“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิถีกระบี่ไร้พ่ายที่เจ้าภาคภูมิใจ จะสามารถต้านทาน ‘เพลิงโลกันตร์ทมิฬ’ ของข้าได้… ไป๋เฉิน”
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดุจมาจากขุมนรกโลึกดังสะท้านไปทั่วทั้งยอดเขาเหมันต์สวรรค์ แรงกดดันระดับมหาเทพมารแผ่ซ่านปกคลุมนภาจนเมฆหมอกแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด อณูไอเย็นที่เคยบริสุทธิ์ผุดผ่องบัดนี้ถูกกัดกร่อนด้วยกลิ่นอายความตายอันน่าสะพรึงกลัว สำนักเซียนอันเก่าแก่และทรงเกียรติกำลังสั่นคลอน ราวกับใบไม้แห้งที่เผชิญหน้ากับพายุทอร์นาโด
ไป๋เฉินยืนนิ่งอยู่บนแท่นศิลาจารึกอักขระโบราณ ร่างกายที่เพิ่งทะลวงผ่านขอบเขตพลังมาหมาดๆ ยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อมหันตภัยเบื้องหน้า ทว่าความทรงจำอันมืดดำจากภพชาติก่อนกำลังไหลทะลักเข้าสู่ห้วงสมองดุจทำนบแตก ภาพของสหายสนิทผู้เคยร่วมเป็นร่วมตาย เคียงบ่าเคียงไหล่ฟาดฟันอสูรบรรพกาลมาด้วยกันนับพันปี บัดนี้กลับยืนอยู่ ณ เบื้องตรงข้ามในฐานะ ‘ผู้ทรยศ’ ที่หมายปลิดชีพเขาเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ฟ้าดิน
“ตงหยาง… เจ้ายังกล้าเอ่ยถึงวิถีกระบี่ไร้พ่ายกับข้าอีกหรือ” ไป๋เฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นคมกริบฉายแววเจ็บปวดระคนเย้ยหยัน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่เดือดพล่าน “ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะละทิ้งคุณธรรมและเหยียบย่ำคำสัตย์สาบานแห่งมรรคาสวรรค์ วันนี้ข้าในฐานะอดีตสหาย… จะเป็นผู้ใช้กระบี่นี้ส่งเจ้ากลับคืนสู่หลุมศพที่เจ้าควรจะจากมา”
เบื้องล่างลงไป กองทัพมารจากใต้พิภพนับแสนตนส่งเสียงคำรามกึกก้องจนแผ่นดินไสะเทือน เลือดและเพลิงสีดำทะลักทลายค่ายกลป้องกันของสำนักเซียนทีละชั้น ประดุจเขื่อนกั้นน้ำที่พังทลายต่อหน้ากระแสน้ำป่าอันเชี่ยวกราก เหล่าศิษย์สำนักเหมันต์สวรรค์ต่างกระอักเลือดล้มตายระเนระนาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับไอหนาวเหน็บ สร้างบรรยากาศที่หดหู่และสิ้นหวังถึงขีดสุด
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดู รัศมีเย็นเยียบแผ่ขยายออกรอบกายสิบฟุต กระบี่น้ำแข็งร้อยลี้ในมือสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว มู่หรั่นชิงยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าศิษย์เอกของนาง ดวงตาคู่สวยที่เคยเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับฉายแววห่วงใยและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ไป๋เฉิน… ถอยไป” น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา แต่สั่นเครือเล็กน้อยในตอนท้าย
ไป๋เฉินเหลือบมองแผ่นหลังบอบบางที่ยืนบังลมหนาวให้เขา แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ มู่หรั่นชิงก็ยังคงเลือกที่จะปกป้องเขาไว้เบื้องหลัง ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นในทรวงอก ขับไล่ความหนาวเหน็บของเคล็ดวิชามารที่แผ่ซ่านเข้ามา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่เปี่ยมด้วยความจริงจังปรากฏขึ้นที่มุมปากของเด็กหนุ่ม
“ท่านอาจารย์… ท่านก็รู้ว่าศิษย์คนนี้ไม่เคยเชื่อฟังใคร ยิ่งเป็นคำสั่งให้ถอยหนี ยิ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัดเอาเสียเลยนะครับ” ไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ทว่าแววตากลับคมกลา wรราวกับพญาอินทรีจ้องเหยื่อ “อีกอย่าง… มันบังกล้าทำให้ท่านอาจารย์ต้องขมวดคิ้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศิษย์ในการสั่งสอนมันเถอะครับ”
ตงหยางในร่างบุรุษชุดเกราะโลหิตสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกักด้วยหน้ากากอสูร หัวเราะลั่นด้วยความสมเพช แววตาทอประกายความริษยาและแค้นเคืองอย่างรุนแรง
“Ego (อัตตา) สูงส่งไม่เปลี่ยนเลยนะ ไป๋เฉิน! เจ้าคิดว่าเจ้ายังเป็นมหาเทพผู้ทรงอำนาจคนเดิมหรือ? ร่างเนื้อที่อ่อนแอ ไร้รากปราณแต่กำเนิดเช่นนั้น ต่อให้เจ้าจะมีเคล็ดวิชาพิสดารเพียงใด ก็เป็นได้แค่กิ้งก่าที่พยายามท้าทายมังกรเท่านั้น!”
สิ้นเสียง ตงหยางสะบัดมือขวา หอกเพลิงโลกันตร์ความยาวสามวาพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียง แรงลมจากการแหวกอากาศกรีดผิวกายจนเกิดรอยแผลซิบ มุ่งตรงเข้าปักอกของไป๋เฉินอย่างไร้ความปรานี
“ระวัง!” มู่หรั่นชิงอุทานเบาๆ ร่างของนางเคลื่อนไหวราภูตพราย กระบี่น้ำแข็งร้อยลี้ตวัดสร้างกำแพงน้ำแข็งหนาทึบซ้อนกันถึงเก้าชั้นเพื่อรับการโจมตี
*เปรี้ยง! เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว!*
กำแพงน้ำแข็งทั้งเก้าชั้นแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา แรงปะทะสะท้อนกลับจนมู่หรั่นชิงกระอักโลหิตสีแดงสดออกมาคำโต ร่างเพรียวบางเซถอยหลังไปหลายก้าว ดวงตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนก พลังของอดีตสหายผู้ทรยศผู้นี้ก้าวล้ำไปไกลเกินกว่าขอบเขตเซียนทั่วไปแล้ว มันได้กลืนกินวิญญาณบรรพกาลเพื่อยกระดับพลังจนถึงขั้นที่แทบจะไร้เทียมทาน
“อาจารย์!” ไป๋เฉินพุ่งเข้าไปประคองร่างของนางไว้ อ้อมแขนที่โอบกอดสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกและอาการสั่นเทาของหญิงสาว หัวใจของเขาเจ็บแปล๊บราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ความโกรธเกรี้ยวระดับเผา 0 พลาญฟ้าดินระเบิดออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
“ข้าไม่เป็นไร…” มู่หรั่นชิงฝืนกล่าว นางใช้กระบี่ค้ำยันพื้นดินไว้ ดวงตาคู่คมจ้องมองศิษย์เอกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ออร่าสีทองเจิดจ้าผสมผสานกับไอสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของไป๋เฉิน บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวราวกับมิติแตกสลาย นี่ไม่ใช่พลังของเด็กหนุ่มวัยรุ่นทั่วไป แต่มันคือ ‘ผนผนึกจิตวิญญาณเดิม’ ที่กำลังถูกปลดปล่อยทีละน้อย
ไป๋เฉินค่อยๆ วางร่างของนางลงอย่างทะนุถนอม เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ แผ่นหลังที่เคยดูสำมะเลเทเมากลับตั้งตรงสง่างามราวกับกระบี่เล่มยาวที่ชักออกจากฝัก ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้เหล่ากองทัพมารนับแสนต้องคุกเข่าลงโดยสัญชาตญาณ
“ตงหยาง… เจ้าทำให้ข้าต้องใช้ ‘วิชานั้น’ จนได้”
เสียงของไป๋เฉินดังก้องกังวาน ราวกับเสียงประกาศิตจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า อักขระโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศรอบตัวเขา หมุนวนเป็นวงโคจรดุจดาราจักร ท้องนภาที่เคยเป็นสีเลือดพลันมืดสนิท ก่อนที่สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์เส้นมหึมาจะผ่าลงมาตรงใจกลางสำนักเซียน
ตงหยางที่เคยยโสโอหัง บัดนี้ใบหน้าใต้หน้ากากอสูรซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาตั้งแต่ชาติภพก่อนแล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ร่างกายของมันสั่นสะท้านเมื่อตระหนักว่า… มหาเทพผู้ไร้พ่ายไม่ได้สูญหายไปไหน แค่หลับใหลรอเวลาตื่นขึ้นมาทวงคืนทุกสิ่ง
ทว่า… ในวินาทีที่ไป๋เฉินกำลังจะยกมือขึ้นวาดกระบี่พิฆาตสวรรค์ ทันใดนั้นเอง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากมิติที่บิดเบี้ยวเบื้องหลังมู่หรั่นชิงอย่างไม่มีใครคาดคิด ดาบมารสีดำสนิทเล่มหนึ่งจ้วงแทงทะลุผ่านหน้าอกของหญิงสาวอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ เลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์
ดวงตาของไป๋เฉินเบิกกว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อบุคคลที่ลงมือลอบสังหารอาจารย์ของเขา… ไม่ใช่ใครอื่น ไกล แต่มันคือเงาในกระจกที่สะท้อนใบหน้าของตัวเขาเองในอดีตชาติ!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้กันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- หมึกทองคำข้ามภพ -
ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ•ตอนที่ 31
ทัพปีศาจบุกโลกันตร์
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!