มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 16

อดีตย้อนกลับมาหา

ผลงานโดย บันทึกคนจร
ความเงียบงันภายในห้องรับรองแขกวีไอพีของไซต์งานก่อสร้างโครงการใหญ่ ณ ใจกลางกรุง ดิ่งลึกและหนักอึ้งเสียจนเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่เบื้องมุมห้องกลายเป็นเพียงเสียงหึ่งที่ไกลโพ้น ศิลาค้ำมือทั้งสองข้างลงกับขอบโต๊ะทำงานไม้สักทองอย่างหมดแรง ร่างกายสูงใหญ่ที่เคยสง่างามและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งในอดีต บัดนี้สั่นเทาเล็กน้อยราวกับแผ่นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังแยกตัวออกเป็นเสี่ยงๆ ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงฉายซ้ำวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเขา มันไม่ใช่ความฝัน... แต่มันคือเศษเสี้ยวความทรงจำที่หลุดรอดจากรอยแยกแห่งความมืดมิดในสมอง กลิ่นอายของฝนตกในคืนฤดูร้อน เสียงสะอื้นไห้ที่ถูกกลืนหายไปกับหมอนใบเก่า และแววตาคู่คมกริบของนาราที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง—ทุกอย่างพรั่งพรูเข้ามาพร้อมกับอาการปวดแปล๊บที่ขมับขวา ราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงลงบนเนื้อสมองส่วนที่ถูกลบเลือนไป "คุณศิลาครับ... คุณศิลา ไหวไหมครับนั่น" เสียงทุ้มของสถาปนิกหนุ่มผู้ช่วยหน้างานดังแว่วเข้ามา พร้อมกับมือที่ยื่นเข้ามาประคองข้อศอกของเขาไว้ด้วยความตกใจ ศิลาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกอย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ดวงตาที่เคยคมปลาบและเต็มไปด้วยความมั่นใจ บัดนี้ฉายแววสับสน หวาดระแวง และเจ็บปวดทรมานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เขาจำไม่ได้ทั้งหมด... แต่เศษเสี้ยวที่เพิ่งแล่นผ่านเข้ามานั้น ชัดเจนจนทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น ในอดีต... เขาเคยทำร้ายผู้หญิงคนนั้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ผู้หญิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในเวลานี้ในฐานะ "มัณฑนากรหลัก" ของโครงการ นารายังคงยืนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง ร่างระหงภายใต้ชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มสะท้อนความเฉียบคมและเยือกเย็น เธอมองดูอาการของอดีตสามีด้วยสายตานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ ไร้ซึ่งความเวทนา ราวกับกำลังมองดูแมลงตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอยู่ในกำมือของเธอเอง ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงเข้ม นารารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในหัวของเขา เศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านั้นเป็นเพียงผลผลิตจาก "เกม" ที่เธอเป็นคนวางหมากไว้ทีละตาอย่างใจเย็น ความเจ็บปวดที่ศิลากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำหากเทียบกับสิ่งที่เธอต้องแบกรับมาตลอดหลายปี "ถ้าคุณไม่สบายใจกับสภาพแวดล้อมตรงนี้ ผมว่าคุณควรกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะครับ" นาราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและสุภาพอย่างยิ่ง แต่ทว่าทุกคำพูดกลับคมกริบราวนใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็น ศิลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาของเขาประสานเข้ากับดวงตาสีนิลที่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นคู่นั้น หัวใจของเขาบีบรัดอย่างรุนแรง ความรู้สึกผิดบาปที่อัดแน่นอยู่ในอกเริ่มกัดกินวิญญาณทีละน้อย เขาอยากจะเอ่ยคำขอโทษ อยากจะถามไถ่เรื่องราวในอดีตทั้งหมด แต่ลำคอกลับตีบตันราวกับมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ "นารา..." เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ "ผม... ผมเริ่มจำ..." "จำอะไรได้เหรอครับ?" นาราขัดขึ้นทันควัน รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามเดิม "ความทรงจำที่มีค่าอะไรหรือครับ ถึงทำให้คุณมีสภาพน่าสมเพชขนาดนี้" ถ้อยคำนั้นเชือดเฉือนจนศิลาหน้าชา เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้เธอโดยไม่รู้ตัว มือหนาสั่นเทายื่นออกไปหมายจะคว้าแขนเรียวเพื่อขอร้องให้เธอรับฟัง แต่ทว่า— "ถอยไปครับ" นาราถอยหลังหลบหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว สายตาที่เธอมองมาเต็มไปด้วยรังเกียจเดียดฉันท์และกำแพงหนาเตอะที่ไม่มีวันทะลวงผ่านได้ "เรากำลังพูดคุยกันในฐานะ 'เพื่อนร่วมงาน' เท่านั้น อย่าลืมขอบเขตของคุณสิครับ คุณศิลา" คำว่า 'เพื่อนร่วมงาน' กระแทกเข้ากลางใจของอดีตชายผู้เคยคิดว่าตนเองเป็นเจ้าชีวิตของทุกคน ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน เขาสำเหนียกได้ในวินัตินั้นเองว่า บาปกรรมที่เขาก่อขึ้นในอดีตได้พังทลายสิทธิ์ทั้งหมดที่เขาเคยมีในตัวผู้หญิงคนนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีทางที่เธอจะหวนกลับมามอง ไม่มีทางที่อดีตจะถูกแก้ไขได้ด้วยคำขอโทษเพียงไม่กี่คำ แต่กระนั้น... ยิ่งเขานึกถึงอดีตได้มากเท่าไหร่ ความสงสัยในบางสิ่งบางอย่างก็ยิ่งก่อตัวขึ้นในใจ ภาพของเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่ง... เด็กผู้ชายที่มีรอยยิ้มและโครงหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเขาในวัยเด็ก ภาพนั้นซ้อนทับขึ้นมาในหัวยามที่เขาหลับตาลงเมื่อคืนก่อน และมันก็เชื่อมโยงกับท่าทีของนาราที่มักจะปกป้องและซ่อนเร้นบางอย่างจากเขาอยู่เสมอ "นารา..." ศิลาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาจริงจังและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงระคนอยากรู้ "เด็กคนนั้น... เด็กผู้ชายที่ผมเห็นในรูปถ่ายบนโต๊ะทำงานของคุณที่บริษัทวันก่อน... เขาเป็นใคร?" ร่างของนาราชะงักกึกไปชั่วขณะหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่เคยเยือกเย็นไหววับเป็นประกายความตกใจเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่เธอจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยได้อย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เรื่องส่วนตัวของผม ไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องรายงานให้คุณทราบครับ" นาราตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท หันหลังให้เขาแล้วหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดดูแปลนงานก่อสร้างต่อ "นั่นไม่ใช่เรื่องส่วนตัวธรรมดา..." ศิลาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกครั้ง มือของเขากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン "หัวใจของผมมันบอกผม... ว่าเด็กคนนั้น... เขามีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับผมใช่ไหม นารา? บอกผมความจริง!" นาราค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอแท็บเล็ต ดวงตาสีนิลคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตสามี รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนเรียวปากของเธออีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่ทำให้อุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงจนหนาวเยือกถึงกระดูกดำ "คุณอยากรู้ความจริงงั้นเหรอครับ?" นาราหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง "คนอย่างคุณ... สมควรที่จะได้รับรู้ความจริงด้วยเหรอครับ? ความจริงที่ว่า คุณเป็นคนทำลายมันด้วยมือของคุณเอง... ทั้งหมดเลย!" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ศิลายืนแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดซ้ำลงกลางกระหม่อม ความรู้สึกผิดบาปและความกลัวประเดประดังเข้ามาในอกพร้อมๆ กัน ในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะความอึดอัด ประตูห้องรับรองค่อยๆ เปิดออก ปรากฏร่างเล็กของเด็กชายวัยราวๆ เจ็ดขวบในชุดนักเรียนอนุบาลสะพายกระเป๋าใบโต พร้อมกับพี่เลี้ยงสาวที่ยืนกุมมือเด็กน้อยอยู่ "คุณแม่ครับ... ผมเลิกเรียนแล้วครับ" เสียงใสแจ๋วของเด็กชายเอ่ยขึ้น พร้อมกับวิ่งตรงเข้าไปหานาราโดยไม่ทันสังเกตเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนขวางอยู่ข้างๆ ศิลาหันขวับไปมองตามเสียงนั้น ร่างกายของเขาราวกับถูกแช่แข็งในทันที ลมหายใจสะดุดกึก ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเด็กชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นสบตาเข้ากับเขาพอดี ใบหน้านั้น... ดวงตาคู่นั้น... และรอยยิ้มมุมปากแบบนั้น... มันคือเงสะท้อนของตัวเขาเองในวัยเด็กอย่างไร้ที่ติ! นารารีบก้าวเข้าไปอุ้มเด็กชายขึ้นมาแนบอก พร้อมกับใช้สายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนตวัดมองศิลาที่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินอยู่ตรงนั้น "กลับบ้านกันครับลูก..." นาราเอ่ยกระซิบกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ศิลาไม่เคยได้รับมาตลอดชีวิตคู่ ก่อนจะปรายตามองอดีตสามีที่กำลังสติหลุดลอย แล้วเอ่ยประโยคสุดท้ายทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินผ่านหน้าเขาไป "จำให้ดีนะครับ... ว่านี่คือสิ่งที่คุณไม่มีวันได้ครอบครองอีกต่อไปแล้ว... ตลอดกาล" ร่างของศิลาทรุดลงพิงขอบโต๊ะอย่างหมดแรง โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว้าง ความทรงจำทั้งหมดพรั่งพรูเข้ามาพร้อมกับความจริงที่เจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหว และในขณะที่เขากำลังจะจมดิ่งลงสู่ห้วงความมืดมิดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกับหน้าจอแจ้งเตือนข้อความใหม่จากเบอร์แปลก—ภาพถ่ายเอกสารใบนึงที่ส่งตรงมา พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำให้หัวใจของเขาแตกสลายไม่มีชิ้นดี! --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยแผลเป็นและความแค้นครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ — บันทึกคนจร
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%