“ถอยออกไปนะ... ฉันบอกให้ถอยไป!”
เสียงของน้ำหวานสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ เธอถอยกรูดไปจนแผ่นหลังปะทะเข้ากับกำแพงตึกเก่าที่เย็นเฉียบ ดวงตากลมโตที่เคยเป็นประกายสดใสบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น มือบางกำชายเสื้อของทัพไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ราวกับนั่นคือที่ยึดเหนี่ยวเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้
ทัพก้าวขึ้นมายืนบังร่างเล็กไว้มิด เขายืดตัวตรง สันกรามคมเข้มบดเข้าหากันแน่นจนเห็นกล้ามเนื้อขบปูด ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังชายแปลกหน้าในชุดสูทสีเข้มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่พร้อมจะพุ่งชนทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่อยู่ข้างหลัง
“คุณเป็นใคร แล้วต้องการอะไรจากน้ำหวาน” น้ำเสียงของทัพทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยแรงกดดัน มันไม่ใช่เสียงของเด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่มันคือเสียงของคนที่พร้อมจะปกป้องอาณาจักรของตัวเอง
ชายคนนั้นเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากที่ดูเยือกเย็น ก่อนจะก้มลงโค้งทำความเคารพอย่างเสียมารยาท แล้วถอยห่างออกไปทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กดประสาท ทันทีที่ร่างนั้นลับตาไป น้ำหวานก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ทัพรีบคว้าตัวเธอไว้ทันท่วงที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปลอบ มินนี่ที่วิ่งหน้าตื่นมาพร้อมกับหอบหายใจแรงก็พุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน
“หวาน! แกเป็นอะไรไหม แกโอเคหรือเปล่า!” มินนี่ประคองเพื่อนรักด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาทัพด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลำบากใจ
“พี่ทัพ... หนูว่าเราต้องคุยกัน” มินนี่เว้นจังหวะ กลืนก้อนสะอึกที่จุกอยู่ในคอลงไป “หนูรู้ว่าพี่สงสัยเรื่องน้ำหวานมาตลอด แต่วันนี้... ถ้าหนูไม่พูด พี่อาจจะเสียหวานไปจริงๆ”
ทัพขมวดคิ้วแน่น เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบางอย่างที่หนักหนาสาหัสเกินกว่าที่นิยายรักวัยรุ่นทั่วไปจะเป็นได้ “มินนี่ เธอพูดเรื่องอะไร”
มินนี่หันไปมองน้ำหวานที่นั่งเหม่อลอยคล้ายคนสติหลุด ก่อนจะหันกลับมาจ้องตาคนตัวสูง “พี่คิดว่าที่ผ่านมา พี่แค่คอยดูแลน้ำหวานแบบบังเอิญเหรอคะ? พี่คิดว่าทำไมพี่ถึงไปโผล่อยู่ในทุกที่ที่น้ำหวานลำบาก ทำไมพี่ถึงจับได้ทันเวลาทุกครั้งที่เธอเกือบจะเจออันตราย...”
ทัพนิ่งงัน หัวใจเขากระตุกวูบ
“มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกค่ะพี่ทัพ” มินนี่แค่นยิ้มขมขื่น “ทุกอย่างที่พี่ทำ... ทุกอย่างที่พี่ช่วยไว้ ตลอดเวลาสามเดือนที่ผ่านมา มินนี่เป็นคนบอกพี่ตลอดว่าหวานอยู่ที่ไหน ใครกำลังจะทำร้ายเธอ ใครกำลังจะตามมาเอาเรื่องครอบครัวเธอ... มินนี่เป็นคนขอให้พี่เข้ามาในชีวิตเธอ เพราะมินนี่รู้ว่ามีแค่พี่คนเดียวที่มีอิทธิพลพอจะต้านทานพวกนั้นได้”
น้ำหวานเงยหน้าขึ้นมองมินนี่ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า “มิน... แกทำแบบนั้นเหรอ? แกหลอกฉันมาตลอดเหรอว่าที่ฉันเจอพี่ทัพทุกวันมันเป็นเรื่องพรหมลิขิตน่ะ?”
“ฉันไม่ได้หลอกแกเรื่องความรู้สึกพี่ทัพนะ!” มินนี่รีบแย้ง น้ำตาคลอเบ้า “แต่เรื่องสถานะครอบครัวแก... เรื่องที่คนพวกนั้นตามล่าเพราะสมบัติที่พ่อแกทิ้งไว้ให้ หวาน... แกต้องรู้ว่าพี่ทัพไม่ได้แค่ชอบแก แต่พี่ทัพคือคนเดียวที่เซ็นชื่อรับรองความปลอดภัยให้แกกับตำรวจลับตั้งแต่วันแรกที่แกเข้าปีหนึ่ง!”
ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณนั้นจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นสะท้าน ทัพยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ความจริงที่ถูกเปิดเผยไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแย่เรื่องมินนี่ แต่เขากลับรู้สึกผิดที่ตัวเองพยายามจะรักษา ‘ความลับ’ นี้ไว้ให้น้ำหวานจนเกินไป จนทำให้เธอกลายเป็นคนหวาดระแวงแบบนี้
“ฟังนะหวาน” ทัพนั่งลงคุกเข่าต่อหน้าเธอ มือหนากอบกุมมือเล็กที่สั่นเทาของเธอไว้แน่น “ที่ผ่านมาฉันอาจจะดูปากแข็ง อาจจะทำเป็นเหมือนแค่ดูแลเพราะความเคยชิน แต่มินนี่พูดถูกเรื่องเดียว... ฉันปกป้องเธอเพราะฉันอยากให้เธอปลอดภัย ไม่ใช่เพราะฉันได้รับมอบหมายจากใคร”
“แล้วทำไมพี่ต้องทำขนาดนี้ล่ะคะ?” น้ำหวานปล่อยโฮออกมา “ถ้าหนูรู้ว่าชีวิตหนูมันอันตรายขนาดนี้ หนูคงไม่ลากพี่เข้ามาอยู่ในวงโคจรบ้าๆ นี่หรอก!”
ทัพยิ้มอ่อนโยน เป็นยิ้มที่เขาไม่เคยเผยให้ใครเห็น มันอบอุ่นจนน้ำหวานต้องชะงัก “เพราะต่อให้เธอไม่บอก ฉันก็เลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่วันแรกที่เห็นเธอเดินถือเอกสารรายงานเซ่อๆ ตกหน้าคณะแล้วล่ะ ถ้านี่คือเรื่องที่ต้องแลกด้วยความอันตรายเพื่อจะได้เห็นหน้าเธอทุกวัน... ฉันว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม”
ในวินาทีที่บรรยากาศเริ่มจะคลี่คลายลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังสะท้อนมาจากทางเดินมืดมิดของตึกเก่า ทัพชะงัก เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ไม่ได้มาจากมินนี่หรือน้ำหวาน
“พี่ทัพ...” น้ำหวานกระซิบเรียกด้วยความกลัวเมื่อเห็นเงาร่างคนนับสิบก้าวเข้ามาพร้อมกับแสงไฟจากกระบอกปืนที่ส่องสว่างวาบขึ้นในความมืด
มินนี่เบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ “พี่ทัพ! ไม่ใช่พวกนั้น... ไม่ใช่พวกที่มินนี่เคยดีลด้วย นี่มันพวกหนักกว่านั้น!”
ทัพรีบลุกขึ้นคว้าตัวน้ำหวานมาหลบหลังทันที สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันดั่งนักล่าที่ถูกต้อนให้จนมุม “มินนี่ พาหวานวิ่งไปทางบันไดหนีไฟ อย่าหันหลังกลับมาเด็ดขาด!”
“ไม่! หนูไม่ทิ้งพี่!” น้ำหวานตะโกนลั่น
ทัพหันกลับมามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยัดกุญแจรถของเขาใส่มือเธอ “ฟังนะน้ำหวาน... ถ้าฉันรอดไปหาเธอไม่ได้ ให้ไปที่บ้านพักตากอากาศของแม่ฉันที่หัวหิน ที่นั่นปลอดภัยที่สุด แต่ตอนนี้... วิ่ง!”
ชายในชุดสูทคนเดิมปรากฏตัวออกมาจากเงามืด พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของน้ำหวานหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม เพราะในมือของมันไม่ใช่แค่ปืนธรรมดา แต่คือเอกสารบางอย่างที่ระบุชื่อและตระกูลของเธอไว้ชัดเจนบนหัวกระดาษ
“ไม่ต้องวิ่งหรอกครับคุณหนู” ชายชุดสูทกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เพราะคนที่จะไปหัวหินน่ะ... ไม่ใช่พวกคุณ แต่เป็นท่านประธานที่จะเดินทางมา ‘รับตัว’ คุณกลับไปเดี๋ยวนี้”
สิ้นคำพูดนั้น เสียงเฮลิคอปเตอร์ที่ดังกระหึ่มเหนืออาคารเรียนก็พัดเอาฝุ่นตลบอบอวล ทัพเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความตกใจ นี่ไม่ใช่การลักพาตัวธรรมดา แต่นี่คือการประกาศศักดาของตระกูลที่เขารู้จักดีที่สุด... ตระกูลที่เขาพยายามปกป้องน้ำหวานมาตลอดทั้งชีวิต
ชาพีชหวานน้อยหวังว่ารี้ดที่รักจะยังไม่หัวใจวายไปเสียก่อนนะคะ เพราะความจริงที่กำลังจะเปิดเผยในตอนหน้า... มันจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาลค่ะ!
วิศวะสายซึน ป่วนหัวใจยัยตัวโก๊ะ•ตอนที่ 29
คำสารภาพของเพื่อนสนิท
ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายซึน ป่วนหัวใจยัยตัวโก๊ะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!