นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือหนังสีดำสนิทเคาะลงบนพื้นโต๊ะหินอ่อนเบาๆ จังหวะมันช้าทว่าหนักหน่วง ดุจเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลังให้กับลมหายใจของคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้า นารา ภาระหน้าที่ในฐานะมัณฑนากรหัวใจเหล็กไม่ได้ทำให้เธอต้องหลบสายตาไปไหน ดวงตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาจ้องมองร่างของชายหนุ่มที่เคยคุกחיตตคามเธอด้วยความเย่อหยิ่ง ทว่าในยามนี้เขากลับนั่งตัวลีบอยู่บนโซฟาหนังแท้ราคาแพงในห้องรับรองของบริษัทออกแบบชื่อดัง
ศิลา... อดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี กำลังทำหน้ามึนงงราวกับคนหลงทางในป่าใหญ่ ดวงตาคู่นั้นไม่มีประกายแห่งความกร้าวร้าวหลงเหลืออยู่อีกแล้ว มันว่างเปล่า ไร้เดียงสา และเต็มไปด้วยความหวาดระแวงยามที่เขาต้องกวาดตามองรอบกาย
"คุณ... คุณเป็นใครนะครับ ผมจำไม่ได้..." น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น พร้อมกับมือหนาที่ยกขึ้นกุมขมับราวกับพยายามเค้นความทรงจำที่ขาดวิ่นให้กลับคืนมา ศิลาขมวดคิ้วแน่นจนเกิดรอยย่นบนหน้าผาก อาการปวดศีรษะจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายเดือนก่อนยังคงหลงเหลือเป็นร่องรอยแห่งทัณฑ์ทรมาน สมองส่วนที่บันทึกเรื่องราวความเลวร้ายทั้งหมดถูกลบเลือนจนเกือบเกลี้ยง เหลือไว้เพียงชายผู้สูญเสียแม้กระทั่งเงาของตัวเอง
นารายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา มันคือรอยยิ้มเยือกเย็นของนักล่าที่พบว่าเหยื่อในกรงขังสูญเสียสัญชาตญาณในการป้องกันตัวไปเสียแล้ว
"จำไม่ได้อย่างนั้นหรือครับ... น่าสนใจดีนี่" นาราถอดแว่นกันแดดออก วางมันลงบนโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* เผยให้เห็นดวงตาคู่ที่ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน "ทั้งที่คุณเป็นคนร่างแบบชีวิตคู่ของเราด้วยน้ำมือของตัวเองแท้ๆ แต่พอกรรมตามสนอง คุณกลับเลือกที่จะลืมมันเสียอย่างนั้น มันง่ายไปหน่อยไหมครับ คุณศิลา"
ศิลาสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินชื่อของตัวเอง เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสับสนระคนหวาดกลัว "คุณ... รู้จักผมเหรอครับ? เรา... เราเคยเป็นอะไรกันเหรอ ทำไม... ทำไมผมถึงรู้สึกเจ็บแปล๊บที่หน้าอกเวลาที่มองหน้าคุณก็ไม่รู้"
คำถามนั้นเกือบจะทำให้เกราะป้องกันอันแข็งกร้าวของนาราสั่นคลอน หากไม่ใช่เพราะภาพจำอันแสนเจ็บปวดในคืนวันที่เธอกำลังอุ้มท้องลูกน้อยในวัยใกล้คลอด ร่างกายหนาวสั่นจากการถูกละเลย และเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังมาจากชายคนเดียวกันนี้ ภาพเหล่านั้นยังคงกรีดลึกอยู่ในหัวใจ เธอสูญเสียลูกไปในคืนที่ฝนตกหนักหน่วง พร้อมๆ กับความศรัทธาในความรักที่ตายจากไปอย่างไม่มีวันฟื้น
ความแค้นที่เคยสุมอกควรจะได้รับการชำระด้วยน้ำตาและความเจ็บปวดทรมานของเขา แต่ทว่า... ในยามที่ศิลาจำอะไรไม่ได้เลย ความแค้นนั้นกลับพุ่งพล่านและทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม มันไม่ใช่ความสะใจที่ได้เห็นเขาดิ้นรน แต่เป็นความโกรธเกรี้ยวที่พบว่า *บทลงโทษที่สาสมที่สุด กลับถูกปฏิเสธโดยความไร้เดียงสาจอมปลอมนี้*
"คุณไม่ได้แค่ลืมผมครับ... คุณลืมความโหดร้ายที่คุณเคยทำลายชีวิตคนคนหนึ่งจนไม่เหลือชิ้นดีต่างหาก" นาราลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวภายใต้กางเกงสแลคเข้ารูปก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มทีละก้าว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับความเย็นชาแผ่ซ่านรอบตัวเธอ จนศิลาต้องเผลอถอยร่นหลังติดพนักโซฟา
"ผม... ผมทำอะไรลงไปเหรอครับ? ถ้าผมเคยทำร้ายคุณ ผม... ผมขอโทษ..." ศิลาละล่ำละลักพูดออกมาด้วยความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้นลึกๆ ในใจ แม้เขาจะจำไม่ได้เลยว่าเธอคือใคร แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่า ผู้หญิงคนนี้คือเจ้าของรอยแผลเป็นที่ใหญ่ที่สุดในจิตวิญญาณของเขา
"คำขอโทษ?" นาราหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข "คำขอโทษมันมีค่าเท่ากับเศษกระดาษ สำหรับคนที่ต้องนอนจมกองเลือดและความชอกช้ำในคืนที่หนาวเหน็บหรอกหรือครับ? คุณศิลา... คุณบอกว่าคุณจำไม่ได้ งั้นผมจะรื้อฟื้นความจำให้คุณเองทีละนิด... จนกว่าคุณจะจำได้ว่านรกบนดินมันหน้าตาเป็นอย่างไร"
เธอหยิบเอกสารสัญญาว่าจ้างฉบับหนึ่งขึ้นมา โยนมันลงบนตักของชายหนุ่ม เอกสารแผ่นนั้นระบุว่าบริษัทของศิลาที่กำลังล้มละลาย จำเป็นต้องพึ่งพิงฝีมือการออกแบบและการรีโนเวทของบริษัทสถาปนิกที่นาราเป็นเจ้าของ เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจครั้งสุดท้าย มิฉะนั้นเขาจะต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายที่ไร้บ้านซุกหัวนอน และไร้ซึ่งหนทางรักษาตัว
ศิลาก้มมองเอกสารด้วยมือที่สั่นเทา ความทรงจำสีเทาๆ ในหัวไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เขารู้เพียงว่าตอนนี้ชีวิตของเขาถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย และมือที่ถือคมมีดตัดเส้นด้ายนั้นคือนารา... อดีตภรรยาที่เขาเคยผลักไสไล่ส่ง
"คุณจะให้ผมทำอะไร... เพื่อแลกกับการรีโนเวทนี้" ศิลาเงยหน้าขึ้นถาม เสียงของเขาแหบแห้ง
นาราโน้มตัวลงมาใกล้ใบหน้าของเขา กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่แนบชิดกับหลอดเลือดใหญ่
"ทำทุกอย่างที่ผมสั่ง... และเตรียมตัวรับบทเรียนราคาแพง ที่คุณไม่มีวันลืมไปจนวันตาย"
ศิลาเงียบงัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ เขาไม่รู้เลยว่าเกมแก้แค้นครั้งนี้จะจบลงที่ตรงไหน รู้เพียงแค่ว่าเขาได้ก้าวเข้ามาในกรงขังที่นาราตระเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว โดยไม่มีทางหันหลังกลับ
บรรยากาศในห้องรับรองเงียบสงบลง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เฉือนกินลมหายใจของคนทั้งคู่ นารายืนมองผลงานชิ้นเอกของตัวเองด้วยความพึงพอใจ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเธอจะสั่นขึ้นมาขัดจังหวะ
เธอหยิบมันขึ้นมาเหลือบมองหน้าจอ ข้อความแจ้งเตือนจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้านพักส่วนตัวระบุความเคลื่อนไหว
นิ้วเรียว slid หน้าจอเพื่อเปิดดูภาพสดจากกล้องวงจรปิดด้วยความไม่ใส่ใจนัก ในยามวิกาลที่ควรจะว่างเปล่า ปรากฏร่างของแม่บ้านกำลังจูงมือเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งก้าวลงจากรถตู้ เด็กชายคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีเข้ม ฮู้ดถูกดึงขึ้นคลุมศีรษะบังใบหน้าเกือบมิด แต่เสี้ยววินาทีที่เด็กน้อยหันหน้ามามองกล้องเพื่อรอให้ประตูรั้วเปิดออก...
ลมหายใจของนาราขาดห้วงไปทันที โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน
ใบหน้าด้านข้างของเด็กชายคนนั้น... โครงหน้าเรียว จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น ถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากใบหน้าของศิลาในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน!
และที่สำคัญที่สุด... เด็กชายคนนี้คือเด็กที่เธอ "จงใจ" ซ่อนไว้ให้ห่างไกลจากผู้ชายคนนี้มาตลอดห้าปีเต็ม
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความแค้นนี้ไปด้วยกันนะครับ
มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 6
เมื่อความจำถูกทำลาย
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!