เสียงอึงอลของเหล่าศิษย์นับหมื่นชีวิตบนลานประลองสำนักสะท้านปฐพีราวกับคลื่นทะเลคลั่งที่ซัดสาดเข้าใส่แนวผาหิน ทว่าใจกลางมรสุมแห่งเสียงเหล่านั้น กลับมีร่างหนึ่งกำลังยืนหาวหวอดใหญ่อย่างไม่เกรงอกเกรงใจฟ้าดิน ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งคล้ายคนอดนอนมาสามวันสามคืน ไป๋เฉินในชุดศิษย์สีขาวสะอาดสะอ้าน บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกรุบ เสียงหาวของเขาสะท้อนก้องผ่านกระแสลมปราณที่แฝงไว้ด้วยความกวนประสาท จนทำให้ผู้อาวุโสคุมกฎที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์สูงถึงกับคิ้วกระตุก เส้นเลือดบนขมับปูดโปนด้วยความโกรธ
"เจ้าเด็กสารเลว... บังอาจนัก! นี่คือลานประลองคัดเลือกอันศักดิ์สิทธิ์ เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมข้างทางหรืออย่างไร ถึงได้ทำกิริยาต่ำทรามเช่นนี้!" เสียงคำรามด้วยความโมโหของผู้อาวุโสเผิงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณถูกปล่อยออกมาเพื่อกดทับร่างของเด็กหนุ่มให้คุกเข่าลงต่อหน้าสาธารณชน
ไป๋เฉินเพียงแค่กะพริบตาปริบๆ เขายกมือขึ้นแคะหูเบาๆ ราวกับเสียงของผู้อาวุโสเป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวันรำคาญใจ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเกียจคร้าน ดวงตาคู่คมกวาดตามองไปยังอัฒจันทร์ฝั่งยอดเขาเหมันต์สวรรค์ ที่ซึ่งร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกคุมกาย นั่งนิ่งสงบดั่งรูปปั้นน้ำแข็ง มู่หรั่นชิง... อาจารย์ผู้เย็นชาของเขา แม้ใบหน้านั้นจะไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ แต่ไป๋เฉินผู้รู้ทันย่อมสังเกตเห็นประกายความระaอในแววตานั้นวูบหนึ่ง
'อาจารย์คงคิดในใจว่าศิษย์ตัวแสบคนนี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวเสียจริง... แต่ไม่เป็นไร ข้าจะแสดงให้ท่านเห็นว่า ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ข้าก็ยังสามารถยืนหลับตาตบหน้าอัจฉริยะพวกนี้ได้สบายๆ' ไป๋เฉินรำพันในใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม
"เรียนผู้อาวุโสเผิง" ไป๋เฉินประสานมือคารวะอย่างขอไปที น้ำเสียงเนิบนาบแต่กังวานก้องไปทั่วสารทิศ "ข้าน้อยเพียงแต่ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เมื่อคืนมัวแต่ศึกษาคัมภีร์กระบี่ของสำนักจนดึกดื่น จึงเผลอหาวออกมาด้วยความอ่อนเพลีย หากทำให้ท่านผู้อาวุโสระคายเคืองหู ข้าต้องขออภัยด้วย... จริงๆ นะครับ"
คำแก้ตัวหน้าตายไร้ยางอายนี้ทำให้เหล่าศิษย์สายตรงและอัจฉริยะจากยอดเขาต่างๆ ที่นั่งรอประลองอยู่ถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหมั่นไส้ หนึ่งในนั้นคือ 'เฟิงเทียน' ศิษย์เอกแห่งยอดเขาอัคคีสวรรค์ ผู้ครอบครองวิชาเพลิงกาฬสะท้านภพ เขาก้าวเท้าออกมาจากแถวด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
"ไอ้ขยะไร้รากปราณ!" เฟิงเทียนแค่นAหัวเราะเยาะหยัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความดูแคลน "เจ้าคงคิดว่าการทำตัวเป็นตัวตลกจะช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากการตายในสนามประลองสินะ? ดี! ในเมื่อรอบแรกข้า 'เฟิงเทียน' ต้องจับฉลากมาพบกับเจ้า ข้าจะสอนให้เจ้ารู้ซึ้งเองว่า นรกบนดินที่แท้จริงมันเป็นเช่นไร!"
สิ้นเสียงของเฟิงเทียน เสียงฮือฮาก็ดังระเบิดขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างรู้ดีว่าเฟิงเทียนอยู่ในขอบเขตแก่นแท้ลมปราณขั้นสมบูรณ์แล้ว พลังเพลิงของเขาแผดเผาได้แม้กระทั่งเหล็กไหล การที่เด็กหนุ่มไร้รากปราณอย่างไป๋เฉินต้องมาเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับนี้ในรอบแรก มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน ผนังหินผาจะบดขยี้ไข่ให้แตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
มู่หรั่นชิงที่นั่งอยู่เบื้องบน เม้มริมฝีปากบางเฉียบเข้าหากันเล็กน้อย นิ้วเรียวดั่งหยกขาวที่วางอยู่บนที่วางแขนเกร็งแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้มนמהความเย็นชาจะปกคลุมนาง แต่หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งบึงน้ำแข็ง กลับมีระลอกคลื่นแห่งความกังวลไหววูบ แม้นางจะรู้ว่าศิษย์รักผู้นี้มีความลับซ่อนอยู่มากมาย แต่คู่ต่อสู้คือเฟิงเทียนผู้เหี้ยมโหด... หากพลาดพลั้งขึ้นมา นางไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถควบคุมความโกรธจนบันดาลโทสะทำลายล้างสำนักแห่งนี้ได้หรือไม่
ไป๋เฉินหันไปสบตากับมู่หรั่นชิงพอดี เขาไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับส่งยิ้มพราวเสน่ห์และขยิบตาให้ศิษย์พี่ใหญ่... เอ๊ย อาจารย์สาวผู้เย็นชาหนึ่งที ราจะบอกว่า 'โปรดวางใจ ศิษย์รักของท่านผู้นี้จะจัดการเจ้าไก่ย่างตัวนี้ให้สุกพอดีคำเพื่อเป็นอาหารว่างของท่าน'
มู่หรั่นชิงเกือบจะเผลอตวัดสายตาดุใส่ หากนางไม่ติดภาพลักษณ์ผู้นำยอดเขา นางคงลุกขึ้นไปฟาดก้นเจ้าเด็กทะลึ่งคนนี้สักทีสองทีแล้ว
"เฮ้ เจ้าไก่ย่างสีแดง" ไป๋เฉินหันกลับมามองเฟิงเทียนด้วยสีหน้ายียวน รอยยิ้มจางๆ ประดับบนริมฝีปาก "เจ้าจะยืนเบ่งกล้ามอีกนานไหม? ข้าเริ่มง่วงนอนจริงๆ แล้วนะ ถ้าจะสู้ก็รีบเข้ามา ข้ายังมีนัดไปจิบชากับอาจารย์หลังการประลองอีก"
"ตายเสียเถอะไอ้สุนัขบ้า!"
เฟิงเทียนบันดาลโทสะจนขีดสุด พลังเพลิงสีชาดระเบิดออกจากร่างราวกับภูเขาไฟปะทุ อุณหภูมิบนลานประลองพุ่งสูงขึ้นจนศิษย์รอบข้างต้องถอยร่นด้วยความร้อนระอุ เขาก้าวเท้าทะยานร่างพุ่งเข้าใส่ไป๋เฉินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ฝ่ามือเพลิงหลอมโลหะถูกเงื้อมเงาออกหมายปลิดชีพเด็กหนุ่มให้ดับดิ้นภายในกระบวนท่าเดียว
มวลอากาศรอบตัวแหลกสลายเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันพุ่งทะยานเสียดฟ้า ทว่าท่ามกลางพายุเพลิงที่กำลังถาโถมเข้ามาหมายกลืนกินร่างของไป๋เฉิน เด็กหนุ่มกลับยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ลุ่มลึกดั่งห้วงจักรวาล ดำมืด เยียบเย็น และเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันไร้ขอบเขตที่ถูกเก็บงำไว้มาเนิ่นนาน
เท้าขวาของเขาขยับถอยหลังเพียงครึ่งก้าว มือซ้ายไขว้หลัง มือขวาแบออกหลวมๆ ราวกับกำลังรอรับสายลมยามเช้า มิใช่การเผชิญหน้ากับยอดฝีมือผู้บ้าคลั่ง
"วิชาเพลิงกาฬถล่มปฐพี!" เฟิงเทียนคำรามลั่น ฝ่ามือเพลิงพุ่งตรงเข้าประชิดอกของไป๋เฉินในระยะห่างไม่ถึงคืบ รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏบนใบหน้าของเฟิงเทียน เพราะเขาเชื่อมั่นว่าในระยะประชิดนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเดียวกันก็ไม่มีทางหลบพ้น
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้นเอง ไป๋เฉินก็ขยับ
ไม่มีใครมองทันว่าเขาเคลื่อนไหวอย่างไร ร่างของเด็กหนุ่มพลันเลือนรางดั่งภาพมายา ฝ่ามือเพลิงของเฟิงเทียนทะลุผ่านร่างเงาของไป๋เฉินไปอย่างไร้การปะทะ!
"ภาพติดตาขั้นสูง!" ผู้อาวุโสหลายคนบนอัฒจันทร์ถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างแทบถล่นออกจากเบ้า
"เจ้า... หาเจ้าหนูอยู่ไหน?!" เฟิงเทียนหน้าถอดสี สัญชาตญาณการต่อสู้เตือนภัยวิกฤตถึงขีดสุด เขารีบหมุนตัวกลับพร้อมปล่อยคลื่นเพลิงรอบทิศทางเพื่อป้องกันตัว
"เจ้าช้าเกินไป... ยิ่งกว่าเต่าคลานเสียอีกนะ"
เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงมัจจุราชดังขึ้นที่ข้างหูของเฟิงเทียน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ต้นคอ พร้อมกับปลายนิ้วเรียวยาวของไป๋เฉินที่แตะเบาๆ ลงบนจุดชีพจรสำคัญกลางแผ่นหลังของเฟิงเทียน
เปรี๊ยะ!
เสียงกระดูกลั่นดังสนั่น ร่างของเฟิงเทียนแข็งค้างกลางอากาศ พลังเพลิงทั้งหมดที่สะสมมาพังทลายลงในพริบตา ราวกับเขื่อนกั้นน้ำที่ถูกเจาะรูด้วยเข็มเล่มเดียว ดวงตาของเฟิงเทียนเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เลือดสดๆ พ่นทะลักออกจากปากย้อมชุดสีแดงฉาน ก่อนที่ร่างอันไร้เรี่ยวแรงจะร่วงหล่นกระแทกพื้นลานประลองเสียงดังสนั้น ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วลานประลองนับหมื่นชีวิต ทุกคนต่างอ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ไม่มีใครคาดคิดว่าการประลองที่คิดว่าจะจบลงด้วยความตายของเด็กหนุ่ม กลับพลิกผันกลายเป็นการล้มยักษ์ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวโดยที่ไป๋เฉินยังไม่ได้ชักกระบี่ออกมาด้วยซ้ำ!
บนยอดเขาเหมันต์สวรรค์ มู่หรั่นชิงเผลอยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามราวน้ำแข็งพันปีละลายกลายเป็นดอกไม้แรกแย้มในฤดูใบไม้ผลิ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่มันก็งดงามหยาดเยิ้มจนภูผาและสายธารต้องยอมสยบ
ทว่า... ก่อนที่เสียงโห่ร้องหรือความตกใจจะทันได้เปล่งออกมาจากปากของเหล่าผู้ชม ท้องฟ้าเหนือลานประลองก็พลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นเกลียวพายุขนาดยักษ์ สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมากลางลานประลองอย่างไร้สัญญาณเตือน แรงกดดันจากฟ้าดินระดับมหาเทพกดทับลงมาจนทุกคนต้องทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว
ร่างเงาสลัวลางสายหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าสีทองคำ รัศมีแห่งความน่าเกรงขามแผ่ซ่านไปทั่วทั้งนิกาย พร้อมกับเสียงกังวานดั่งระฆังทองคำที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนทุกคน
"ฮ่าๆๆ... ไม่นึกเลยว่าผ่านไปร้อยปี 'มหาเทพกระบี่ไร้พ่าย' ที่ข้าตามหา จะมาแอบซ่อนตัวอยู่ในสำนักเล็กๆ แห่งนี้เองหรอ! ไป๋เฉิน... เจ้าจงส่งดวงจิตบรรพกาลมาให้ข้าเสียดีๆ!"
— ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุแห่งโชคชะตานี้ไปด้วยกันนะครับ — หมึกทองคำข้ามภพ
ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ•ตอนที่ 21
เปิดฉากศึกสำนักสะท้านปฐพี
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!