มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 12

ความลับใต้พื้นไม้

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงค้อนเหล็กตอกลงบนหัวตะปูตัวสุดท้าย ดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงันของห้องทำงานเก่า—สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นมุมโปรดของนารา ก่อนที่ความเย็นชาและการละเลยของศิลาจะแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นห้องเก็บเศษซากความทรงจำที่ถูกทิ้งขว้าง ศิลายืนอยู่กลางห้อง ฝุ่นผงละอองสีเทาลอยเคว้งคว้างตามแรงกระแทกของแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยคราบหยากไย่ สุขภาพกายที่ร่วงโรยตามวัยและภาระหนักอึ้งแห่งความผิดบาปในอดีต ทำให้แผ่นหลังที่เคยผึ่งผายของอดีตนักธุรกิจหนุ่มผู้หยิ่งผยอง บัดนี้โค้งงอลงรากฐานของความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ เขากำลังรื้อถอนพื้นไม้ปาร์เกต์เก่าคร่ำครึเพื่อปรับปรุงโครงสร้างใหม่ตามคำสั่งของนารา มัณฑนากรสาวผู้ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งในฐานะ ‘ผู้บัญชาการเกมการแก้แค้น’ นาราไม่ได้ใช้กำลัง ไม่ได้กรีดร้อง หรือเรียกร้องความยุติธรรมด้วยน้ำตาเหมือนในอดีต เธอกลับเลือกใช้ความเยือกเย็นและความสำเร็จของเธอเอง มาบีบให้เขาต้องก้มหัวทำตามทุกอย่างในบ้านหลังนี้ด้วยมือของเขาเอง “แค้ก... แค้ก...” ศิลาไอโขลกออกมาเบาๆ เมื่อฝุ่นไม้เก่าอายุหลายปีลอยเข้าจมูก มือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากการทำงานหนัก ใช้หลังปาดเหงื่อที่ไหลซึมตามขมับ เขาก้มลงมองแผ่นไม้ปาร์เกต์แผ่นสุดท้ายที่ถูกงัดขึ้นมา เผยให้เห็นช่องว่างมืดมิดใต้พื้นบ้าน—ช่องลับที่ถูกปิดตายไว้อย่างแนบเนียน กลิ่นอับของกาลเวลาและกระดาษเก่าโชยแตะจมูก ท่ามกลางความเงียบงัดที่มีเพียงเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นอย่างไร้เหตุผล ศิลานั่งคุกเข่าลงกับพื้นปูนซีเมนต์หยาบๆ สอดมือเข้าไปในช่องว่างมืดมิดนั้น นิ้วมือสัมผัสเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ห่อด้วยผ้าสักหลาดสีดำเก่าๆ เขาค่อยๆ ดึงมันออกมาอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าสิ่งนั้นจะสลายกลายเป็นผุยผงคามือ ผ้าสักหลาดถูกคลี่ออก เผยให้เห็นสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มเล่มหนา มุมปกเยินด้วยรอยขีดข่วนและคราบน้ำตาที่จางหายไปตามกาลเวลา ลายมือหวัดแต่สวยงามเป็นเอกลักษณ์บนหน้าปกเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำที่เริ่มซีดจาง—คำว่า *‘บันทึกของนารา’* ดวงตาของศิลาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเข้าอย่างจัง สมุดเล่มนี้... อยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่? และทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เลยว่าภรรยาของตนเองมีมุมที่ซ่อนเร้นเช่นนี้ เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก นิ้วมือสั่นเทาขณะพลิกเปิดหน้าแรกของสมุดบันทึก *‘วันที่ 14 มีนาคม... ฝนตกหนักอีกแล้ว และเขาก็กลับบ้านดึกเช่นเคย อาหารบนโต๊ะเย็นชาม and so is he (และตัวเขาก็เช่นกัน) ฉันนั่งมองเก้าอี้ว่างเปล่าฝั่งตรงข้าม พยายามบอกตัวเองว่านี่คือชีวิตแต่งงานที่ฉันเลือกเอง แต่ทำไมความเงียบถึงได้กัดกินหัวใจฉันจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแบบนี้’* ตัวอักษรแต่ละบรรทัดทำหน้าที่ดั่งมีดคมกริบที่กรีดลงบนความทรงจำที่ศิลาพยายามลบเลือน เขายังจำภาพตัวเองในวันนั้นได้ดี—วันที่เขากลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้าจากงาน มองข้ามภรรยาที่นั่งรออยู่หน้าโต๊ะอาหารอย่างไร้เยื่อใย ปัดคำทักทายด้วยความรำคาญ และเลือกที่จะขังตัวเองไว้ในโลกธุรกิจของตนเอง โดยไม่เคยเอะใจเลยว่า โลกทั้งใบของนารากำลังพังทลายลงช้าๆ เพียงเพราะความไร้หัวใจของเขา ศิลาพลิกหน้ากระดาษต่อไปอย่างรวดเร็ว ความหนาของสมุดบันทึกเล่มนี้บรรจุหยดน้ำตาและความโดดเดี่ยวหลายปีที่เขาไม่เคยใส่ใจ *‘วันที่ 22 สิงหาคม... วันนี้ฉันไปหาหมอ ผลตรวจยืนยันชัดเจนแล้ว ฉันกำลังตั้งครรภ์... ลูกของเรากำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ฉันตื่นเต้น ดีใจจนน้ำตาไหล แต่พอหันไปมองรอยยิ้มของตัวเองในกระจก ฉันกลับพบแต่ความหวาดกลัว ฉันจะบอกเขาอย่างไรดี? ในเมื่อสายตาที่เขามองมาที่ฉัน มันว่างเปล่าเสียจนไม่มีพื้นที่เหลือให้เด็กคนนี้เลย’* คำว่า *‘ตั้งครรภ์’* พุ่งเข้ากระแทกโสตประสาทของศิราอย่างรุนแรง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ สมองของเขาขาวโพลน ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ความทรงจำอันเลือนรางในอดีตพรั่งพรูเข้ามาในหัว สมัยนั้นนารามักจะมีอาการคลื่นไส้บ่อยครั้ง เธอมักจะเอามือกุมท้องด้วยความทะนุถนอม แต่เขากลับมองว่านั่นคือความอ่อนแอและเรียกร้องความสนใจ เขากล่าวหาว่าเธอมโนไปเอง และสั่งให้เธอกลับไปทำงานบ้านตามปกติโดยไม่เคยพาเธอไปหาหมอเลยสักครั้ง เด็กคนนั้น... ลูกของเขา... อยู่ที่ไหน? ศิลาพลิกกระดาษหน้าต่อไปด้วยความร้อนรน มือที่สั่นเทาจนแทบประคองสมุดไว้ไม่อยู่ น้ำตาของผู้ชายที่หยิ่งผยองที่สุดในปฐพีไหลรินลงอาบแก้มอย่างไร้ความอาย ความเยือกเย็นทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง พังทลายลงในพริบตาเดียวเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมากับมือ *‘วันที่ 5 พฤศจิกายน... ลูกจากฉันไปแล้ว... จากไปพร้อมกับความเย็นชาและอุบัติเหตุที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิด แต่ความประมาทของเขาก็พรากทุกสิ่งไปจากฉัน หัวใจของฉันตายไปพร้อมกับลูกในวันนั้น ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว มีเพียงความแค้น... ที่จะคอยหล่อเลี้ยงให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อทวงคืนทุกอย่างที่ฉันสูญเสีย’* ความมืดมนแผ่ซ่านไปทั่วห้องทำงานเก่า ศิลาหอบหายใจหนักหน่วง หยดน้ำตาหยดลงบนหน้ากระดาษจนตัวหมึกเริ่มละลายเลือนราง เขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก บาปกรรมที่เขาแบกรับไว้บนบ่าบัดนี้หนักอึ้งเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว เขาไม่ใช่แค่อดีสามีที่ไร้เยื่อใย แต่เขาคือฆาตกร... ฆาตกรที่พรากเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองไปอย่างไม่รู้ตัว ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นไม้ด้านนอกก็ดังขึ้น... *กริ๊บ... กริ๊บ...* ศิลาสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองไปยังประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง แสงไฟจากโถงทางเดินสะท้อนเงาร่างอันคุ้นเคยของหญิงสาวผู้ก้าวเข้ามาอย่างเยือกเย็นและสง่างาม นารายืนกอดอกพิงกรอบประตู ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นมองตรงมาที่เขาด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ เธอมองสมุดบันทึกในมือของเขา รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากถูกยกขึ้นอย่างเย้ยหยัน เป็นรอยยิ้มที่ส르มผสานทั้งความเจ็บปวดในอดีตและความสะใจที่ได้เห็นศิลาในสภาพยับเยินถึงขีดสุด “เจอแล้วสินะครับ... ความลับที่ฉันฝังไว้ใต้พื้นไม้หลังนี้” น้ำเสียงหวานทุศก์แต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันลงอย่างราบคาบ ศิลาอ้าปากค้างจะเอ่ยคำขอโทษ คำอ้อนวอน หรือแม้แต่คำสารภาพบาป แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อนาราขยับตัวหลีกทางให้พ้นจากกรอบประตู และเปิดทางให้บุคคลที่สาม—เด็กชายตัวน้อยวัยราวเจ็ดขวบ หน้าตาถอดแบบมาจากศิลาอย่างไร้ที่ติ ก้าวเท้าตามหลังเธอเข้ามาในห้อง พร้อมกับเอ่ยถามเสียงใสด้วยความสงสัย "คุณแม่ครับ... ผู้ชายคนนี้คือใครเหรอครับ ทำไมเขาถึงร้องไห้ล่ะครับ?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงลึกแห่งการชดใช้กรรมนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%