วิศวกรดวงดาวปะทะผู้คุมกฎแห่งความเงียบ•ตอนที่ 16

ในดินแดนที่ไร้กฎหมาย

ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
เสียงคำรามต่ำทุ้มของเครื่องยนต์ไอออนที่สำลักเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนเหลว คือดนตรีประกอบเดียวที่เรามีในความเวิ้งว้างเบื้องล่าง พื้นผิวดวงจันทร์รหัส XF-99 พุ่งเข้าหาห้องนักบินด้วยความเร็วที่ไม่อาจแก้ไขด้วยระบบอัตโนมัติ "ระบบนำทางล่มสลายเจ็ดสเปอร์เซ็นต์ เอเลียส ถ้าคุณยังไม่ดึงคันโยกควบคุมแรงขับกลับเข้าสู่พิกัดแนวราบ อีกสามสิบวินาทีเราจะกลายเป็นแค่อุกกาบาตชิ้นใหม่ของดาวเคราะห์ซากศพดวงนี้" น้ำเสียงของวาเลนเรียบสนิท แต่มันเจือด้วยความตึงเครียดระดับวิกฤตที่สะท้อนผ่านแววตาซึ่งสะท้อนแสงสีส้มจากหน้าจอคอนโซล เธอไม่ได้ตื่นกลัว ผู้คุมกฎแห่งศูนย์บัญชาการดวงดาวไม่เคยรู้จักความตื่นกลัว มีเพียงการคำนวณความน่าจะเป็นของความตายที่กำลังกระชั้นเข้ามาทุกขณะ ผมไม่ตอบ ผมใช้ปลายนิ้วสัมผัสแผงวงจรหลักที่กำลังร้อนจัดจนส่งกลิ่นฉุนของแผงระบายความร้อนไหม้เกรียม ภาพนิมิตในหัวของผมกำลังเต้นเร่า โครงสร้างเวลาของดวงจันทร์ดวงนี้ซ้อนทับกันอยู่สามเลเยอร์ เลเยอร์หนึ่งคืออดีตที่เคยเป็นฐานทัพลับ เลเยอร์ที่สองคือปัจจุบันที่รกร้างไร้อากาศ และเลเยอร์ที่สาม... คือบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้เปลือกดาว *ครืน...* แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเขย่าโครงสร้างยานจนน็อตไทเทเนียมหลุดกระเด็นกระดอนในห้องนักบินไร้แรงโน้มถ่วง วาเลนเอื้อมมือมาคว้าข้อมือผมไว้ แรงบีบจากปลายนิ้วของเธอมั่นคงและเด็ดเดี่ยว แม้ถุงมืออวกาศจะกั้นกลาง แต่มันส่งผ่านความร้อนรุ่มบางอย่างที่ตัดผ่านความหนาวเหน็บของสุญญากาศภายนอก "อย่าใช้มัน" วาเลนกระซิบ เสียงของเธอต่ำลง แววตาคมกริบมองตรงเข้ามาในดวงตาผม "ฉันรู้ว่าคุณกำลังดึงพลังงานจากจิตนิมิตมาช่วยคำนวณวิถีลงจอด เอเลียส... สมองของคุณจะไม่เหลือแม้แต่เซลล์ประสาทที่ดี หากคุณยังฝืนเชื่อมต่อกับสนามแม่เหล็กโบราณนั่น" "ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น เราทั้งคู่จะสลายกลายเป็นฝุ่นผงก่อนที่จะได้รู้ด้วยซ้ำว่า 'ประตูบานที่สาม' ที่ถูกเปิดออกในชั้นใต้ดินของฐานทัพนั้นมันคืออะไร" ผมตอบกลับ เสียงเรียบสนทนากลับด้วยความเยือกเย็นพอกัน แต่ผมไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสจากเธอ ผมดึงคันโยกเข้าหาตัวสุดแรง เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันจนแสบแก้วหู ยานสำรวจรุ่นเก่ากระแทกเข้ากับพื้นผิวดวงจันทร์ร้างอย่างรุนแรงจนฝุ่นธุลีสีเทากระจายตัวเป็นวงกว้าง ไร้เสียงก้องกังวานในสุญญากาศ มีเพียงแรงกระแทกที่ส่งตรงถึงกระดูกสันหลัง ก่อนที่ทุกอย่างจะนิ่งสนิท เหลือไว้เพียงสัญญาณไฟฉุกเฉินสีแดงก่ำที่กะพริบสะท้อนผนังห้องโดยสาร ห้องนักบินตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของพวกเราทั้งสองคน วาเลนผ่อนลมหายใจยาว เธอปล่อยมือจากข้อมือผมอย่างช้าๆ แล้วหันไปตรวจสอบสถานะพลังงานบนหน้าจอหลัก ใบหน้าของเธอนิ่งเรียบราวกับรูปสลักหินอ่อน แต่เหงื่อกาฬที่ซึมอยู่ตามขมับบ่งบอกว่าเธอเพิ่งผ่านขอบเหวแห่งความตายมาหมาดๆ "เราลงจอดนอกพิกัดเป้าหมายสามกิโลเมตร และตัวถังด้านขวาเสียหายหนัก เกินกว่าจะซ่อมแซมให้เสร็จทันก่อนที่พลังงานสำรองจะหมดในอีกสี่สิบชั่วโมง" วาเลนสรุปสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงเป็นมืออาชีพ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก "คุณบอกว่าฐานทัพใต้ดินอยู่ใกล้ที่สุดใช่ไหม เอเลียส?" ผมปลดเข็มขัดนิรภัยออก ขยับไหล่ที่เคล็ดเล็กน้อยจากการกระแทก ก่อนจะหยิบประแจควอนตัมขึ้นมาเหน็บไว้ที่เข็มขัด "มันไม่ได้แค่ใกล้ที่สุดวาเลน แต่มันคือที่เดียวที่เราจะหาชิ้นส่วนตัวนำยิ่งยวดยุคก่อนสงครามดวงดาวมาเปลี่ยนแทนระบบขับเคลื่อนที่พังไปได้ และ..." ผมเว้นจังหวะ หันไปมองหน้าเธอตรงๆ "มันคือที่เดียวกับที่ 'มัน' กำลังขึ้นมา" วาเลนหันขวับมามองผม แววตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินคำพูดของผมด้วยเหตุและผล เธอกลอกตามองแผนผังโครงสร้างใต้ดินที่ดึงขึ้นมาบนจอฉายภาพโฮโลแกรม นิ้วเรียวยาวแตะลงที่สัญลักษณ์เตือนภัยสีแดงเข้มที่กระพริบอยู่ชั้นลึกสุด "บันทึกของศูนย์บัญชาการระบุว่า ชั้นใต้ดินระดับสามถูกปิดตายด้วยรหัสความปลอดภัยระดับสูงสุดมานานกว่าสองร้อยปี ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรอดชีวิตจากสภาวะขาดออกซิเจนและรังสีในระดับนั้นได้" วาเลนแย้งด้วยน้ำเสียงเชิงวิเคราะห์ตามตำราของเธอ "สิ่งที่คุณเรียกว่า 'มัน' อาจเป็นแค่ระบบระบายอากาศอัตโนมัติที่ทำงานผิดพลาดจากการเสื่อมสภาพของวัสดุ" ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขยับชุดอวกาศให้เข้าที่แล้วหยิบหมวกนิรภัยมาถือไว้ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ความสนุกสนานโดยสิ้นเชิง "คุณเชื่อในกฎเกณฑ์และระบบระเบียบของศูนย์บัญชาการมากเกินไปวาเลน จนลืมไปว่ากฎหมายถูกเขียนขึ้นโดยคนที่หวาดกลัวสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ" ผมก้าวเข้าไปใกล้เธอจนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นอายความดื้อรั้นและอิสรภาพจากตัวผมปะทะเข้ากับระเบียบวินัยอันเคร่งครัดของเธอ "ถ้ามันเป็นแค่ระบบระบายอากาศ... ทำไมอุณหภูมิความร้อนใต้พื้นดินถึงสูงขึ้นสามองศาเซลเซียสทุกๆ สิบนาทีล่ะครับ?" วาเลนชะงักไป ดวงตาคู่คมจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาผม ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของเธอ แต่ความลังเลชั่วขณะที่ฉายชัดในแววตานั้นคือคำตอบว่าเธอเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างผ่านเซ็นเซอร์ของชุดเช่นกัน "เตรียมตัวให้พร้อม เราต้องออกไปข้างนอก" ผมพูดตัดบท หันไปเปิดประตูห้องแอร์ล๊อกเพื่อรับบรรยากาศภายนอกที่ไร้อากาศ ประตูห้องแอร์ล๊อกเปิดออกเผยให้เห็นทัศนียภาพอันเวิ้งว้างและเย็นยะเยือกของดวงจันทร์ร้าง แสงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าสีดำสนิทราวกับเศษเพชรที่ถูกโปรยปรายลงบนกำมะหยี่สีดำ เบื้องหน้าของเราคือซากปรักหักพังของอาคารวิจัยโบราณที่ฝังตัวอยู่ใต้เนินทรายสีเทา ปล่องทางเข้าสีดำสนิทอ้าปากกว้างรอรับผู้มาเยือน ราวกับอุโมงค์ที่เชื่อมต่อไปสู่ขุมนรก เราก้าวเท้าลงเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ แรงโน้มถ่วงต่ำทำให้ทุกย่างก้าวลอยตัวขึ้นเล็กน้อย ผมเดินนำหน้าโดยมีวาเลนก้าวตามมาติดๆ ในระยะคุ้มกัน ปืนพกเลเซอร์พลังงานสูงในมือของเธอถูกปลดเซฟตั้งแต่ออกจากยาน เราเดินฝ่าความเงียบงันอันน่าอึดอัดมาจนถึงปากปล่องทางเข้าฐานทัพ อากาศรอบตัวหนาวจัดจนหน้าจอแสดงผลบนหมวกเตือนระดับวิกฤต แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่ความหนาวเหน็บภายนอก... มันคือรอยเท้า รอยเท้าขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบการลงน้ำหนักแปลกประหลาด ไม่ใช่ของมนุษย์ และไม่ใช่ของหุ่นยนต์สำรวจรุ่นใดๆ ที่เคยถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูล รอยเท้านั้นลากยาวจากความมืดมิดภายในอุโมงค์พุ่งตรงออกมาสู่พื้นผิวดวงจันทร์ และที่สำคัญที่สุด... ขอบของรอยเท้ายังคงมีไอน้ำระเหยกลายเป็นผลึกน้ำแข็งจิ๋วๆ ลอยตัวอยู่ในสุญญากาศ นั่นหมายความว่า... มันเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้เอง ผมยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้วาเลนหยุดเดิน เธอกระชับปืนในมือทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง สายตากวาดมองไปรอบตัวด้วยสัญชาตญาณของทหารผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่ต่ำก็ดังขึ้นในหูฟังของชุดอวกาศ มันไม่ใช่เสียงจากระบบของพวกเรา แต่เป็นสัญญาณเรดาร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวระยะประชิดที่ดังมาจาก *ข้างหลัง* ของวาเลนเอง วาเลนหันขวับกลับไปพร้อมกับลำแสงเลเซอร์ที่ส่องกราดไปยังเงาดำทึบของซากยานที่จอดอยู่ห่างออกไปสามสิบเมตร แสงไฟฉายจากชุดอวกาศของเธอสาดส่องผ่านความมืด และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึกทันที ร่างในชุดอวกาศรุ่นโบราณของกองกำลังพิทักษ์ดวงดาว กำลังยืนพิงซากยานอยู่... แต่ศีรษะของร่างนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป หมวกนิรภัยแตกละเอียดจากภายในราวกับถูกบางอย่างระเบิดจากข้างในสมอง และที่น่ากลัวที่สุดคือ ดวงตาของศพนั้น... กำลังเบิกโพงจ้องมองมาที่เรา ทั้งที่ชีพจรบนหน้าจอแสดงผลของชุดระบุชัดเจนว่า หัวใจของมันหยุดเต้นไปตั้งแต่สองร้อยปีที่แล้ว ศพนั้นขยับริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนที่เสียงแหบพร่าคล้ายเสียงคลื่นวิทยุถูกรบกวนจะดังแทรกเข้ามาในคลื่นความถี่ส่วนตัวของผมและวาเลน *"พวกมัน... หนีไม่พ้นหรอก..."* ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความเวิ้งว้างนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรดวงดาวปะทะผู้คุมกฎแห่งความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%