"ผมต้องการความโปร่งโล่ง สบายตา และไม่มีอะไรมารบกวนสมาธิ"
เสียงของศิลาก้องกังวานอยู่ในห้องประชุมขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วยความอึดอัดที่เขาสร้างขึ้นเอง อดีตนักธุรกิจผู้เคยชูคออยู่บนยอดปิรามิดแห่งความสำเร็จ บัดนี้กำลังนั่งหลังค่อมอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิท ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความระแวงและร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการถูกกาลเวลาและบาปกรรมกัดกิน
นารายังคงนิ่งสงบ เธออยู่ในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม ปลายเล็บเรียวยาวแตะลงบนแท็บเล็ตในมืออย่างแผ่วเบา ราวกับพญาเสือดาวที่กำลังหยอกล้อกับเหยื่อในกรงขังที่นางเป็นคนออกแบบเอง
"มินิมอล... คือสิ่งที่คุณต้องการใช่ไหมครับ คุณศิลา" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เยือกเย็น และเจือรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา มันคือรอยยิ้มที่เคยถูกเขาปัดตกครั้งแล้วครั้งเล่าในอดีต รอยยิ้มของภรรยาผู้ไร้ตัวตนในบ้านหลังใหญ่โต
ศิลาขยับตัวด้วยความอึดอัด พื้นที่ห้องตัวอย่างถูกจำกัดด้วยผนังปูนเปลือยที่เว้นระยะอย่างไร้ความปรานี แสงไฟนีออนสีขาวนวลสาดส่องลงมาจากมุมแคบๆ ของเพดาน สร้างเงาทอดตัวยาวที่ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ก้นหลุมศพ
"ใช่... แบบนั้นแหละ ผมไม่อยากให้มีอะไรมารบกวนความทรงจำที่แตกกระซ่านซเซ็นของผมอีก" ศิลาพึมพำ มือสั่นเทาเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำ แต่นิ้วของเขากลับคว้างอยู่กลางอากาศเมื่อพบว่าโต๊ะทำงานตัวเล็กแคบเกินกว่าจะวางสิ่งใดเพลินมือได้ พื้นที่รอบตัวถูกบีบอัดจนเขารู้สึกหายใจไม่ออก
"สถาปัตยกรรมไม่ได้มีไว้แค่เพื่อการอยู่อาศัยนะครับ คุณศิลา..." นาราเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นคมกริบดั่งใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำแข็ง "แต่มันคือเครื่องมือในการสะท้อนตัวตน... และบางครั้ง มันก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อลงทัณฑ์"
ศิลาชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัด เขากวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง โทนสีเทาหม่นและขาวโพลนไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบดังที่มินิมอลควรจะเป็น ตรงกันข้าม... ผนังห้องกลับลาดเอียงเข้าหาตัวทีละน้อยในมุมองศาที่คำนวณมาอย่างแม่นยำ มันคือภาพลวงตาทางสายตาที่ทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางรู้สึกเหมือนกำแพงกำลังขยับเข้ามารlบกัดพื้นที่ยืนทีละนิด
"ทำไม... ทำไมมันถึงรู้สึกแคบลงล่ะ?" ศิลาถาม เสียงของเขาแหบพร่า เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม "คุณนารา... คุณออกแบบบ้าอะไรเนี่ย ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในโลงศพ?"
นาราลุกขึ้นยืนช้าๆ รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นปูนเกิดเสียงก้องกังวาน เธอเดินเข้าไปใกล้ชายผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจเธอจนแหลกสลาย กลิ่นน้ำหอมเย็นยะเยือกโชว์ความเหนือกว่า ลอยปะทะจมูกของศิลาจนเขารู้สึกหายใจไม่ออก
"คุณจำไม่ได้หรอกหรือครับ..." นาราโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเขา น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของมัจจุราช "นี่คือขนาดพื้นที่ห้องใต้หลังคา... ห้องที่คุณเคยขังฉันไว้เมื่อสามปีก่อน ตอนที่ฉันขอร้องให้คุณมองหน้าฉันแค่เพียงสักครั้ง... ตอนที่คุณบอกว่าฉันเป็นแค่สิ่งกีดขวางในชีวิตของคุณ"
ศิลาเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ภาพความทรงจำที่เลือนรางพังทลายลงมาดั่งเขื่อนแตก ความเย่อหยิ่งทระนงตนในอดีตถูกแผดเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน เขามองหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวระคนสำนึกผิด นี่ไม่ใช่แค่การรีโนเวทสำนักงาน แต่มันคือห้องสอบสวนทางจิตวิทยาที่เธอใช้ทวงคืนทุกหยาดน้ำตา
"นารา... ผม..." ศิลาอ้าปากพะงาบๆ คำแก้ตัวนับร้อยที่เคยเตรียมไว้ติดอยู่ลำคอ พูดไม่ออกสักคำเมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานี
"ไม่ต้องรีบร้อนหรอกครับคุณศิลา..." นาราถอยหลังกลับไปยืนที่เดิม ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก "นี่เป็นแค่บทแรกของสถาปัตยกรรมแห่งความลวงเท่านั้น พื้นที่ตรงนี้จะบีบอัดคุณลงเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะจำความเจ็บปวดทุกวินาทีที่ฉันเคยได้รับได้จนหมดสิ้น"
เสียงประตูกระจกด้านนอกเปิดออกอย่างกะทันหัน ขัดจังหวะบรรยากาศอันตึงเครียดภายในห้อง ศิลารีบหันไปมองด้วยความตกใจ เผื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์ใดมาช่วยฉุดเขาขึ้นจากขุมนรกนี้
ร่างเล็กของเด็กชายวัยราวสามขวบในชุดเอี๊ยมยีนส์วิ่งเตาะแตะเข้ามาในสำนักงาน ดวงตากลมโตและจมูกโด่งรั้นถอดแบบมาจากใครบางคนพิมพ์เดียวกัน เด็กน้อยถือหุ่นยนต์ของเล่นวิ่งตรงเข้ามาหานาราแล้วซบหน้าลงกับเรียวขาของเธอ
"คุณแม่ครับ... น้องคิมหันต์หิวแล้วครับ"
ศิลาช็อกค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางแสกหน้า หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อได้ยินสรรพนามนั้น ดวงตาคู่คมจ้องมองเด็กชายสลับกับใบหน้านิ่งสงบของอดีตภรรยา สมองที่ว่างเปล่าพลันหมุนติ้วด้วยความจริงอันน่าตกใจที่เพิ่งกระจ่างชัด
นาราย่อตัวลงอุ้มเด็กชายขึ้นแนบอก ปลายนิ้วเรียวลูบกลุ่มผมนุ่มของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตสามีที่กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธออีกครั้ง พร้อมกับคำพูดประโยคสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในความเงียบงัน
"แนะนำให้รู้จักนะครับ... ลูกชายคนเดียวของคุณ... ผู้ที่จะมาเป็นเจ้าของมรดกและซากปรักหักพังทั้งหมดที่คุณสร้างขึ้น"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความแค้นนี้ไปด้วยกันนะครับ
มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 9
สถาปัตยกรรมแห่งความลวง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!