"มันต้องอยู่ตรงนี้... สี่วันก่อนฉันยังเห็นมันวางอยู่ใต้ลิ้นชักลับนี่อยู่เลย"
รินรดากระซิบกับตัวเอง น้ำเสียงสั่นพร่าขณะที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอตะกุยไปตามพื้นไม้ปาร์เกต์ที่เย็นเยียบใต้ตู้หนังสือโบราณ ข้าวของในห้องทำงานที่เคยถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจาย เอกสารสำคัญ แฟลชไดรฟ์ที่บรรจุหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะเปิดโปงความฉ้อฉลของธีร์ได้... ทั้งหมดมลายหายไปราวกับอากาศธาตุ
หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนเจ็บหน้าอก ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่งกลับมาเล่นงานเธออีกครั้ง บาดแผลเก่าที่เธอพยายามเยียวยาด้วยความเงียบงันเริ่มปริแตกออกในความทรงจำ
"ริน... พอเถอะ"
เสียงทุ้มต่ำของอคินดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง เขาไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ แต่ยืนนิ่งอยู่ที่กรอบประตู แววตาของเขาที่มักจะเปี่ยมด้วยความสดใสยามถือกล้องถ่ายรูป บัดนี้กลับหม่นแสงลงราวกับถูกเมฆหมอกเข้าปกคลุม เขาเห็นความพินาศในห้องนี้แล้ว และเขาก็รู้ดีว่าความพินาศที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ข้าวของที่กระจัดกระจาย แต่อยู่ที่ความสิ้นหวังในแววตาของหญิงสาวที่เขารัก
"เธอจะบอกว่ามันหายไปเองงั้นเหรอ อคิน?" รินรดาเงยหน้าขึ้น สายตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ดุดันและเต็มไปด้วยความระแวง เธอไม่ได้มองอคินในฐานะคนรัก แต่เธอมองเขาในฐานะ 'คนแปลกหน้า' ที่อาจจะกำลังเข้ามาเห็นจุดจบของเธอ "ไม่มีใครเข้ามาในห้องนี้ได้ นอกจากเราสองคน"
อคินชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ความลังเลฉายชัดบนใบหน้าคมสัน "เธอคิดว่าฉันเป็นคนเอาไปงั้นเหรอ?"
"แล้วจะให้ฉันคิดยังไง?" รินรดาลุกขึ้นยืน ร่างกายที่บอบบางสั่นสะท้านภายใต้เสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่ง "หลักฐานนั้นคือชีวิตของฉัน คือสิ่งที่ฉันเก็บไว้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ครอบครัว แล้วตอนนี้มันหายไป... ในวันที่ธีร์เริ่มเข้าใกล้ชีวิตเรามากขึ้นทุกที เธอจะให้ฉันคิดยังไงนอกจากมีคนในบ้านที่เป็นไส้ศึก!"
"ริน ฟังนะ..." อคินพยายามก้าวเข้าไปหา แต่รินรดาถอยห่างอย่างรวดเร็ว ความหวาดระแวงเป็นเหมือนกำแพงหนาที่เธอสร้างขึ้นกั้นกลางระหว่างเขากับเธอเสมอมา "ถ้าฉันต้องการจะขโมยมันไป ฉันจะอยู่ตรงนี้เพื่อรอให้เธอมากล่าวหาฉันทำไม? ฉันรู้ว่าเธอเจ็บปวด แต่การผลักไสทุกคนออกไปไม่ใช่การปกป้องตัวเองนะ"
"ออกไปซะ" เธอสั่งเสียงเรียบ ทว่าสั่นเครือ "ฉันต้องการอยู่คนเดียว"
อคินนิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขามองเธอด้วยความสงสารและเจ็บปวด ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้รินรดาอยู่กับความว่างเปล่าที่หนักอึ้งกว่าเดิม ความเงียบในห้องดูเหมือนจะบีบคั้นเธอจนแทบหายใจไม่ออก เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม หยิบกรอบรูปเก่าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู ในรูปคือครอบครัวของเธอที่ยิ้มกว้างในวันที่แสงแดดอบอุ่น แต่ตอนนี้ภาพเหล่านั้นดูช่างห่างไกลเหลือเกิน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ในขณะที่รินรดากำลังจะยอมแพ้และปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก เธอขมวดคิ้วแน่น ใครจะขึ้นมาที่ระเบียงชั้นสามได้ถ้าไม่ใช้บันไดลิง?
เธอเดินไปที่หน้าต่างผ้าม่านสีครีมพริ้วไหวตามแรงลม รินรดาแง้มม่านออกเพียงเล็กน้อย หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของสวนด้านล่าง แสงไฟจากเสาหน้าบ้านส่องกระทบใบหน้าของคนคนนั้น... ธีร์
เขากำลังถือซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ มืออีกข้างหนึ่งกำลังหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุด เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เขาไม่ได้เผามันเพื่อทำลายหลักฐาน แต่เขากลับกางกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา แล้วหัวเราะเบาๆ ราวกับกำลังอ่านเรื่องตลกที่น่ารื่นรมย์ที่สุดในชีวิต
เขามองขึ้นมาที่หน้าต่างห้องของเธออย่างแม่นยำ ราวกับเขารู้ว่าเธอกำลังจ้องมองอยู่ ธีร์ขยับปากพูดโดยไม่มีเสียง แต่รินรดาอ่านปากของเขาออกอย่างชัดเจน
*‘เกมมันเพิ่งเริ่ม ริน... และของชิ้นนี้ มันไม่เคยสำคัญกับฉันเท่ากับท่าทางตอนที่เธอกำลังจะพังทลายลงหรอก’*
เขาสะบัดไฟแช็กทิ้ง กระดาษในมือเริ่มมอดไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านที่ปลิวว่อนไปตามแรงลม รินรดาตัวแข็งทื่อ ความคิดของเธอว่างเปล่าจนน่ากลัว ในวินาทีที่เธอคิดว่าเธอคือผู้ควบคุมเกมทั้งหมด ธีร์กลับชักใยเธอให้กลายเป็นหมากตัวหนึ่งที่กำลังจะถูกกำจัดทิ้งโดยไม่รู้ตัว
ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะทรุดลงด้วยความสิ้นหวังนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นครืดคราดขึ้นมา หน้าจอแสดงชื่อผู้โทรเข้าที่ทำเอาเธอกลั้นหายใจ... เป็นเบอร์ที่เธอไม่ได้เห็นมานานหลายปี เบอร์ของคนที่ตายไปแล้วในอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน
รินรดากดรับสายด้วยมือที่สั่นเทา เสียงปลายสายไม่ได้มีแต่ความเงียบ แต่มันกลับเป็นเสียงเพลงกล่อมเด็กที่แม่ของเธอชอบร้องให้ฟังก่อนนอน พร้อมเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังแทรกเข้ามาว่า "ริน... อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น เพราะในเงาไม้ใต้แสงดาวนั้น มีความจริงที่น่ากลัวกว่าสิ่งที่เธอเจออยู่ตอนนี้"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างรินรดาในวันที่พายุถาโถมเข้ามาแบบนี้ ดาวตกคืนคริสต์มาสจะพาคุณไปค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงาในตอนถัดไปนะคะ
เงาไม้ใต้แสงดาว: บันทึกความทรงจำที่ไม่เคยจาง•ตอนที่ 23
ความหวังที่ริบหรี่
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงดาว: บันทึกความทรงจำที่ไม่เคยจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!