รอยร้าวสีดำบนผืนนภาดุจดั่งรอยแผลเป็นบนใบหน้าของทวยเทพ ขยายตัวกว้างขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สะเทือนลึกถึงแก่นวิญญาณ มู่หรั่นชิงยืนนิ่งค้างอยู่เบื้องหน้าเรือนพักไผ่เขียว ปลายเรียวคิ้วของนางขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม ดาบน้ำแข็งในฝักสั่นระริกส่งเสียง "กริ๊ง... กริ๊ง..." ดั่งเตือนภัยจากขุมนรก แต่นางกลับไม่อาจละสายตาจากเด็กหนุ่มผู้ยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทีสบายอารมณ์ได้เลย
ไป๋เฉินยกมือขึ้นประสานท้ายทอย ดวงตาคู่คมทอดมองรอยแยกบนท้องฟ้าด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ราวกับสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องบนไม่ใช่ภัยพิบัติล้างโลก แต่เป็นเพียงก้อนเมฆไร้สาระก้อนหนึ่งเท่านั้น
"อาจารย์... รอยแตกนั่นช่างอุจาดตาเสียจริง ท่านว่าศิษย์ควรขึ้นไปซ่อมแซมให้มันสักหน่อยดีหรือไม่ครับ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เจือความกวนประสาทอย่างมิอาจปิดบัง
"หุบปากซะ ไป๋เฉิน!" มู่หรั่นชิงตวาดเสียงเย็นเยียบ กระแสจิตกดดันระดับก่อเกิดวิญญาณแผ่พุ่งออกรอบกายจนเกล็ดน้ำแข็งบนพื้นหญ้าแตกละเอียดเป็นผุยผง "นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น! พลังกดดันระดับนั้น... มันคือผู้เยี่ยมยุทธ์จากแดนศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน หรือไม่ก็สัตว์อสูรบรรพกาลที่หลุดพ้นจากพันธนาการ!"
ไป๋เฉินถอนหายใจเบาๆ เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ร่างระหงของนางอย่างออาจหาญ กลิ่นอายจางๆ ของป่าไผ่และกลิ่นหอมสะอาดบริสุทธิ์จากกายของเด็กหนุ่มโชยเข้าแตะนาสิกของเซียนสาว จนพวงแก้มขาวเนียนของนางเผลอชะงักไปชั่วลมหายใจหนึ่ง
"โธ่... อาจารย์ผู้สูงส่งของศิษย์ เหตุใดจึงขี้ตกใจเช่นนี้เล่าครับ" ไป๋เฉินโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ใบหูเรียวเล็กของนาง จนมู่หรั่นชิงรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่รินรดอยู่ข้างแก้ม "ต่อให้ท้องฟ้าถล่มลงมาต่อหน้า ต่อให้ทวยเทพนับหมื่นชักกระบี่ลงมาหมายเอาชีวิต... ตราบใดที่ศิษย์ผู้นี้ยังยืนอยู่ข้างกายท่าน ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องเส้นผมของท่านแม้แต่เส้นเดียว"
หัวใจของมู่หรั่นชิงกระตุกวูบอย่างรุนแรง นางสะบัดหน้าขวับกลับมาหมายจะตำหนิความบังอาจของศิษย์ตัวแสบผู้นี้ แต่ทว่า... ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองกลับเหลือเพียงแค่คืบเดียว ดวงตากลมโตคู่คมของไป๋เฉินสะท้อนภาพใบหน้าอันเย็นชาของนางไว้ได้อย่างชัดเจน ในแววตานั้นไม่มีความเกรงกลัวต่ออำนาจใดๆ ในใต้หล้า มีเพียงประกายระยิบระยับคล้ายดวงดาวที่กำลังหยหยอกล้อความรู้สึกของนางอยู่
"เจ... เจ้า... ถอยไปนะ!" มู่หรั่นชิงผลักอกของเขาออกด้วยพลังปราณเบาๆ แต่มันกลับไร้ผล ไป๋เฉินไม่เพียงไม่ถอยหลัง แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดตัวนางยิ่งขึ้น จนแผ่นหลังบางของนางชนเข้ากับเสาเรือนไม้ไผ่
นี่คือวันแรกของการเป็นศิษย์... แต่วิถีเซียนนับร้อยปีของนาง กลับไม่เคยมีตำราเล่มใดสอนวิธีรับมือกับ "ปีศาจตัวน้อย" ที่กล้าอาจหาญถึงเพียงนี้มาก่อน!
"อาจารย์หน้าแดงแล้วนะครับ..." ไป๋เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงล้อเลียน มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ "หรือว่าน้ำแข็งพันปีบนยอดเขาเหมันต์สวรรค์แห่งนี้ จะเริ่มละลายเพราะความอบอุ่นจากศิษย์คนนี้เสียแล้ว?"
"เหลวไหลที่สุด!" มู่หรั่นชิงกัดริมฝีปากแน่น ความเยือกเย็นที่นางสั่งสมมานานแรมปีพังทลายลงในชั่วพริบตา ใบหน้าที่เคยไร้ความรู้สึกบัดนี้กลับมีริ้วสีแดงระเรื่อลามเลียไปจนถึงใบหู นางยกมือขึ้นหมายจะใช้ฝ่ามือพิฆาตตบสั่งสอนเด็กน้อยปากกล้าผู้นี้สักที แต่ทว่าก่อนที่ฝ่ามือเรียาดั่งหยกขาวจะทันได้สัมผัสร่างของเขา
*เปรี้ยงงงง!*
เสียงฟ้าคำรามดังสนั่นหวั่นไหว รอยร้าวสีดำบนท้องฟ้าพลันฉีกกว้างออกเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ แสงสีม่วงเข้มสาดส่องลงมาจากเบื้องบน ราวกับมีม่านประตูมิติโบราณกำลังเปิดออก และสิ่งที่พุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกนั้น... ไม่ใช่เงาของสัตว์อสูร หรือพลังปราณของผู้เยี่ยมยุทธ์
แต่มันคือ "กระบี่โบราณ" เล่มหนึ่ง ที่สลักลวดลายมังกรทองและหงส์เพลิง ด้ามจับพันด้วยผ้าแพรสีเลือด พุ่งดิ่งลงมาปักลงตรงกลางลานฝึกยุทธ์หน้าเรือนพักไผ่เขียวอย่างรุนแรง แรงปะทะทำให้พื้นศิลาแกร่งแตกร้าวเป็นใยแมงมุม พลังปราณโบราณอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านกดทับจนยอดเขาเหมันต์สวรรค์ทั้งลูกสั่นสะเทือน!
มู่หรั่นชิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พลังปราณนั้น... นางจำมันได้จากคัมภีร์ลับของสำนัก มันคือ "กระบี่บรรพกาลสุริยัน" อาวุธวิเศษระดับเทวะที่สาบสูญไปเมื่อหมื่นปีก่อน เหตุใดมันจึงตกลงมาที่นี่?
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะก้าวเข้าไปตรวจสอบ ไป๋เฉินที่ยืนอยู่ข้างกายกลับหุบยิ้มขี้เล่นลงทันที แววตาคู่คมที่เคยพินิจพิเคราะห์นาง เปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันดั่งพญายม ประกายแสงสีทองอร่ามวาบผ่านนัยน์ตาของเขาชั่วเสี้ยววินาที
มือหนาของไป๋เฉินยื่นออกไปคว้าด้ามกระบี่บรรพกาลสุริยันที่ปักอยู่บนพื้นได้อย่างง่ายดาย ราวกับเขากำลังถือเพียงกิ่งไม้แห้ง หาใช่ศาสตราวุธสะท้านฟ้าดินไม่
"ไอ้พวกสวะจากแดนเทวะ... ตามรังควานไม่เลิกราจริงๆ สินะ" ไป๋เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ก่อนจะหันมามองมู่หรั่นชิงที่กำลังยืนแข็งค้างด้วยความตกตะลึง แล้วกระตุกยิ้มมุมปากเบาๆ พลางกล่าวว่า
"อาจารย์ครับ... ดูท่าว่าค่ำคืนแรกของเราที่เรือนพักไผ่แห่งนี้ คงจะไม่ได้นอนหลับอย่างสงบเสียแล้วกระมัง?"
ทันใดนั้นเอง เงาดำนับร้อยสายก็ปรากฏขึ้นรายล้อมรอบยอดเขาเหมันต์สวรรค์ พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังสะท้อนก้องฟ้า: *"ฮ่าๆๆๆ... ในที่สุดก็พบตัวเจ้าแล้ว มหาเทพกระบี่ไร้พ่าย! วันนี้คือวันตายของเจ้า!"*
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้าพเจ้า หวังว่าจะสนุกและตื่นเต้นไปพร้อมกันนะครับ
(นามปากกา: หมึกทองคำข้ามภพ)
ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ•ตอนที่ 5
เรือนพักไผ่เขียวกับค่ำคืนแรก
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!