วิศวกรดวงดาวปะทะผู้คุมกฎแห่งความเงียบ•ตอนที่ 10

ความลับในเนบิวลาสีคราม

ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
เสียงก้องสะท้อนจากระบบสังเคราะห์เสียงในห้องควบคุมยานสำรวจยังคงแขวนค้างอยู่ในบรรยากาศสุญญากาศ รังสีสีครามจากเนบิวลาเบื้องหน้าสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างห้องนักบิน ทาบทับใบหน้าของเอเลียสให้กลายเป็นสีนํ้าเงินเข้มราวกับห้วงสมุทรลึก ขณะที่ปลายนิ้วของเขายังคงค้างอยู่เหนือแผงควบคุมหลัก *"ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ... ผู้สร้างทั้งสอง"* คำพูดนั้นไม่ได้มาจากระบบนำทางอัตโนมัติ มันเป็นเสียงที่ถูกเข้ารหัสไว้ด้วยคลื่นสมองมนุษย์ยุคโบราณ—รหัสพันธุกรรมที่ไร้ซึ่งฐานข้อมูลในสารบบของศูนย์บัญชาการดวงดาว "คุณคิดว่ามันหมายถึงอะไร..." วาเลนเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดทับหัวใจ น้ำเสียงของเธอยังคงความราบเรียบและเยือกเย็นตามวิสัยของผู้คุมกฎ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับไหววูบสะท้อนแสงสีครามของเนบิวลาอย่างชัดเจน เธอยืนกอดอกอยู่เบื้องหลังเอเลียส ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่ถึงช่วงแขน ทว่าความหวาดระแวงและแรงดึงดูดประหลาดกลับสร้างแรงโน้มถ่วงจำลองขึ้นมาเองโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องจักร เอเลียสไม่หันกลับไปมอง เขายังคงจ้องมองภาพโฮโลแกรมสามมิติที่กำลังหมุนวนอยู่กลางห้อง มันคือซากโครงสร้างขนาดยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านก๊าซไอออน เป็นสถาปัตยกรรมล้ำยุคที่ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลากว่าแสนปี แต่กลับยังคงพลังงานงานบางอย่างเอาไว้ได้อย่างน่าสะพรึงกลัว "มันหมายความว่า ระบบกฎระเบียบที่คุณพยายามปกป้องด้วยชีวิต... เป็นเพียงเรื่องโกหกคำโตที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดจุดเริ่มต้นต่างหากล่ะครับ วาเลน" เอเลียสตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เฉียบคม เขาหันกลับมาสบตาเธอนิ่ง แววตาของวิศวกรหนุ่มเต็มไปด้วยความท้าทายและความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง "พวกเราไม่ได้เป็นผู้ค้นพบจักรวาลนี้... แต่เราเป็นแค่ผลผลิตจากสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" วาเลนขมวดคิ้วเล็กน้อย ความตึงเครียดในกล้ามเนื้อกรามของเธอบ่งบอกถึงความพยายามในการควบคุมสติอารมณ์ "ระวังคำพูดของคุณด้วย เอเลียส การบิดเบือนประวัติศาสตร์ของสหพันธ์ดวงดาวมีโทษถึงประหารชีวิต... และหน้าที่ของผมคือการรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามภาพหลอนในนิทานปรัมปราของคุณ" "ภาพหลอนเหรอครับ?" เอเลียสหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "ถ้ามันเป็นแค่ภาพหลอน ทำไมชีพจรของคุณถึงเต้นเร็istขึ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เราก้าวเข้ามาในเขตสนามพลังนี้ล่ะครับ ผู้คุมกฎ" วาเลนชะงักไปชั่วขณะ เธอนิ่งเงียบเพื่อประเมินสถานการณ์ ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องควบคุมก่อนจะตัดสินใจเดินเข้ามาประชิดแผงควบคุมหลัก ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือสีดำกดลงบนคีย์บอร์ดเรืองแสงเพื่อเรียกดูข้อมูลดิบจากเซ็นเซอร์ระยะไกล ทันใดนั้น ภาพโฮโลแกรมตรงหน้าก็ขยายใหญ่ขึ้น เผยให้เห็นพิกัดภายในของซากอารยธรรมที่ถูกลบเลือน มันไม่ใช่ยานอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่มันคือ "ห้องทดลองกำเนิดจิตสำนึก" ขนาดยักษ์ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ใจกลางความมืดมิด บรรยากาศภายในห้องควบคุมเริ่มลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว ระบบปรับอากาศอัตโนมัติส่งเสียงฮัมเบาๆ ราวกับกำลังเตือนภัยถึงสิ่งแปลกปลอมที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ทั้งเอเลียสและวาเลนต่างนิ่งงันเมื่อตระหนักได้ว่า พลังงานที่ขับเคลื่อนซากอารยธรรมนี้ไม่ได้มาจากแบตเตอรี่ฟิวชัน แต่มาจาก... "จิต" ของสิ่งมีชีวิต "ระบบสแกนชีวภาพกำลังทำงาน..." เสียงสังเคราะห์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เสียงบันทึก แต่มันตอบสนองแบบเรียลไทม์ตามการเคลื่อนไหวของพวกเขา *“ตรวจพบรหัสพันธุกรรมที่ตรงกัน... อนุญาตให้เข้าสู่เขตหวงห้ามระดับศูนย์... ประตูนิรภัยกำลังเปิดออก”* สิ้นเสียงนั้น พื้นห้องใต้เท้าของทั้งคู่ก็เกิดแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ประตูโลหะทรงกลมขนาดมหึมาที่ถูกผนึกด้วยสนิมอวกาศและสนามแม่เหล็กมาเนิ่นนานค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินยาวเหยียดที่ทอดตัวลึกเข้าไปในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวๆ จากระบบฉุกเฉินสำรองเท่านั้นที่กะพริบต้อนรับการมาเยือนของพวกเขา วาเลนชักปืนพลาสม่าออกจากซองข้างเอวอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณนักรบของเธอกรีดร้องเตือนภัย แม้ว่าสมองส่วนเหตุผลจะบอกว่านี่คือการละเมิดกฎ แต่ความอยากรู้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งกลับฉุดรั้งเธอไว้ไม่ให้ถอยหลัง "คุณแน่ใจนะว่าเราควรเดินเข้าไปข้างในนั้น" วาเลนเอ่ยเสียงกระซิบ ดวงตาจับจ้องไปยังความมืดเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง "ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่ผู้คุมกฎควรมีนะครับ วาเลน" เอเลียสพูดพลางหยิบอุปกรณ์สแกนภาคสนามขึ้นมาถือไว้ในมือ แววตาของเขาฉายประกายความมุ่งมั่นอย่างประหลาด "บางครั้ง... คำตอบที่เราตามหามาทั้งชีวิต อาจจะรออยู่หลังประตูบานนั้นก็ได้" เขาก้าวเท้าออกไปก่อนเป็นคนแรก รองเท้าบูทหนักๆ กระทบกับพื้นโลหะส่งเสียงก้องกังวานในความเงียบ วาเลนกัดริมฝีปากแน่นเล็กน้อยก่อนจะก้าวตามเข้าไปติดๆ แผ่นหลังกว้างของวิศวกรหนุ่มคือสิ่งเดียวในตอนนี้ที่คั่นกลางระหว่างเธอกับความลับอันดำมืดของจักรวาล ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปตามทางเดินแคบๆ ผนังสองข้างเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้และความเสียหายจากอาวุธพลังงานโบราณ รอยไหม้สีดำสนิทและรอยขีดข่วนลึกบ่งบอกว่าที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์นองเลือดหรือความโกลาหลครั้งใหญ่เมื่อแสนปีก่อน จนกระทั่งพวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าห้องโถงกลางขนาดใหญ่ ศูนย์กลางของซากอารยธรรมนี้ กลางห้องโถงนั้น มีแท่นบูชาโปร่งแสงลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือพื้น บนแท่นมีวัตถุลักษณะคล้ายผลึกแก้วสีดำสนิทขนาดเท่ากำปั้น มันกำลังส่งเสียงฮัมต่ำๆ ในคลื่นความถี่ที่ทำให้สมองของมนุษย์รู้สึกปวดแปลบ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พวกเขาลืมหายใจ รอบๆ แท่นผลึกแก้วนั้น มีร่างของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์นับสิบร่างนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ ร่างกายของพวกมันถูกเคลือบด้วยสารเคมีใสจนกลายเป็นฟอสซิลอมตะ สภาพสมบูรณ์ราวกับเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวานนี้ แต่วาเลนสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ เธอก้าวเข้าไปใกล้ร่างฟอสซิลร่างหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปปัดฝุ่นละอองอวกาศออกจากหน้าอกของซากศพนั้น ป้ายชื่อโลหะขนาดเล็กที่ติดอยู่บนเครื่องแบบโบราณสลักตัวอักษรภาษาเก่าแก่ที่เธออ่านออกได้อย่างชัดเจน "นี่มัน..." วาเลนอุทานออกมาเสียงสั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด "นี่คือ... รายชื่อคณะผู้บริหารสูงสุดรุ่นแรกของสหพันธ์ดวงดาว... คนที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามร้อยปีก่อน" เอเลียสเดินเข้าไปยืนเคียงข้างเธอ สายตากวาดมองป้ายชื่ออื่นๆ ไล่เรียงกันไปจนกระทั่งเขาไปสะดุดตากับป้ายชื่อสุดท้ายที่อยู่บนแท่นผลึกแก้วใจกลางห้อง ลมหายใจของวิศวกรหนุ่มสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน บนป้ายชื่อนั้น... สลักชื่อของบุคคลที่เขาคุ้นเคยดีที่สุด บุคคลที่ทิ้งร่องรอยการหายตัวไปอย่างปริศนาเมื่อสิบปีก่อน และเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขาเลือกเดินเข้ามาสู่เส้นทางอันตรายนี้ "พ่อ..." เอเลียสพึมพำออกมาเบาหวิว เสียงนั้นขาดหายไปในลำสุญญากาศ ในวินาทีนั้นเอง ผลึกแก้วสีดำกลางห้องโถงก็เปล่งแสงวาบสีแดงฉานขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสียงสังเคราะห์ระบบเปลี่ยนเป็นโทนเสียงต่ำและเย็นเยียบก้องกังวานไปทั่วห้อง *“ยินดีต้อนรับสู่การทดลองรอบที่แปดหมื่นสี่พัน... เอเลียส และ... ผู้คุมกฎแห่งกฎระเบียบ”* ร่างฟอสซิลของคณะผู้บริหารที่ควรจะตายไปแล้วนับร้อยปี ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพร้อมกันช้าๆ ดวงตาสีดำสนิทไร้แววชีวิตของพวกเขากวาดมองตรงมาที่คนทั้งสอง ก่อนที่ร่างหนึ่งจะลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของเอเลียสพังทลายลงในพริบตา "ลูกรัก... พ่อรอวันที่แกจะมาปลดปล่อยพวกเรา... นานเกินไปแล้ว" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องห้วงสุญญากาศไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรดวงดาวปะทะผู้คุมกฎแห่งความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%