ประกายสีโลหิตสะท้อนวับอยู่บนคมกระบี่เย็นเฉียบ ไอร้อนจากคาวเลือดคละคลุ้งตัดกับลมหนาวเหน็บแห่งยอดเขาเหมันต์สวรรค์ในพริบตาเดียว ปลายดาบที่จ่อแนบอยู่บริเวณต้นคอขาวผ่องของมู่หรั่นชิงส่งเสียงหวีดหวิวราวกับวิญญาณร่ำร้อง ทว่าสีหน้าของนางกลับมิได้ปรากฏความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงแววตาคู่คมที่ฉายประกายเยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปี นางปรายตามองเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ปกปิดใบหน้ามิดชิดผู้นั้นด้วยความดูแคลนระคนฉงน
"หัตถ์ทมิฬกลืนวิญญาณ... วิชาลับของแดนอสูร เหตุใดจึงมาปรากฏที่ยอดเขาเหมันต์สวรรค์ได้" เสียงหวานใสดังขึ้น ทว่าราบเรียบราวน้ำค้างแข็ง
เงาลึกลับหัวเราะในลำคออย่างแหบพร่า น้ำเสียงนั้นฟังดูคล้ายเสียงเหล็กเสียดสีกัน "สมเป็นถึงเซียนผู้ครองยอดเขา ประสาทสัมผัสยังคงเฉียบคม... น่าเสียดายที่คัมภีร์บรรพกาลในหอศิลาทิพย์หาได้มีใจรักตัวตนเช่นท่านไม่ วันนี้ข้ามาเพื่อสิ่งนั้น และชีวิตของเจ้าคือสิ่งกีดขวางที่จำเป็นต้องกำจัด!"
สิ้นเสียง เงาร่างนั้นก็ตวัดกระบี่เลือดหมายปลิดชีพมู่หรั่นชิงในคราเดียว ทว่า ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง...
*ฉัก!*
เสียงแหวกอากาศแหลมคมดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างสีขาวสายหนึ่งที่พุ่งทะยานเข้ามาประชิดดั่งภูตพราย รวดเร็วจนตาเปล่าแทบมองไม่ทัน ไป๋เฉินปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าศิษย์พี่ใหญ่ ปลายเท้าแตะลงบนยอดสนอย่างแผ่วเบา สองนิ้วเรียวยาวคีบคมกระบี่สีเลือดเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ราวกับกรงเล็บเหล็กกล้าที่ไร้ผู้ต้านทาน
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ ลมปราณอันกดดันที่แผ่ซ่านจากร่างของมือสังหารแดนอสูรถูกสลายไปในพริบตาด้วยแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
เงาลึกลับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลนออกมา "เป็นไปได้อย่างไร! เจ้า... เจ้าเป็นเพียงเด็กหนุ่มไร้รากปราณไม่ใช่หรือ เหตุใด..."
ไป๋เฉินแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งงดงามและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายอันตรายที่ชวนให้ใจสั่น เขากวาดสายตามองมือสังหารด้วยแววตาเย้ยหยัน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึกถึงกระดูกดำ
"ไร้รากปราณแล้วอย่างไร? หรือท่านคิดว่าสุนัขรับใช้จากแดนอสูร จะมีสิทธิ์มาเหยียบย่างบนดินแดนที่ข้าดูแลอยู่โดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางกระนั้นหรือ..."
น้ำเสียงของไป๋เฉินราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับหนักแน่นประหนึ่งค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของคู่ต่อสู้ มือที่คีบกระบี่ออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย *เปรี๊ยะ!* คมกระบี่โลหิตถึงกับปรากฏรอยร้าวและแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงสะท้อนอันมหาศาลซัดกระหน่ำจนร่างของมือสังหารกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต
มู่หรั่นชิงมองแผ่นหลังกว้างของศิษย์น้องตัวแสบที่ยืนบังลมหนาวให้อย่างเงียบงัน หัวใจที่เคยเยียบเย็นมาตลอดหลายร้อยปีกลับไหววูบอย่างประหลาด ความรู้สึกอุ่นซ่านสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในอกโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัว นางเม้มริมฝีปากแน่นอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
"ระวังตัวด้วย วิชานี้มีพิษโลหิตสลายวิญญาณ หากโดนบาดแผลเพียงนิดเดียว..."
"ศิษย์พี่เป็นห่วงข้าหรือครับ?" ไป๋เฉินหันกลับมาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้พ่วงท้ายด้วยสายตาแพรวพราว แม้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เขาก็ยังไม่วายที่จะหยอกเย้าเซียนสาวผู้สูงส่งผู้นี้จนใบหูของนางขึ้นสีแดงเรื่ออย่างรวดเร็ว
"ใคร... ใครเป็นห่วงเจ้ากัน! อย่าหลงตัวเองให้มากนัก ไป๋เฉิน!" มู่หรั่นชิงรีบเบือนหน้าหนี ซ่อนความเขินอายไว้ภายใต้ใบหน้าเย็นชาตามเคย ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
"หึ! ปากแข็งเสียจริงนะศิษย์พี่..." ไป๋เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรู แววตาที่ทอประกายขี้เล่นเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความคมกริบดุจคมกระบี่ที่พร้อมจะสับ10,000ร่างให้แหลกเป็นจุล
"แก... เป็นใครกันแน่!" มือสังหารแดนอสูรคำรามด้วยความเคียดแค้น มันสะบัดมือเรียกคัมภีร์หนังมนุษย์สีดำทะมึนออกมาเล่มหนึ่ง อักขระโบราณนับพันลอยวนอยู่รอบกาย กลิ่นอายความชั่วร้ายแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งยอดเขาจนหิมะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท "ในเมื่อเจ้าขัดขวางแผนการใหญ่ของพวกเรา วันนี้แหละคือวันตายของพวกเจ้า!"
มือสังหารร่ายคาถาพร้อมกับซัดฝ่ามือพลังอสูรออกไป คลื่นพลังสีดำมืดมิดพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มันคือวิชาต้องห้ามที่ดึงเอาพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตรอบข้างมาเผาผลาญเพื่อเพิ่มอานุภาพการทำลายล้าง
ไป๋เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้หลบหนีหรือถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว มือขวาแบออก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์รวมตัวกันที่ปลายนิ้วกลายเป็นกระบี่โปร่งแสงที่มีลวดลายอัดแน่นด้วยอักษรโบราณอันทรงพลัง
"วิชาเดรัจฉาน... กล้าดียังไงมาแสดงต่อหน้ามหาเทพกระบี่ไร้พ่ายเช่นข้า"
เขากวัดแกว่งนิ้ววาดลวดลายกลางอากาศเพียงครั้งเดียว คลื่นกระบี่โปร่งแสงพุ่งแหวกม่านพลังสีดำทะลวงผ่านใจกลางคลื่นอสูรอย่างไร้แรงต้านทาน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนมาจากมิติเบื้องล่าง ราวกับวิญญาณนับล้านถูกฉีกกระชาก
*ฉับพลัน!*
ในจังหวะที่กระบี่ไร้ลักษณ์กำลังจะปลิดชีพมือสังหารแดนอสูรผู้นั้น พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสพลันมืดครึ้มลงในพริบตา เมฆสีเลือดม้วนตัวเป็นเกลียวพายุหมุนวนอยู่เหนือหัวของพวกเขา และสิ่งที่ทำให้แม้แต่ไป๋เฉินต้องขมวดคิ้วมุ่น ก็คือกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวสายใหม่ที่พุ่งทะลวงขึ้นมาจากรอยแยกของหุบเขาเบื้องล่าง... กลิ่นอายที่ทรงพลังยิ่งกว่ามือสังหารผู้นี้ไม่รู้กี่เท่าทวีคูณ!
และเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกาลเวลาก็ลอยมาตามสายลม...
*“ฮ่าๆๆ... คิดว่ากำจัดสุนัขเบิกทางได้แล้ว จะปลอดภัยอย่างนั้นหรือ? ไป๋เฉิน... เจ้ากลับชาติมาเกิดใหม่ได้ แต่ทว่าหนี้เลือดเมื่อพันปีก่อน ถึงเวลาต้องชำระแล้ว!”*
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครของเรามา ณ ที่นี้นะครับ
— หมึกทองคำข้ามภพ
ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ•ตอนที่ 15
เงาปริศนาจากแดนอสูร
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!