจารย์คงเป็นห่วงท่านมากกว่าแหละมั้ง? อ๊ะ หรือว่านางไม่เคยสนใจท่านเลยกันแน่นะ?"
คำพูดทิ่มแทงใจดำนั้นดั่งน้ำมันราดลงบนกองเพลิง หลี่เทียนคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล กระบี่บินประจำกายสั่นระริกส่งเสียง "กริ๊ง" กังวาน ปรากฏไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านปกคลุมรัศมีสิบจัตุรัส
"ไป๋เฉิน! วันนี้หากข้าไม่สั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึกว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแค่ไหน อย่าหาว่าข้าคนนี้ไร้ไมตรีจิตศิษย์พี่! ชักกระบี่ของเจ้าออกมาซะ!"
เหล่าศิษย์สำนักรอบลานฝึกต่างพากันถอยร่นออกไปไกลด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลี่เทียนสำเร็จเคล็ดวิชา 'กระบี่พยัคฆ์เหมันต์' จนถึงขั้นไร้ลักษณ์แล้ว แม้แต่ยอดฝีมือรุ่นเยาว์จากสำนักอื่นยังต้องพ่ายแพ้กระบวนท่าของเขาภายในสามกระบี่ แล้วไป๋เฉินเล่า? เด็กหนุ่มผู้เพิ่งเข้าสำนักและถูกระบุว่า "ไร้รากปราณ" ผู้นี้ จะเอาอะไรมารับมือ?
ทว่า ไป๋เฉินกลับไม่ได้ชักกระบี่ตามที่ถูกท้าทาย เขายังคงยืนเอามือไขว้หลัง ดวงตาคู่คมทอประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงจุดอ่อนนับร้อยในกระบวนท่าที่อีกฝ่ายภาคภูมิใจ
"ชักกระบี่รึ? ศิษย์พี่หลี่... กับท่านแล้ว ข้าไม่ต้องใช้กระบี่หรอกนะฃรับ" ไป๋เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความมั่น and ทรนงตนที่ทำเอาผู้ฟังถึงกับขนลุกซู่ "เกรงว่าหากข้าชักกระบี่ออกมา เกรงว่ามันจะกลายเป็นการรังแกคนแก่... อ่า หมายถึง รังแกศิษย์พี่ที่กำลังอารมณ์ไม่ดีเสียเปล่าๆ"
"สามหอคอย! เจ้ามันก็แค่ไอ้ขยะไร้ยางอายที่เกาะชายผ้าอาจารย์กิน!"
หลี่เทียนทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่างของเขากลายเป็นเงาดำพุ่งทะยานแหวกมอากาศ กระบี่ในมือแปรเปลี่ยนเป็นพยัคฆ์น้ำแข็งคำรามก้อง คมกระบี่สีครามจัดจ้าพุ่งตรงเข้าปักอกของไป๋เฉินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันจากวิถีกระบี่ทำให้เหล่าศิษย์รอบข้างถึงกับกระอักเลือด
เร็วมาก! และรุนแรงไร้ปรานี! นี่คือการโจมตีเพื่อปลิดชีพโดยแท้!
ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง ไป๋เฉินไม่ได้ขยับหนี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าพลันหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาคิตตี้ที่เยือกเย็นดั่งห้วงสมุทรโบราณ ร่างของเขาบิดเกลียวในมุมที่มนุษย์ไม่อาจทำได้ หลบคมกระบี่ที่เฉียดผ่านปลายจมูกไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะดีดออกไปเบาๆ ที่สันกระบี่ของหลี่เทียน
*เปร้ง!*
เสียงคล้ายโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนมหาศาลทำให้หลี่เทียนต้องกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก เขามองไปที่มือของไป๋เฉินที่ว่างเปล่าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา... เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้น? เขาสัมผัสไม่ได้แม้แต่ร่องรอยของพลังปราณ เหตุใดแรงดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวจึงทำลายกระบวนท่า 'พยัคฆ์คำรามทลายสวรรค์' ของเขาได้สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้!
"วิชา... วิชามารอันใดกัน!" หลี่เทียนตวาดเสียงสั่น เท้าก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ไป๋เฉินก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ทีละก้าว รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มในยามนี้ กลับน่ากลัวยิ่งกว่าผู้นำยอดเสียเสียอีก มันคือกลิ่นอายของผู้ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์และกาลเวลา
"วิชามารหรือ?" ไป๋เฉินโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของหลี่เทียน น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เยือกเย็นจนกระดูกสันหลังวาบหวิว "ศิษย์พี่... สิ่งที่ท่านเรียกว่ายอดวิชา ในสายตาของข้า มันก็เป็นได้แค่การร่ายรำของเด็กอมมือเท่านั้นแหละนะฃรับ..."
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาแต่ทรงพลังอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังม่านหมอกหนาทึบ...
*ตึง... ตึง...*
กลิ่นอายความเย็นเยือกที่บริสุทธิ์และสูงส่งจนฟ้าดินต้องสยบแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งยอดเขา ทันทีที่สัมผัสนั้นแตะต้องผิวกาย ทุกคนในลานฝึกต่างรู้สึกราวกับถูกแช่แข็งทั้งวิญญาณ แม้แต่หลี่เทียนยังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เงาร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาน้ำแข็ง ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมู่เมฆ ใบหน้างดงามไร้ที่ติแต่เย็นชาดั่งประติมากรรมหยกน้ำแข็ง ดวงตาคู่นั้นกวาดมองมาที่ทั้งสองคนด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"ท่าน... ท่านอาจารย์..." หลี่เทียนหน้าถอดสี รีบทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นทันที
ทว่า มู่หรั่นชิงไม่ได้ชายตาแลศิษย์เอกของนางแม้แต่น้อย สายตาคู่สวยกลับจับจ้องตรงมาที่ไป๋เฉินผู้กำลังยืนยันรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ค้างไว้ ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบราวกลีบเหมันต์จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
"ไป๋เฉิน... เจ้าบอกว่าปวดเอวจนลุกไม่ไหว เหตุใดตอนนี้จึงมีเรี่ยวแรงมาสั่งสอนศิษย์พี่ของเจ้าได้เล่า?"
ไป๋เฉินสะดุ้งเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เจื่อนลงทันที เขากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นท่าทางน่าสงสาร ดวงตาคู่คมฉายแววออดอ้อนสุดชีวิต พลางก้าวเข้าไปคว้าชายเสื้อขาวของนางไว้อย่างถือวิสาสะ
"อาจารย์... โธ่ ท่านก็... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะรังแกเขานะครับ! แต่ศิษย์พี่หลี่เขา... เขาอิจฉาที่ท่านเมตตาข้าเกินไป จนพาลจะมาฆ่าข้าทิ้งต่างหากเล่าครับ! หากข้าไม่ป้องกันตัวป่านนี้คงกลายเป็นศพเฝ้าลานฝึกไปแล้ว... อาจารย์ต้องให้ความเป็นธรรมกับศิษย์น้องคนนี้ด้วยนะฃรับ!"
มู่หรั่นชิงปรายตามองมือซุกซนที่กำลังกำชายเสื้อของนางไว้แน่น นางนิ่งเงียบไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ทว่าก่อนที่ใครจะทันได้คาดเดาการกระทำของนาง หญิงสาวกลับยื่นมือเรียวงามออกไป... ไม่ใช่เพื่อสะบัดเขาออกอย่างที่ทุกคนคิด แต่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางกลับแตะเบาๆ ที่รอยขีดข่วนเล็กๆ บนแก้มของไป๋เฉิน พร้อมกับกระซิบเสียงแผ่วเบาที่ได้ยินกันเพียงสองคน
"สำนักเรา... ไม่อนุญาตให้คนนอกรังแกเจ้า... แต่ถ้าเจ้ายังกล้าก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้อีก คืนนี้... เจ้าจะได้คุกเข่าสำนึกผิดที่หน้าตำหนักเหมันต์จนถึงรุ่งสางแน่"
คำพูดนั้นทำเอาหัวใจของไป๋เฉินกระตุกวูบ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากหยอกเย้ากลับไป จู่ๆ มิติอากาศเหนือลานฝึกก็เกิดรอยร้าวสีดำสนิทขึ้นอย่างกะทันหัน!
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทปกปิดใบหน้า ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายโลหิตและกระบี่มารโบราณที่ทรงพลังจนฟ้าดินแปรปรวน และเป้าหมายของมัน... คือการพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของมู่หรั่นชิงที่กำลังเผลอตัวในระยะประชิด!
"ระวัง!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันยาวนานนี้ ร่วมก้าวข้ามขอบเขตแห่งเซียนไปพร้อมกับหมึกทองคำข้ามภพนะครับ
ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ•ตอนที่ 8
ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยอิจฉา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!