แฟ้มเอกสารสีชาสวมสันหนังอย่างดีถูกเลื่อนข้ามผ่านพื้นผิวกระจกใสเจียระไนของโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เสียงเนื้อกระดาษเสียดสีกับกระจกดังขึ้นเพียงแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของห้องประชุมเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง นาราไม่ได้มองหน้าเจ้าของมือที่ดันแฟ้มนั้นมาให้ เธอเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงเกลาแตะลงบนสันแฟ้ม ก่อนจะชักมือกลับอย่างนิ่มนวล ราวกับรังเกียจที่จะสัมผัสสิ่งของที่เปื้อนคราบมลพิษจากอดีต
"คุณแน่ใจแล้วหรือครับ นารา ว่าเกมกระดานนี้จะไม่ย้อนกลับมาแว้งกัดคุณเสียเอง"
เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายอีกคนดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง แสงไฟนีออนดัดสีส้มอ่อนที่สะท้อนจากตึกระฟ้าเบื้องล่างขับให้ใบหน้าคมคายของ 'ภาคิน' ดูลึกลับและอันตราย ภาคินคือทายาทตระกูลคู่แข่งทางธุรกิจที่ศิลาเคยเหยียบย่ำจนจมดินในอดีต รอยแผลเป็นจากความพ่ายแพ้ในวันนั้นยังคงประทับอยู่บนหางคิ้วของเขา เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าความแค้นไม่ใช่สิ่งที่จะเลือนหายไปได้เพียงเพราะกาลเวลา
นารายกถ้วยกาแฟเซรามิกสีดำสนิทขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วเข้มผสมผสานกับความขมปร่าบนปลายลิ้น ให้ความรู้สึกมั่นคงและเด็ดเดี่ยว เธอยังคงจำสายตาที่ศิลาเคยใช้มองเธอในวันที่เธอร้องขอความเห็นใจได้ดี สายตากลวงเปล่าที่มองเธอเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านหลังโต แต่วันนี้ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นกำลังถือคีมเหล็กเตรียมจะถอนรากถอนโคนอาณาจักรที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือตนเอง
"ความแค้นที่ไม่มีผู้ร่วมเล่น ย่อมเงียบเหงาเกินกว่าจะเรียกว่าการแก้แค้นนะครับคุณภาคิน" นาราเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสความเย็นชาที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดลงไปหลายองศา "ศิลาเคยสอนดิฉันว่า โลกธุรกิจไม่มีที่Pให้คนอ่อนแอ และคนที่ไว้ใจได้มากที่สุด คือคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน... ดิฉันคิดว่าพวกเรามีผลประโยชน์ที่ตรงกันอย่างยิ่ง"
ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างนึกสนุก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะกระจกแล้วโน้มตัวลงใช้สองมือท้าวขอบโต๊ะ จ้องมองหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงภรรยาเงียบๆ ของศิลา แต่วันนี้เธอกลับกลายเป็นสถาปนิกแห่งความพินาศที่น่ากลัวที่สุด
"คุณเปลี่ยนไปมาก นารา... แววตาของคุณในตอนนี้ มันชวนให้นึกถึงมัจจุราชมากกว่ามัณฑนากรเสียอีก"
"คนเราทุกคนล้วนมีด้านที่ถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนครับคุณภาคิน เมื่อคุณถูกผลักให้ตกลงไปในเหวลึก คุณจะพบว่าปีกแห่งการเอาตัวรอดมันงอกงามขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีใครสอน" นาราปรายตามองเอกสารในแฟ้มสีชา "ในนั้นมีผังโครงสร้างทางการเงินชุดใหม่ของบริษัทศิลา ที่ดินแปลงสำคัญที่เขากว้านซื้อไว้เพื่อเก็งกำไรกำลังจะกลายเป็นภาระก้อนโต หากคุณปล่อยข่าวเรื่องการทุจริตในโครงการร่วมทุนที่สิงคโปร์ออกไปในจังหวะที่ดิฉันกำลังจะเสนอแบบตกแต่งภายในรอบสุดท้าย ความน่าเชื่อถือของเขากจะดิ่งลงเหวในชั่วข้ามคืน"
ภาคินเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนอกสนใจ แววตาของนักล่าฉายแววโลภลึก "แล้วผลตอบแทนที่คุณต้องการล่ะ? หุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์นั่นยังน้อยเกินไปสำหรับความเสี่ยงที่ผมต้องแบกรับ"
"ดิฉันไม่ได้ต้องการหุ้นส่วนใหญ่หรอกครับ..." นาราเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ นัยน์ตาสนิมเหล็กคู่นั้นไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย "ดิฉันต้องการให้ศิลายืนมองทุกสิ่งที่เขารักพังทลายลงทีละน้อย เหมือนกับที่เขาเคยยืนมองความฝันของดิฉันถูกเผาทำลายไปต่อหน้าต่อตา และเมื่อถึงเวลาที่เขาเหลือตัวคนเดียว... ดิฉันจะให้คุณเป็นคนปิดฉากสุดท้ายนั้นด้วยตัวเอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว ภาคินจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานกันระหว่างความทึ่งและความหวาดกลัว เขาตระหนักได้ทันทีว่า ศิลาไม่ได้แค่สูญเสียภรรยาไปในวันที่เขาเลือกเดินออกจากบ้านหลังนั้น แต่ศิลากำลังขุดหลุมศพให้ตัวเองโดยมีอดีตภรรยาคนนี้เป็นผู้ถือจอบคอยตักดินกลบทีละช้อน
ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์ตระกูลศิลา บรรยากาศกลับอึมครึมและไร้ชีวิตชีวา ศิลานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวเดิม สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพสวนหย่อมรกร้าง ความทรงจำที่ขาดหายไปเป็นช่วงๆ สร้างความปวดร้าวแปลบปลาบขึ้นที่ขมับทุกครั้งพยายามนึกย้อนกลับไป เขารู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจ ราวกับว่ามีชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างในชีวิตที่ถูกกระชากหายไปอย่างไร้ร่องรอย
มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ไม่ได้เปิดมานานแรมปี ด้านในสุดมีสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มเล่มหนึ่งวางอยู่ฝุ่นเกาะหนา ศิลาหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นออกเบาๆ ลายมือหวัดๆ ที่คุ้นตาปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษแผ่นแรก เป็นลายมือของตัวเขาเองที่เขียนบันทึกเรื่องราวในแต่ละวันสมัยที่แต่งงานใหม่ๆ
*‘วันที่... เดือน... ปี... นาราชอบจัดดอกไม้สีขาวไว้บนโต๊ะทำงาน แม้ว่าเธอจะบอกว่ามันช่วยให้มีสมาธิ แต่ผมกลับรู้สึกรำคาญตา ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบที่ผมกำหนด ไม่ใช่ตามใจเธอ’*
ศิลาพลิกหน้ากระดาษต่อไปเรื่อยๆ หัวใจของเขากระตุกวูบ ทุกตัวอักษรที่เขาเคยเขียนด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา ในวันนี้มันกลับกลายเป็นเหมือนคมมีดที่ย้อนกลับมาเชือดเฉือนหัวใจตัวเอง บันทึกแต่ละหน้าเต็มไปด้วยความเพิกเฉย ความใจร้าย และการมองข้ามความรู้สึกของหญิงสาวผู้เสียสละทุกอย่างเพื่อเขา
*‘เธอบอกว่าเธอท้อง... แต่ผมบอกให้เธอกำจัดมันเสีย บ้านหลังนี้ไม่ใช่ที่สำหรับเลี้ยงเด็ก และผมยังไม่พร้อมจะมีภาระ’*
พรึบ!
สมุดบันทึกในมือร่วงหล่นลงสู่พื้น ศิลาหายใจหอบถี่ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม ความทรงจำที่เคยหลบซ่อนอยู่ลึกที่สุดพรั่งพรูทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก ภาพเหตุการณ์ในวันที่นาราร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ ภาพที่เธอกำชายเสื้อของเขาไว้แน่นเพื่อขอร้องให้เขาเปลี่ยนใจ ภาพที่เขาปัดมือเธอออกอย่างไร้เยื่อใย... ทั้งหมดนั้นย้อนกลับมาทุบตีร่างและจิตใจของเขาจนแทบแหลกสลาย
"ผมทำอะไรลงไป..." เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกจากริมฝีปากที่ซีดเซียวของศิลา เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นห้องอย่างไร้เรี่ยวแรง มือทั้งสองข้างกุมศีรษะตัวเองแน่น ความรู้สึกผิดและบาปกรรมโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้าฝั่ง บาปที่เขาไม่มีวันล้างให้สะอาดได้ บาปที่กำลังตามมาทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาอย่างสาสม
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน ขัดจังหวะความเจ็บปวดอันยาวนาน ศิลาเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ประตูห้องเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของแม่บ้านเก่าแก่ที่ถือซองเอกสารสีน้ำตาลเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"คุณศิลาคะ... มีจดหมายด่วนส่งมาถึงคุณค่ะ จ่าหน้าซองระบุว่าเป็นเอกสารลับส่วนบุคคล และ..." แม่บ้านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ผู้ส่งคือสำนักงานทนายความของ... คุณนาราค่ะ"
ศิลานิ่งงัน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ มือที่สั่นเทายื่นออกไปรับซองเอกสารนั้นมา ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง เมื่อพลิกดูด้านหลังซอง เขาก็พบตราประทับสีแดงฉานที่สลักข้อความชัดเจนว่า... *เอกสารฟ้องหยองและเรียกร้องสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งหมด*
แต่ทว่า... สิ่งที่แนบมาพร้อมกับเอกสารทางกฎหมายเหล่านั้น กลับไม่ใช่แค่สัญญาแบ่งปันทรัพย์สิน มันคือภาพถ่ายใบล่าสุดที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องหน้าเขา ภาพถ่ายของเด็กชายวัยราวๆ หวิดจะห้าขวบคนหนึ่ง กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง รอยยิ้มและดวงตากลมโตคู่นั้น... ถอดแบบพิมพ์เดียวมาจากตัวเขาเองในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน!
— บันทึกคนจร
มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 17
แผนที่วางไว้ล่วงหน้า
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!