ย้อนอดีตพลิกวิกฤตการเงิน: ทวงคืนบัลลังก์เจ้าพ่อตลาดหุ้น•ตอนที่ 32

ก้าวสู่ตำแหน่งมหาเศรษฐี

ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
“ฮัลโหล... ธันวา ฟังพ่ออยู่หรือเปล่า?” เสียงนั้นแหบพร่า สั่นเครือ และคุ้นหูจนหัวใจของผมกระตุกวูบ มันไม่ใช่เสียงบันทึก แต่มันคือเสียงที่มีลมหายใจคั่นกลาง ผมกำสมาร์ทโฟนในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ผมมองดูตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังกระพริบถี่ยิบ กราฟมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของ ‘กองทุนฟีนิกซ์’ กำลังพุ่งทะยานผ่านเส้นกราฟของตระกูลมหาเศรษฐีเก่าแก่ที่ครองแชมป์โลกมานานหลายทศวรรษ นี่ไม่ใช่เวลามานั่งพะวงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ผมสูดหายใจลึก ปรับโทนเสียงให้เรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ “พ่อครับ... ถ้าคุณเป็นใครก็ตามที่กำลังเล่นตลกกับผม บอกไว้เลยว่าคุณเลือกผิดคนแล้ว” “คนตายไม่มีวันโกหกหรอกลูกชาย” ปลายสายตอบกลับมาเบาๆ “ในห้องทำงานเก่าของพ่อที่บ้านหลังแรก มีตู้เซฟใบเล็กที่ฝังอยู่ในผนังด้านหลังรูปภาพของแม่... รหัสคือวันที่แกเกิด เลขหกหลักนั้นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่แกกำลังเผชิญอยู่” สายถูกตัดไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศภายในห้องเพนท์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง ลินินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามวางแท็บเล็ตลงช้าๆ สายตาของเธอจับจ้องมาที่ผมด้วยความกังวล “ธันวาคะ... เกิดอะไรขึ้นคะ? สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย” ลินินเอ่ยถามพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ “ทาง Bloomberg เพิ่งส่งอีเมลมายืนยันการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำไตรมาสล่าสุด คุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้วนะ มูลค่าสินทรัพย์รวมของคุณทิ้งห่างที่สองเกือบสองแสนล้านเหรียญ มันควรจะเป็นวันที่เราฉลองไม่ใช่หรือคะ?” ผมหันไปมองหน้าจอที่แสดงกราฟิกหน้าปกนิตยสารการเงินระดับโลก ใบหน้าของผมถูกประทับลงบนนั้นในฐานะ ‘ผู้ครองบัลลังก์คนใหม่’ แต่มันกลับไม่ทำให้ผมรู้สึกถึงชัยชนะที่แท้จริง “ศรุตมันหายตัวไปใช่ไหม?” ผมถามเปลี่ยนเรื่อง ลินินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ใช่ค่ะ ข่าววงในบอกว่ามันขายหุ้นทุกอย่างทิ้งตั้งแต่วันก่อนที่ราคาจะดิ่งเหว ตอนนี้ไม่มีใครตามตัวมันเจอ ตำรวจสากลเริ่มออกหมายจับในคดีปั่นหุ้นที่ลามไปถึงธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์แล้ว” ผมลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองลงไปเห็นเมืองทั้งเมืองเหมือนเป็นกระดานหมากรุกที่ผมเป็นคนควบคุมกระแสเงินทั้งหมดไว้ในมือ ผมย้อนเวลากลับมาเพื่อล้างแค้น เพื่อกอบกู้สิ่งที่ควรจะเป็นของครอบครัว แต่ดูเหมือนว่า 'อดีต' ที่ผมเปลี่ยนไป จะสร้างแรงกระเพื่อมที่ผมคาดไม่ถึง “ลินิน คุณจำเรื่องพ่อผมได้ใช่ไหม?” ผมถามโดยไม่หันกลับไป “ประวัติของพ่อที่ระบุว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสิบปีที่แล้ว ผมตรวจสอบจนแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้... ผมเพิ่งได้รับสายจากเขา” ลินินลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ “เป็นไปไม่ได้ค่ะ ธันวา คุณกำลังเครียดเกินไปหรือเปล่า?” “ผมก็อยากคิดแบบนั้น” ผมหยิบสูทตัวนอกมาสวม “เตรียมรถครับ เราจะไปที่บ้านหลังเก่าของผม” การเดินทางไปสู่บ้านหลังที่ไม่ได้ย่างกรายเข้าไปนับทศวรรษให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทางย้อนกลับไปสู่จุดที่ความโลภและความแค้นเริ่มก่อตัวขึ้น ลินินขับรถพาผมมาถึงบ้านไม้หลังเก่าที่ดูทรุดโทรมตามกาลเวลา ที่นี่คือที่ที่ผมเคยเป็นเพียงลูกชายของนักบัญชีธรรมดาๆ ก่อนที่ศรุตจะวางแผนโกงพ่อจนหมดตัวและนำไปสู่โศกนาฏกรรม ผมเดินเข้าไปในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ ภาพถ่ายของคุณแม่ยังคงแขวนอยู่บนผนัง ผมเอื้อมมือไปปลดรูปนั้นออก ด้านหลังมีตู้เซฟเหล็กกล้าติดอยู่กับผนังจริงๆ อย่างที่สายปริศนาบอกไว้ มือที่สั่นเทาของผมกดรหัสวันเกิดของตัวเองลงไป เสียงกลไกภายในคลิกเบาๆ ก่อนประตูตู้เซฟจะแง้มเปิดออก ภายในไม่มีเงินสด ไม่มีทองคำ หรือหลักฐานการทุจริต แต่มันมีเพียง ‘สมุดบัญชีสีน้ำตาล’ เล่มหนึ่ง และแฟลชไดรฟ์สีดำสนิท ผมเปิดสมุดเล่มนั้นออก ลายมือคุ้นตาของพ่อเขียนไว้ในหน้าแรกว่า: *“ถึงธันวา... ถ้าลูกอ่านหน้านี้ แสดงว่าลูกได้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่คนธรรมดาจะทำได้แล้ว ในโลกของการเงิน ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร มีเพียงคนที่รู้ความลับก่อนเท่านั้นที่เป็นผู้ชนะ”* ลินินมองข้ามไหล่ผมมา เธออ่านข้อความนั้นแล้วขมวดคิ้ว “ธันวา... นี่มันลายมือพ่อคุณจริงๆ หรือคะ?” ผมไม่ตอบ แต่เสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับโน้ตบุ๊กที่พกติดตัวมา ข้อมูลภายในไม่ใช่ความลับของตลาดหุ้น แต่มันคือผังเครือข่ายความสัมพันธ์ของนักการเมืองระดับสูงและเจ้าของบริษัทข้ามชาติที่ศรุตเคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ก่อนที่ศรุตจะเริ่มแผนการร้ายเสียอีก “นี่มัน... แผนที่การเงินของคนทั้งโลกเลยนี่คะ” ลินินอุทานด้วยความทึ่ง “ถ้าข้อมูลนี้หลุดออกไป ตลาดการเงินโลกจะพังพินาศกว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งไหนๆ” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน ผมหันกลับไปทันที ลินินหยิบปืนพกขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าถือตามสัญชาตญาณของการเป็นนักวางแผนที่เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นจากเงามืดของประตูบ้าน ชายคนนั้นสวมเสื้อโค้ทสีเข้มและหมวกปีกกว้างที่บดบังใบหน้าเกือบมิด เขาก้าวเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นและคุ้นตาจนผมต้องชะงักไป “นายทำได้ดีมาก ธันวา... การขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือตั๋วใบเดียวที่จะทำให้เราเข้ามานั่งอยู่ในเกมกระดานใหญ่ที่แท้จริงได้” ชายคนนั้นขยับหมวกออก ผมแทบหยุดหายใจ ใบหน้าของเขาคือพ่อผมจริงๆ แต่ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความเย็นชาที่ผ่านการกรำศึกในโลกมืดของธุรกิจมาอย่างโชกโชน “ศรุตอยู่ไหน?” ผมถามเสียงลอดไรฟัน “ศรุตเป็นแค่เบี้ยที่หมดประโยชน์” ชายคนนั้นกล่าวพลางวางกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะ “แต่นาย... ลูกชายของฉัน นายคือขุมทรัพย์ที่ฉันรอคอยมาตลอดสิบปีที่แกล้งตาย เพื่อเฝ้ามองแกเติบโตขึ้นเป็นยอดฝีมือที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อที่จะได้รับช่วงต่อ ‘อาณาจักร’ ที่แท้จริงจากฉัน” ผมกำหมัดแน่น พลังอำนาจที่ผมสร้างขึ้นด้วยมือตัวเองกลับกลายเป็นเพียงเครื่องมือของใครบางคนที่วางหมากไว้ตั้งแต่ต้น และคนคนนั้น... คือคนที่ผมรักที่สุด “แกไม่ใช่พ่อฉัน” ผมพูดเสียงต่ำ ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกดปุ่มรีโมทในมือ “งั้นลองดูสิว่า... หุ้นในพอร์ตของนายที่ตอนนี้กำลังขึ้นอันดับหนึ่ง จะยังเหลือค่าเท่าไหร่ ถ้าวินาทีนี้... ทุกอย่างในตลาดกำลังถูกเทขายด้วยคำสั่งจากบัญชีลับของนายเอง” หน้าจอโน้ตบุ๊กของผมเด้งแจ้งเตือนรัวเร็ว มูลค่าทรัพย์สินของผมเริ่มร่วงลงราวกับใบไม้ร่วง นี่ไม่ใช่แค่การแย่งชิงบัลลังก์ แต่มันคือการประกาศสงครามครั้งสุดท้ายที่ผมไม่มีวันแพ้! ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงวิกฤตและโอกาสมากับผมจนถึงตอนนี้ครับ - เซียนหุ้นย้อนเวลา
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนอดีตพลิกวิกฤตการเงิน: ทวงคืนบัลลังก์เจ้าพ่อตลาดหุ้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%