ปลายคัตเตอร์สแตนเลสสตีลคมกริบกรีดลงบนแผ่นวอลเปเปอร์เนื้อดีอย่างเชื่องช้าและมั่น
เสียงเนื้อกระดาษฉีกขาดดังก้องอยู่ในความเงียบงั้นของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกนิยามว่า 'บ้าน' แต่วันนี้ มันเป็นเพียงซากปรักหักพังทางความรู้สึกที่รอการรื้อถอน นาราไม่ได้รู้สึกสะท้านสะเทือนแม้แต่น้อยยามที่เธอออกแรงลอกแผ่นผนังชั้นนอกออก เผยให้เห็นรอยแตกร้าวรากเหง้าเป็นทางยาวอยู่บนปูนฉาบด้านใน รอยร้าวที่ถูกอำพรางไว้ด้วยความหรูหราจอมปลอมมานานแรมปี
"รอยร้าวระดับนี้ ถ้าไม่สกัดปูนเก่าออกแล้วเสริมโครงสร้างเหล็กใหม่ ต่อให้คุณเอาวัสดุปิดผิวที่แพงที่สุดในโลกมาแปทับ สุดท้ายมันก็ปริตัวออกอยู่ดีครับคุณนารา"
เสียงทุ้มของหัวหน้าทีมช่างเหมาดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับยื่นเครื่องมือวัดระดับน้ำให้ แต่นารากลับส่ายหน้าช้าๆ สายตาคมปลาบจ้องมองรอยแตกนั้นราวกับกำลังพิจารณาจิตใจของมนุษย์
"ไม่ต้องซ่อมแซมให้เนียนสนิทหรอครับช่าง" นาราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เย็นชาจนอีกฝ่ายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "บางที... ร่องรอยของการพังทลาย มันก็มีคุณค่าในตัวมันเอง ยิ่งปล่อยให้มันประจานความเปราะบางของโครงสร้างเดิมได้ชัดเจนเท่าไหร่ ความจริงเบื้องหลังก็ยิ่งปฏิเสธได้ยากขึ้นเท่านั้นครับ"
ช่างเหมาพยักหน้ารับอย่างงุนงงโดยไม่กล้าซักไซ้ เธอคือมัณฑนากรหญิงมือหนึ่งที่ค่าตัวแพงลิบลิ่ว และในสายตาของคนวงการออกแบบ นาราคือผู้หญิงที่เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นงานศิลปะอันทรงพลัง แต่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ทุกเส้นสายที่เธอลากลงบนกระดาษพิมพ์เขียว คือการชำระแค้นทีละองศา
ตั้งแต่ก้าวแรกที่ศิลาอดีตสามีผู้เคยเย่อหยิ่งและเคยมองเธอเป็นเพียงประดับเรือนร่าง ยอมจำนนต่อโชคชะตาด้วยสภาพความทรงจำที่บกพร่อง เขากลายเป็นเพียงผู้ชายไร้เรี่ยวแรงที่ต้องเดินตามคำสั่งของเธอในฐานะผู้ว่าจ้างรีโนเวทบ้านหลังนี้ ศิลายืนอยู่มุมห้องโถง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาคู่นั้นสะท้อนความสับสนและหวาดกลัวยามที่มองแผ่นหลังของอดีตภรรยา
เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารอยร้าวบนผนังนั้นเกิดขึ้นจากอะไร... เช่นเดียวกับที่เขาจำไม่ได้ว่า ตนเองเคยเหยียบย่ำหัวใจของผู้หญิงคนนี้จนแตกสลายไม่มีชิ้นดีได้อย่างไร
"นารา..." เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกแผ่วเบา ศิลาขยับกายเข้าไปใกล้ ร่างกายของเขาดูทรุดโทรมลงไปมากหลังจากผ่านวิกฤตชีวิตครั้งใหญ่ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานบัดนี้มีแต่ความเวทนาและสำนึกผิด "ถ้า... ถ้าโครงสร้างมันเสียหายถึงแกนกลางขนาดนั้น ทำไมเราไม่ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ทั้งหมดล่ะครับ"
นาราชะงักมือที่กำลังถือเกรียงเหล็ก เธอนิ่งค้างไปชั่วขณะก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่ที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งในฤดูหนาว
"การสร้างใหม่มันง่ายเกินไปครับคุณศิลา" นาราเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกลิ่นฝุ่นปูนโชยแตะจมูก "บ้านหลังนี้... และชีวิตแต่งงานของเราในอดีต มันถูกสร้างขึ้นมาบนความหลอกลวง ถ้าคุณทุบทิ้งเสีย มันก็เหมือนกับการลบประวัติศาสตร์ความผิดบาปของคุณให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย... คุณคิดว่าความยุติธรรมอยู่ที่ไหนล่ะครับ"
ศิลาสะอึกในลำคอ คำพูดเหล่านั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์แก้ตัว ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องขอความเห็นใจ บาปกรรมที่เขาเคยทำร้ายนาราอย่างไร้เยื่อใยในอดีต กำลังตามมาทวงคืนในรูปแบบของความเงียบงันและความกดดันที่บีบให้เขาแทบหายใจไม่ออก
"ผม... ผมพร้อมชดใช้ทุกอย่างแล้ว นารา ขอแค่ให้โอกาสผมได้..."
"ชดใช้?" นาราหัวנסเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเย้ยหยันแต่สุภาพเรียบร้อยบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คุณคิดว่าเงินทอง หรือแม้แต่ชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณในตอนนี้ มันมีค่าพอที่จะซื้อหยดน้ำตาที่ผมเคยเสียไปในช่วงเวลาเจ็ดปีนั้นหรือครับ? อย่าประเมินคุณค่าของความเจ็บปวดต่ำเกินไปนักเลย"
เธอยกมือขึ้นปัดเศษปูนที่เปื้อนอยู่บนไหล่ของเขาอย่างไม่ไยดี การกระทำนั้นเต็มไปด้วยความห่างเหินและเด็ดเดี่ยว ศิลาได้แต่ยืนแข็งทื่อ ปล่อยให้ความรู้สึกผิดกัดกินวิญญาณทีละน้อย เขาตระหนักแล้วว่า นาราในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่เคยนั่งรอเขาอยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างไร้ค่าอีกต่อไป เธอคือผู้พิพากษา และเขาก็คือจำเลยที่รอวันรับทัณฑ์ทรมาน
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบขาดใจ เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เรียกหา
"คุณแม่ครับ! น้องธามทำสีหกเลอะเสื้อหมดเลยครับ!"
นาราชะงักกึก สีหน้าที่เยือกเย็นและมั่นคงมาตลอดพลันแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกวับหนึ่ง ศิลาหันขวับไปตามเสียงนั้นทันที ร่างของเด็กชายวัยราวหวบเศษในชุดเอี๊ยมเปื้อนสีอะคริลิกวิ่งเตาะแตะเข้ามาในห้อง ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นชายแปลกหน้ายืนอยู่
ดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งเป็นสันคมของเด็กชายคนนั้น... ถอดแบบมาจากศิลาอย่างไร้ที่ติ!
ศิลาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก สมองที่เคยว่างเปล่าคล้ายถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางกระหม่อม เมื่อภาพความทรงจำที่ขาดหายไปเริ่มปะติดปะต่อเข้าหากันอย่างรวดเร็ว และสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของเด็กน้อยสลับกับนาราที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องหน้า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความแค้นนี้ไปด้วยกันนะครับ
มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 2
รอยร้าวในโครงสร้าง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!