เงาไม้ใต้แสงดาว: บันทึกความทรงจำที่ไม่เคยจาง•ตอนที่ 5

รอยยิ้มที่หายไป

ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
"คุณจะเก็บกวาดเศษซากที่แตกไปแล้วไปทำไมคะ ในเมื่อต่อให้พยายามแค่ไหน มันก็ไม่มีทางประกอบกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรอก" เสียงราบเรียบแต่บาดลึกของรินรดาดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องสตูดิโอเก่าคร่ำคร่า กลิ่นอายของฝุ่นผงและกระดาษอัดรูปเก่าๆ ลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศที่เกือบจะหยุดหายใจ บนพื้นเบื้องหน้าของเธอคือเศษแก้วจากกรอบรูปที่ร่วงหล่นลงมาแตกละเอียด ชิ้นส่วนของกระจกใสสะท้อนภาพแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟเปลือยบนเพดาน ราวกับดวงดาวนับร้อยที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดี อคินไม่ได้ขยับตัวหนีไปไหน แม้ว่าปลายเท้าของเขาจะอยู่ห่างจากคมกระจกพวกนั้นเพียงไม่กี่เซนติเมตร ชายหนุ่มในเสื้อเชيرผ้าลินินยับยู่ยี่ค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นไม้ปาร์เกต์ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ้าดเบาๆ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมไปหยิบเศษกระจกชิ้นใหญ่ที่สุดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าความเปราะบางนั้นจะบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของใครบางคนมากกว่าผิวเนื้อ "ผมไม่ได้พยายามจะประกอบมันให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมหรอกครับ... เอ่อ หมายถึงนะคะ" อคินชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นชิน แต่เขาก็รีบปรับสายตาจริงจังขึ้นเมื่อเงยหน้าสบตากับหญิงสาว "ผมแค่คิดว่า... บางครั้งเศษซากพวกนี้ มันอาจจะกำลังพยายามบอกเล่าเรื่องราวที่สวยงามกว่าเดิม ในแบบที่ตอนที่มันยังสมบูรณ์ไม่มีวันทำได้ต่างหากล่ะคะ" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นและความเหนื่อยล้าที่สะสมมาแรมปี เธอยืนกอดอกแน่นราวกับเกราะกำบังอันเปราะบาง ร่างระหงภายใต้เสื้อไหมพรมสีเทาเข้มดูราวกับจะกลืนหายไปกับเงาของมุมห้อง แววตาคู่คมที่มักจะซ่อนความรู้สึกไว้เบื้องหลังเสมอในตอนนี้กลับไหวระริกคล้ายผิวน้ำยามถูกลมกรรโชก "คุณพูดเหมือนคนที่ไม่เคยสูญเสียอะไรไปจริงๆ สักอย่างนะคะ อคิน" รินรดาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ส้นรองเท้ากระทบกับพื้นไม้ดังสะท้อน "คุณเห็นทุกอย่างผ่านเลนส์กล้อง คุณเลือกมุมที่สวยที่สุด กดชัตเตอร์ แล้วก็เก็บบันทึกมันไว้ในฟิล์ม แต่คุณไม่เคยรู้เลยสักนิดว่า... ความเจ็บปวดจากการต้องตื่นมาแล้วพบว่าโลกทั้งใบมันหายไปในชั่วข้ามคืน... มันหน้าตาเป็นยังไง" บรรยากาศในห้องราวกับลดอุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ ลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นไอจางๆ ในค่ำคืนที่อากาศเริ่มเย็นเยียบ อคินวางเศษกระจกในมือลงบนโต๊ะไม้ใกล้ตัวอย่างเบามือที่สุด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่สูงโปร่งก้าวเข้าไปหารินรดาอย่างช้าๆ ไม่มีท่าทีคุกคาม มีเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่รินรดากลัวที่สุด—ความเข้าใจที่พยายามจะทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเอง "ผมรู้ว่าผมเป็นแค่ช่างภาพ... เป็นแค่คนนอกที่บังเอิญเดินเข้ามาในโลกพังๆ ของคุณนะคะ" อคินหยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือถึง กลิ่นอายจางๆ ของกลิ่นกระดาษเก่าและกาแฟดำลอยกรุ่นอยู่รอบตัวเขา "แต่รินคะ... การที่คุณขังตัวเองไว้ในความมืด แล้วบอกว่าตัวเองไม่เจ็บปวด มันไม่ได้ช่วยให้แผลเป็นพวกนั้นจางลงเลยนะคะ มันมีแต่จะทำให้คุณตายทั้งเป็นในทุกๆ วันต่างหาก" "หยุดพูดนะ!" รินรดากระชากเสียงขึ้น ดวงตาคู่สวยเริ่มมีรื้นน้ำตาแห่งความคับแค้นใจเอ่อคลอ แต่เธอพยายามกะพริบตาไล่มันกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับฉันบ้าง? คุณรู้จักตัวตนจริงๆ ของฉันเหรอ? คุณก็แค่ผู้ชายใจดีคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามา แล้วก็ทำเป็นเข้าใจ... ทำเป็นอยากจะเยียวยา... ทั้งที่จริงๆ แล้ว คุณก็แค่อยากเอาความรู้สึกผิดของตัวเองมาลงไว้ที่ฉัน!" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่ามันเป็นความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยประจุไฟฟ้าแห่งอารมณ์ อคินไม่ได้ถอยหลัง เขากลับยื่นมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วของเขาเกือบจะสัมผัสโดนปลายแขนที่กอดอกแน่นของเธออยู่แล้ว แต่รินรดากลับสะดุ้งถอยหนีราวกับถูกไฟลวก สายตาของอคินทอดมองความหวาดระแวงในแววตาของหญิงสาวด้วยความปวดร้าวลึกซึ้ง เขารู้ดีว่าบาดแผลของรินรดานั้นลึกเกินกว่าที่ถ้อยคำสวยหรูเพียงไม่กี่คำจะเยียวยาได้ มันคือรอยแผลที่เกิดจากการสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รักในอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน เหตุการณ์ที่เธอรอดชีวิตมาได้เพียงลำพัง พร้อมกับความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจว่า "ทำไมถึงไม่ใช่เธอที่ตาย" "ผมไม่ได้มีความรู้สึกผิดอะไรทั้งนั้นนะคะ... นอกเสียจากความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้คุณต้องทนแบกรับความโดดเดี่ยวนี้ไว้คนเดียวมาตลอด" อคินเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าหนักแน่นในทุกถ้อยคำ "ถ้าการร้องไห้และการโกรธแค้นโลกใบนี้มันเหนื่อยนัก... คุณลองพักแล้วร้องออกมาบ้างก็ได้นะคะ ริน... ไม่มีใครว่าอะไรคุณหรอก" คำพูดนั้นราวกับกุญแจดอกสุดท้ายที่ไขประตูห้องลับในใจที่ถูกล็อกกั้นมานานแสนนาน รินรดาชะงักกึก ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นสั่นเทระริก ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวมาตลอดบัดนี้ไหวระรึกราวกับเขื่อนที่กำลังจะพังทลายลงมา เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อดึงสติครั้งสุดท้าย แต่ความอบอุ่นจากแววตาที่อคินส่งมาให้มันช่างไร้ซึ่งการป้องกัน จนเธอแทบจะทานทนไม่ไหว ในวินาทีที่รินรดากำลังจะยอมปล่อยให้หยดน้ำตาแห่งความอ่อนแอไหลรินลงมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น... ก๊อก ก๊อก ก๊อก— มันไม่ใช่เสียงเคาะประตูธรรมดา แต่มันคือจังหวะการเคาะสามครั้งติดกันที่คุ้นเคย เป็นจังหวะที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในทันที อคินขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองทางประตูไม้บานเก่าที่ปิดสนิท "ใครมาดึกป่านนี้กันคะ เดี๋ยวผมไปดูให้..." "อย่าเปิดนะคะ!" รินรดาหวีดร้องออกมาเสียงหลง พุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของอคินไว้แน่นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด สีหน้าของเธอบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับเพิ่งได้เห็นผีร้ายจากอดีตที่ตามมาหลอกหลอน ก่อนที่อคินจะทันได้ถามอะไร บานประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้ามาปะทะจมูก พร้อมกับร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบที่ยืนยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นอยู่ที่กรอบประตู ดวงตาคมกริบของธีร์กวาดมองคนทั้งสองในห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่มือของรินรดที่ยังคงกำแขนเสื้อของอคินไว้แน่น รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของอดีตคนรักผู้เคยทำลายชีวิตเธอ "ไงจ๊ะ ริน... ดูท่าทางเธอกำลังสนุกกับการหาของเล่นใหม่อยู่สินะคะ ถึงได้ลืมไปเสียสนิทว่า... มีใครบางคนกำลังรอทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของเขาอยู่... รวมทั้งตัวเธอด้วย" ด้วยรักจาก "ดาวตกคืนคริสต์มาส" ค่ะ
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงดาว: บันทึกความทรงจำที่ไม่เคยจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%