กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพงในห้องทำงานสถาปัตยกรรมไม่ได้ช่วยให้สมองของศิลาปลอดโปร่งขึ้นเลยแม้แต่น้อย นิ้วเรียวยาวที่เคยจรดปากกาเซ็นสัญญามูลค่าหลายร้อยล้าน กำลังเคาะโต๊ะทำงานไม้มะเกลือสีเข้มเป็นจังหวะกระชั้นชิด สะท้อนถึงความกระวนกระวายใจที่กัดกินเขามาหลายคืนติดต่อกัน
บนโต๊ะตรงหน้าคือกล่องไม้สักแกะสลักลวดลายประณีต—กล่องที่เขาบังเอิญพบในลิ้นชักลับของห้องเก็บเอกสารเก่าเมื่อวานนี้ ภายในนั้นบรรจุจดหมายนับสิบฉบับที่จ่าหน้าซองถึงเขาด้วยลายมือคุ้นตา แต่กลับไม่เคยมีแสตมป์หรือร่องรอยการถูกจัดส่งผ่านบุรุษไปรษณีย์
ศิลาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันถูกซ่อนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือใครเป็นคนเขียนมันขึ้นมากันแน่
"คุณศิลาครับ... แบบร่างสำหรับโปรเจกต์รีโนเวทอพาร์ตเมนต์หรูย่านสุขุมวิทรอบนี้ ทางหัวหน้าทีมมัณฑนากรส่งเข้ามาให้ตรวจสอบแล้วครับ" เลขานุการหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง พร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ
ศิลาละสายตาจากกล่องไม้เบื้องหน้า เงยขึ้นมองลูกน้องด้วยแววตาที่อิดโรย "ใครเป็นหัวหน้าทีมโปรเจกต์นี้?"
"คุณนาราครับ... เธอเพิ่งรับงานชิ้นนี้และยืนยันว่าจะเข้ามาประชุมสรุปแบบด้วยตัวเองในช่วงบ่ายวันนี้ครับ"
ชื่อนั้น... ทำให้หัวใจของศิลาเกิดอาการกระตุกวูบอย่างประหลาด มันเป็นความรู้สึกหน่วงลึกที่เขาเองก็หาคำตอบไม่ได้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยินชื่อของมัณฑนากรสาวคนนี้ในห้องประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน เขาก็รู้สึกราวกับว่าเงามืดบางอย่างจากอดีตกำลังคืบคลานเข้ามาโอบกอดลำคอของเขาไว้ นาราไม่ใช่แค่ชื่อ แต่เป็นรอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง แม้เขาจะสูญเสียความทรงจำบางส่วนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน จนทำให้เรื่องราวในอดีตเลือนรางราวกับภาพฝัน แต่สัญชาตญาณบางอย่างก็บอกว่า ผู้หญิงคนนี้มีความเกี่ยวพันบางอย่างกับความผิดบาปที่เขายังหาทางชดใช้ไม่หมด
"ให้เธอเข้ามาพบผมที่ห้องทำงานส่วนตัวก่อนเข้าห้องประชุมใหญ่" ศิลาสั่งเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว
"รับทราบครับ"
เมื่อประตูห้องปิดลง ศิลายื่นมือไปหยิบจดหมายฉบับแรกขึ้นมาเปิดอ่าน ลายมือบรรจงแต่หนักแน่นปรากฏแก่สายตา
*‘ถึงศิลา... สามีผู้ไม่เคยหันกลับมามอง</em>
*คุณอาจจะกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างอาณาจักรที่ไม่มีฉันอยู่ในนั้น หรือบางทีคุณอาจจะลืมไปแล้วว่ายังมีภรรยาอีกคนที่นั่งรอคอยความอบอุ่นอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่เย็นเยียบหลังนี้ วันนี้ฝนตกหนักมากค่ะ... และลูกของเราดิ้นแรงเป็นพิเศษ ฉันอยากบอกคุณเหลือเกิน แต่โทรศัพท์ของคุณถูกตัดสายทิ้งด้วยเหตุผลทางธุรกิจอีกแล้ว...'*
ศิลาชะงักกึก ลมหายใจสะดุดทันทีที่อ่านถึงคำว่า *'ลูกของเรา'*
สมองของเขาพยายามประติดประต่อเรื่องราว ความทรงจำที่ขาดหายไปเริ่มส่งเสียงร้องระงมในหัว ภาพเงาเลือนรางของหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยร้องไห้อยู่ในความมืด ภาพความเย็นชาที่เขามอบให้เพื่อแลกกับการเติบโตทางธุรกิจ และ... ภาพวันที่เขาผลักไสเธออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใยเพราะคิดว่าเธอเป็นเพียงภาระถ่วงความเจริญ
เขากำแผ่นกระดาษในมือแน่นจนยับยู่ยี่ ความรู้สึกผิดพวยพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่อกราวกับมีใครเอามือมาบีบหัวใจไว้ บาปกรรมที่เขาเคยมองข้าม บัดนี้กำลังย้อนกลับมาทวงถามราคาอย่างสาสมโดยที่เขายังไม่ทันตั้งตัว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ขัดจังหวะความคิดอันดำมืด
"เข้ามาได้" ศิลาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แม้ข้างในจะปั่นป่วนราวกับพายุ
ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างเพรียวระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้ามั่นคงและสง่างาม กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เย็นเยียบและลึกลับลอยมาแตะจมูก นาราหยุดยืนอยู่กลางห้อง แววตาสีดำสนิทใต้วงหน้าเรียบเฉยคู่นั้นกวาดมองสำรวจเขาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ราวกับเธอกำลังมองซากปรักหักพังของสิ่งที่เธอเคยเหยียบย่ำ หรือบางที... อาจจะเป็นความสมเพชเวทนาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเป็นมืออาชีพ
"สวัสดีค่ะ คุณศิลา" น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความตื่นเต้น ไร้ซึ่งร่องรอยของความคุ้นเคย แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้ศิลาลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
"คุณ... นารา" ศิลาเอ่ยชื่อเธอกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า สายตาของเขาจ้องมองใบหน้านั้นอย่างพยายามค้นหาคำตอบบางอย่าง "เรา... เคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าครับ"
มุมปากของนาราขยับขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏไม่ได้ไปถึงดวงตา กลับกันมันคือรอยยิ้มเยียบเย็นที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกของอดีตสามีผู้ไร้ความทรงจำ
"คนเรามักจะลืมเรื่องที่ไม่อยากจำเสมอไม่ใช่หรือคะ คุณศิลา" นาราก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน วางแฟ้มแบบแปลนลงตรงหน้าเขาอย่างนิ่มนวล "แต่สำหรับฉัน... ทุกซอกทุกมุมของความเจ็บปวด ถูกออกแบบไว้อย่างประณีตจนไม่มีวันลืมเลยค่ะ"
ศิลาผะผะแผ่วลมหายใจ เขารู้สึกได้ทันทีว่าเกมนี้ไม่ใช่แค่การทำงานร่วมกันระหว่างนักธุรกิจกับมัณฑนากร แต่มันคือการเผชิญหน้ากับปีศาจแห่งอดีตที่ฟื้นคืนชีพ และเธอก็ถือไพ่เหนือกว่าเขาทุกประตู
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้เอื้อnเอ่ยคำใดออกมาเพื่อซักถามความจริง นาราก็เอื้อมมือไปหยิบกล่องไม้สักที่เปิดค้างอยู่บนโต๊ะขึ้นมาพลิกดูเบาๆ สายตาคมกริบของเธอมองไปยังจดหมายนับสิบฉบับที่กระจัดกระจายอยู่ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ ด้วยแววตาสมเพชระคนสะใจ
"อ๋อ... จดหมายพวกนี้สินะคะ ที่คุณกำลังพยายามอ่านเพื่อค้นหาความหมายของความผิดพลาด" นาราหัวנסเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเยียบเย็นบาดลึกถึงกระดูกดำ "น่าเสียดายนะคะ... ที่ต่อให้คุณอ่านมันอีกสักกี่รอบ คนที่ตายไปแล้วจากความทรงจำของคุณ ก็ไม่มีทางฟื้นกลับมาทวงความยุติธรรมได้ด้วยกระดาษพวกนี้หรอกค่ะ... ยกเว้นเสียแต่ว่า..."
เธอเว้นจังหวะไว้เพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏชัดบนเรียวปากสวย ขณะที่สายตาของเธอหันไปมองที่ประตูห้องทำงานซึ่งเพิ่งถูกเปิดแง้มไว้โดยเลขานุการที่ลืมปิดสนิท
"...ยกเว้นเสียแต่ว่า ลูกชายที่คุณไม่เคยรู้ว่ามีตัวตนกำลังจะเดินเข้ามาหาคุณในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ค่ะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความแค้นนี้ไปด้วยกันนะครับ
มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 3
จดหมายที่ไม่เคยถูกอ่าน
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!