"ถอยไป!"
สุ้มเสียงที่ตื่นตระหนกจนหลุดจากการควบคุมของมู่หรั่นชิง ดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงถ้ำโบราณ ราวกับผลึกน้ำแข็งพันปีที่ร้าวราน นางใช้ร่างอันบอบบางแต่เปี่ยมด้วยพลังปราณตระการตาพุ่งเข้าขวางหน้าไป๋เฉินไว้ทันที ปลายกระบี่เหมันต์สวรรค์ในมือสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อความตาย ทว่ามันคือสัญชาตญาณดิบแห่งการเอาชีวิตรอดที่กรีดร้องเตือนภัยว่า บุรุษหน้ากากกระดูกอสูรเบื้องหน้านั้น... อยู่ในขอบเขตที่เหนือล้ำกว่าปุถุชนบนโลกหล้าไปไกลโข
ร,ร่างของบุรุษชุดคลุมสีทองลึกลับผู้หนึ่ง ก่อยก้าวออกมาจากม่านหมอกมิติเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับทำให้แผ่นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนราวมหาภัยพิบัติกำลังคืบคลาน ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากกระดูกอสูรสีชาด ลวดลายอักขระโบราณบนหน้ากากนั้นไหลวนด้วยโลหิตสีดำสนิท ส่งกลิ่นอายอเวจีที่กดทับวิญญาณของสิ่งมีชีวิตให้แทบแหลกสลาย
"อาจารย์... หลบไป"
เสียงกระซิบที่ข้างหูกลับราบเรียบและหนักแน่นอย่างประหลาด ไป๋เฉินยื่นมือเรียวยาวออกไปแตะที่หัวไหล่บางของสตรีผู้เป็นทั้งอาจารย์และดวงใจ เขารับรู้ได้ถึงความสั่นเทาภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์นั้น นางกำลังปกป้องเขา... ศิษย์ตัวแสบที่นางมักจะเอ็ด Vตะโกนใส่ด้วยความเกรี้ยวกราดเสมอมา ทว่าในยามความเป็นความตายมาอยู่ตรงหน้า หัวใจของเซียนสาวผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก กลับเลือกที่จะเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเพื่อปกป้องเด็กหนุ่มคนนี้
ไป๋เฉินก้าวข้ามผ่านร่างของนางขึ้นมาเผชิญหน้ากับมหาภัยพิบัติเบื้องหน้า ดวงตาคู่นคมกริบดุจดั่งกระบี่โบราณที่หลับใหลมานานนับหมื่นปีทอประกายเย็นเยียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความรำคาญใจที่ถูกขัดจังหวะในยามสำคัญ
"เจ้ากล้าดียังไง... มาขัดเวลาส่วนตัวของข้ากับอาจารย์?" ไป๋เฉินเอ่ยขึ้น รอยยิ้มมุมปากหยักลึกขึ้นเล็กน้อย ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความขบขันสิ้นเชิง
บุรุษหน้ากากกระดูกอสูรหยุดฝีเท้าลง ห่างออกไปเพียงสิบก้าว ไอสังหารรอบกายเขารวมตัวกันจนกลายเป็นพายุหมุนสีดำทมิฬ เสียงหัวเราะแหบแห้งราวยมทูตลอดกาลดังลอดออกมาจากใต้หน้ากาก "ฮ่าๆๆ... มหาเทพกระบี่ไร้พ่ายผู้ยิ่งใหญ่ ในยามนี้กลับต้องมาติดอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มไร้รากปราณ แถมยังทำตัวเป็นสุนัขรับใช้ใต้กระโปรงสตรี น่าสมเพช... ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!"
คำพูดนั้นทำ1ให้มู่หรั่นชิงชะงักงัน ดวงตาสง่างามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางหันขวับไปมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่นางเฝ้าอบรมสั่งสอนมาตลอดหลายปี คำว่า *'มหาเทพกระบี่ไร้พ่าย'* วนเวียนอยู่ในโสตประสาท มันคือฉายาของบรรพบุรุษผู้สร้างสำนักและพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเมื่อหลายหมื่นปีก่อน เหตุใด... เหตุใดศิษย์ตัวแสบของนางจึงถูกเอ่ยนามนี้?
"ดูเหมือนว่า... ความลับที่ข้าอุตส่าห์ปิดบังมานาน จะถูกสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งเห่าหอนออกมาเสียแล้วสิ" ไป๋เฉินถอนหายใจยาว แววตาฉายแววอำมหิตที่มู่หรั่นชิงไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ร่างกายของเขาเริ่มแผ่ซ่านละอองแสงสีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์แรกอรุณที่กำลังแผดเผาน้ำแข็งพันปี
"เฉิน... เฉินเอ๋อร์ เจ้าคือ..." มู่หรั่นชิงเอמהเสียงแผ่วเบา เรียวปากสั่นระริก ความรู้สึกมากมายตีรวนขึ้นมาในอก ทั้งความตกใจ ความไม่เข้าใจ และความหวาดหวั่นว่า ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในค่ำคืนนี้ จะเป็นเพียงภาพลวงตา
"อาจารย์ ฟังข้า..." ไป๋เฉินเอี้ยวตัวกลับมาเล็กน้อย ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความจริงใจล้ำลึกไปให้นาง "ไม่ว่าข้าจะเป็นใคร หรือผ่านภพชาติใดมา... หัวใจดวงนี้ของไป๋เฉิน มีเพียงท่านผู้เดียวมาโดยตลอด และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง"
คำสารภาพท่ามกลางวิกฤตการณ์อันคับขัน ทำให้หัวใจของมู่หรั่นชิงที่ถูกแช่แข็งมาทั้งชีวิตถึงกับหลอมละลาย น้ำตาใสๆ ไหลรินผ่านพวงแก้มเนียนนุ่ม นางไม่ใช่เซียนผู้สูงส่งไร้ความรู้สึกอีกต่อไป นางเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่มอบหัวใจทั้งหมดให้แก่บุรุษเบื้องหน้าผู้นี้แล้ว
"ฮ่าๆๆ ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง น่าเสียดายที่พวกเจ้า... จะต้องตายด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้!"
บุรุษหน้ากากกระดูกอสูรคำรามลั่น พลังปราณระดับกำเนิดจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์ระเบิดออกจนผนังถ้ำสั่นสะเทือน หินผานับพันตันร่วงหล่นลงมาปิดกั้นทางออกทุกด้าน บรรยากาศรอบตัวถูกบีบอัดจนแม้แต่อากาศก็ยังหายใจไม่ออก มันยกมือขึ้น วาดวงแขนกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นหอกโลหิตขนาดยักษ์พุ่งตรงเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
"ระวัง!" มู่หรั่นชิงกรีดร้องสุดเสียง ร่างกายขยับจะพุ่งเข้ามารับการโจมตีแทน
ทว่า... เร็วกว่าแสง เร็วกว่าความคิด
ไป๋เฉินก้าวเท้าถอยหลังหนึ่งก้าว มือขวาคว้าจับที่ว่างเปล่า ทันใดนั้น... ดาบไม้ไผ่ธรรมดาๆ เล่มหนึ่งที่เขาพกติดตัวมาตลอด ก็เปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้าจนแสบตา พลังปราณระดับมหาเทพที่ถูกผนึกไว้ในร่างถูกปลดปล่อยออกมาจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกมหาศาล สั่นคลอนไปถึงรากเหง้าของวิญญาณสวรรค์
เขายกดาบไม้ในมือขึ้นชี้ฟ้า ดวงตาคมกริบดุจอัสนีคำราม พร้อมเอמהด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่น่าเกรงขามถึงขีดสุด
"บังAอาจนัก... คิดรังแกคนของข้า เจ้าต้องถามกระบี่ในมือข้าเสียก่อน!"
คลื่นกระบี่สีทองสายหนึ่งพุ่งแหวกม่านหมอกและหอกโลหิตจนแหลกสลายเป็นจุล ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของบุรุษหน้ากากอสูรที่เพิ่งรู้ตัวว่า... พวกเขาไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มธรรมดา ทว่ากำลังท้าทายเงื้อมมือของมหาเทพผู้ไร้พ่ายตัวจริง!
แต่ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่สีทองกำลังจะทะลวงผ่านหน้ากากอสูรนั้นเอง เสียงหัวเราะเยือกเย็นของบุรุษปริศนาก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับรอยแยกมิติสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นเบื้องหลังของมู่หรั่นชิงอย่างไม่มีสัญญาณเตือน!
"ระวังข้างหลัง!"
________________________________________
ขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและบททดสอบอันยาวนานนี้ไป1ด้วยกันนะครับ
*หมึกทองคำข้ามภพ*
ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ•ตอนที่ 29
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์ในแดนลับแล
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!