"ข้าขอคัดค้าน!"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังสะท้อนก้องกังวานทั่วลานพิธีเบื้องหน้ามหาวิหารเซียนเจ็ดดารา แรงกดดันจากพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุหมุน จนเหล่าศิษย์สายในที่ยืนอยู่โดยรอบต่างต้องถอยกรูดด้วยความตื่นตระหนก สายตาทุกคู่พากันจับจ้องไปยังร่างโปร่งบางในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอย่างพร้อมเพรียง
ไป๋เฉินมิได้สะท้านสะเทือนต่อสายตานับหมื่นคู่ที่มองมา เขายังคงยืนไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายๆ มุมปากประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดั่งเช่นเคย ทว่าแววตาทอประกายคมกริบประดุจกระบี่เซียนที่เพิ่งได้รับการขัดเกลาจนหลุดพ้นจากฝัก
บนลานประลองหยกขาวสลักลวดลายมังกรหงส์ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักพยัคฆ์สวรรค์หรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ออกจากร่างจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว เขากวาดสายตามองเด็กหนุ่มเบื้องล่างด้วยความรู้สึกดูแคลนระคนฉุนเฉียว
"ไป๋เฉิน... เจ้าเป็นเพียงศิษย์สายในตัวเล็กๆ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สำนักได้ไม่นาน แถมยังมีรากปราณพิการขั้นต่ำ งานประลองยุทธประจำรอบร้อยปีของเจ็ดสำนักใหญ่ในครั้งนี้ คือเวทีแห่งเกียรติยศและเลือดเนื้อของยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ การที่เจ้าออกปากกล่าววาจาอวดดีเช่นนี้ รังแต่จะนำความอับอายมาสู่ยอดเขาเหมันต์ของเจ้าเสียเปล่าๆ"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นจากกลุ่มศิษย์สำนักอื่น หลายคนกระซิบกระซาบกันอย่างสนุกปาก บ้างก็ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้สติวิปลาสไปแล้ว บ้างก็ว่าเขาเพียงต้องการเรียกร้องความสนใจจากอาจารย์ของตน—มู่หรั่นชิง เซียนสาวผู้เย็นชาไร้พ่าย
ทว่า ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า หัวใจของมู่หรั่นชิงที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ประธานฝั่งยอดเขาเหมันต์ กำลังเต้นระรัวราวกับกลองศึก ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยราตุรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตาคู่งามของนางจับจ้องแผ่นหลังของศิษย์ตัวแสบด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งกังวล หวงแหน และ... ความเชื่อมั่นอย่างลึกล้ำที่นางไม่เคยมีให้แก่ผู้ใดมาก่อน
ไป๋เฉินแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแม้จะแผ่วเบา แต่กลับดังชัดเจนในโสประสาทของทุกคน เขาก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันรอบตัวพลันมลายหายสิ้น ราวกับภูเขาไท่ซานถูกปัดเป่าด้วยปลายนิ้ว
"อับอายงั้นหรือ?" ไป๋เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักพยัคฆ์สวรรค์อย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว "เกียรติยศที่ได้มาจากการหลบอยู่หลังเงาของผู้อื่น ข้าไป๋เฉินไม่เคยชายตาแล แต่วันนี้... ในฐานะตัวแทนแห่งยอดเขาเหมันต์ ข้าจะใช้กระบี่ในมือของข้าประกาศให้ฟ้าดินประจักษ์ว่า ยอดเขาเหมันต์มิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะมาดูแคลนได้!"
สิ้นคำพูด ร่างของไป๋เฉินก็พลันเลือนราง หายวับไปจากจุดเดิมด้วยความเร็วที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตกำเนิดจิตวิญญาณยังแทบจับสัมผัสไม่ได้!
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่น แรงลมจากการเคลื่อนไหวสร้างรอยแยกบนพื้นหยกขาวลึกหลายชั่วศอก ไป๋เฉินปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศเหนือลานประลอง ปราณกระบี่สีครามเข้มพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วราวกับมังกรฟ้าคำราม มันไม่ใช่เคล็ดวิชาธรรมดา แต่เป็นวิชากระบี่โบราณที่สาบสูญไปนับหมื่นปี—*กระบี่สลายวิญญาณเก้าสวรรค์*!
ผู้อาวุโสสูงสุดสำนักพยัคฆ์สวรรค์หน้าเปลี่ยนสีทันที เขารีบยกกระบี่คู่กายขึ้นต้านทานตามสัญชาตญาณ ทว่าอานุภาพความกดดันที่ถาโถมเข้ามากลับหนักหน่วงราวดาราตกใส่ร่าง กระบี่ในมือสั่นสะเทือนจนร้าวราน
*ตูม!*
ร่างของผู้อาวุโสระดับสูงกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว พื้นรองเท้าบดขยี้หยกขาวจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง โลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกจากมุมปากของเขา แววตาทอประกายความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด เด็กหนุ่มผู้นี้... มีพลังยุทธ์ที่แท้จริงอยู่ในระดับใดกันแน่?
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วทั้งลานพิธี เหล่าเจ้าสำนักและผู้อาวุโสจากทั้งเจ็ดสำนักต่างลุกขึ้นยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด พวกเขาไม่อาจเชื่อสายตาตนเองว่า ศิษย์ผู้น้องผู้ไร้รากปราณในอดีต บัดนี้กลับสามารถซัดผู้อาวุโสระดับสูงจนกระอักเลือดได้ด้วยการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียว
มู่หรั่นชิงหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อซ่อนประกายความยินดีในดวงตา เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความเย็นชาดุจน้ำแข็งร้อยลี้ก็กลับมาทาบทับใบหน้าดังเดิม แต่มือเรียวบางที่กำด้ามกระบี่น้ำแข็งข้างกายกลับบีบแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด นางลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์สีขาวปลิวไสวตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย
"ในเมื่อศิษย์ของข้า... ประกาศตัวเป็นตัวแทนยอดเขาเหมันต์แล้ว" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน "ผู้ใด... ยังมีความเห็นเป็นอื่นอีกหรือไม่?"
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันรุนแรงที่กดทับทวีปทั้งทวีปให้สั่นสะเทือน เหล่าผู้อาวุโสสำนักอื่นต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ
ไป๋เฉินแย้มยิ้มกว้าง หันกลับไปมองอาจารย์สาวผู้สูงส่งของตนด้วยแววตาพราวระยับราวกับเด็กน้อยที่กำลังรอคำชมจากมารดา ทว่าก่อนที่เขาจะได้กล่าววาจาหยอกเย้าใดๆ ออกมา ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยแจ่มใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ
*ครืนนน—!*
เสียงคำรามกึกก้องจากห้วงมิติที่อยู่สูงขึ้นไปนับหมื่นลี้ดังสะเทือนเลื่อนลั่น เมฆทมิฬหนาทึบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดุจภาพวาดพู่กันที่ถูกแต้มด้วยหมึกสีดำมืดมิด สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์ผ่าผ่าแหวกม่านเมฆลงมาตรงจุดที่ไป๋เฉินยืนอยู่พอดิบพอดี!
มู่หรั่นชิงหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก นางอุทานออกมาเบื้องลึก "ทัณฑ์สวรรค์... ไฉนจึงรวดเร็วปานนี้!"
ไป๋เฉินแหงนมองท้องฟ้า แววตาที่เคยขี้เล่นพลันแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังและดุดัน รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย ในขณะที่แสงสีทองสว่างวาบจนกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เสียงก,กรามของมิติที่ฉีกขาดก็ดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างลึกลับผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกแห่งกาลเวลา...
— ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุแห่งโชคชะตานี้ไปด้วยกันนะครับ — หมึกทองคำข้ามภพ
ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ•ตอนที่ 20
ประกาศกร้าวงานประลองใหญ่
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!