“ลบมันทิ้งซะ”
เสียงทัพทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงโปร่งที่ขยับมายืนบังหน้าฉันไว้นั้น กลับทำให้บรรยากาศรอบข้างที่เคยเย็นชืดเพราะลมภูเขากลายเป็นอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก วินไม่ได้สะทกสะท้านกับคำสั่งนั้นเลย เขายังคงยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แสงจากหน้าจอสมาร์ทโฟนสะท้อนเข้ากับดวงตาคู่คมของเขา ราวกับกำลังประกาศชัยชนะเหนือสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้
“ทำไมต้องลบครับทัพ? ภาพนี้มัน... ออกจะชัดเจน แล้วก็เล่าเรื่องได้ดีเยี่ยมเลยว่าไหม?” วินเลิกคิ้วมองฉันสลับกับทัพ สายตาที่เขามองมามันไม่ใช่ความรัก แต่มันคือความสะใจที่ได้เหยียบย่ำความมั่นใจของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คนโปรด’ ของน้ำหวาน
มือของฉันสั่นเทา ไม่ใช่เพราะกลัววิน แต่เป็นเพราะความรู้สึกผิดที่มันตีรวนอยู่ในอก หากภาพนี้หลุดออกไป คนที่จะซวยที่สุดคือน้ำหวานที่อาจจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน ส่วนทัพ... ชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาในฐานะเดือนวิศวะผู้สมบูรณ์แบบอาจจะพังทลายเพียงเพราะช่วงเวลาอ่อนไหวในบาร์คืนนั้น
“กูบอกให้ลบ” ทัพย้ำอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้แค่พูด แต่เขาก้าวเข้าไปหาวินหนึ่งก้าว ร่างกายของเขาสั่นเครือด้วยความโกรธที่พยายามสะกดไว้ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันใจกระตุกไม่ใช่ความโกรธของเขา กลับเป็นสัมผัสอุ่นๆ ที่มือของเขาเอื้อมมาคว้าข้อมือฉันไว้แน่น... ราวกับจะบอกว่า ‘ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่นี่’
“ถ้าไม่ลบ มึงก็ต้องแลกกับอะไรที่มันหนักกว่ารูปนี้” ทัพเอ่ยประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก
วินหัวเราะหึในลำคอ แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากโต้ตอบ ทัพกลับหันมามองฉัน สายตาของเขาไม่ได้มีความเย็นชาเหมือนทุกครั้งที่เขาทำตัวเป็นคุณพี่ชายสายซึน แต่มันมีความนุ่มนวลและเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด
“น้ำหวาน ไปที่รถก่อน”
“แต่ทัพ... เราจะไม่ทิ้งคุณนะ” ฉันพยายามจะแย้ง แต่ทัพกลับขมวดคิ้วใส่ฉันนิดหนึ่ง เป็นสัญญาณว่า ‘อย่าดื้อ’
ฉันถูกแรงดึงเบาๆ ให้เดินถอยหลังออกมา ทิ้งให้สองหนุ่มยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางความมืดมิดของป่าหลังรีสอร์ต ฉันถอยกรูดออกมาจนพ้นระยะสายตา ก่อนจะตัดสินใจวิ่งย้อนกลับไปทางที่พัก หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองชุด ความกลัวเริ่มเกาะกินใจเมื่อนึกถึงวินที่ดูเหมือนจะสติแตกเข้าไปทุกที
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงที่ฉันนั่งกอดเข่าอยู่ที่หน้าระเบียงห้องพัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทเดินเข้ามาใกล้ ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง ทัพเดินกลับมาด้วยสภาพที่เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่และมีรอยถลอกที่มุมปาก แต่นัยน์ตาของเขากลับดูนิ่งสงบกว่าตอนขาไปมาก
“วินไปแล้ว” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ฉันบนขั้นบันไดไม้
ความเงียบเข้าปกคลุม แต่เป็นความเงียบที่ไม่ได้น่าอึดอัด มันกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นดินหลังฝนตก ทัพหยิบโทรศัพท์ของเขากดอะไรบางอย่างแล้วยื่นมาให้ฉันดู มันเป็นข้อความแชทที่เขาส่งหาตัวเองจากเครื่องของวิน ในนั้นมีรูปภาพที่ว่า... แต่ทัพกด ‘ลบ’ มันทิ้งต่อหน้าต่อตาฉัน
“ทัพ... ทำไมถึงทำเพื่อเราขนาดนี้” ฉันถามเสียงแผ่ว
เขานิ่งไปนาน ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่คืนนี้ไร้ก้อนเมฆ ดวงดาวนับล้านส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยลงบนกำมะหยี่สีดำสนิท “ปกติฉันไม่ได้ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น และฉันก็ไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ในหนังรักน้ำเน่า...”
“...”
“แต่กับเธอ... ฉันดันไม่อยากให้ใครมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น” เขาหันมามองฉัน สายตาที่เคยดูแคลนหรือเย็นชาบัดนี้กลับมีความอ่อนโยนจนฉันแทบละลาย “ไอ้ความรู้สึกที่ว่าใครจะคิดยังไงกับฉัน มันไม่สำคัญเท่ากับว่า... ฉันจะปล่อยให้เธอโดนทำลายเพราะความงี่เง่าของฉันไม่ได้”
“ทัพ...”
“น้ำหวาน” เขาขยับเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่บนผิวแก้ม “ที่ผ่านมาฉันอาจจะทำตัวงี่เง่า ปากแข็ง หรือผลักไสเธอไปไกลๆ นั่นเพราะฉันกลัว... กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเธอรู้ว่าวิศวะขี้เก๊กคนนี้จริงๆ แล้วมันก็แค่ผู้ชายห่วยๆ ที่พยายามทำตัวให้ดูดีเพื่อปกป้องคนที่ตัวเองชอบ... เธออาจจะเบื่อ”
“ทัพไม่ได้ห่วยสักหน่อย” ฉันแย้ง พลางเอื้อมมือไปแตะรอยช้ำที่มุมปากของเขาเบาๆ “ทัพเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่น้ำหวานเคยเจอมาเลยนะ ถึงจะขี้เก๊กไปหน่อย... แต่ก็เป็นไมโครเวฟที่อบอุ่นที่สุดเลย”
ทัพหลุดขำออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูมีความสุขอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาโน้มตัวลงมาจนหน้าผากของเราจรดกัน ความอบอุ่นที่ส่งผ่านกันและกันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน
“งั้นขอถามหน่อย... คำตอบที่เธอเคยบอกว่าชอบฉันน่ะ” เขาเว้นจังหวะ สายตาจับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉัน “มันยังเหมือนเดิมอยู่ไหม?”
หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ฉันกำลังจะอ้าปากตอบ แต่จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของทัพก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกทิ้งไปเสียดื้อๆ เขากดรับสายด้วยท่าทางรำคาญใจ แต่เมื่อปลายสายพูดจบ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที จากความนุ่มนวลเมื่อครู่กลายเป็นความตื่นตระหนกที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“อะไรนะ?... มินนี่อยู่ที่ไหนนะ?... หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่!”
ทัพลุกขึ้นพรวดทันทีโดยไม่ได้หันมามองฉันอีกเลย สีหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนเห็นผี หรือบางสิ่งที่แย่กว่านั้น
“เกิดอะไรขึ้นทัพ? มินนี่ทำไม?”
ทัพหันมามองฉัน ดวงตาของเขาสั่นระริกราวกับกำลังพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง “มินนี่ไม่ได้หายไปเฉยๆ น้ำหวาน... คนที่โทรมาบอกว่าเจอโทรศัพท์ของมินนี่ตกอยู่ข้างรถของวินที่จอดทิ้งไว้ท้ายไร่ และในรถ... มีรอยเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท”
หัวใจของฉันร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันใดนั้น แสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามาในรีสอร์ต มันเป็นรถที่ฉันคุ้นเคยดี... รถของวินที่ขับย้อนกลับมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเบรกเอี๊ยดลงตรงหน้าเรา พร้อมกับร่างของวินที่ก้าวลงมาจากรถในสภาพเสื้อผ้าเปื้อนคราบสีแดงเข้มและรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่าสะพรึงกลัวกว่าครั้งไหนๆ!
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังคงติดตามเรื่องราววุ่นๆ ของยัยตัวแสบกับวิศวะขี้เก๊กมาจนถึงตอนนี้ด้วยนะคะ!
วิศวะสายซึน ป่วนหัวใจยัยตัวโก๊ะ•ตอนที่ 22
ท่ามกลางแสงดาว
ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายซึน ป่วนหัวใจยัยตัวโก๊ะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!