เอกสารแผ่นนั้นยังคงสั่นไหวอยู่ในปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของรินรดา มันไม่ใช่ความจริงที่เธอตามหา... แต่มันคือความจริงที่เธอไม่อาจยอมรับได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ตัวอักษรบนกระดาษคราบหมึกจางๆ พิมพ์ข้อความยืนยันความลับที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของอดีต ความจริงที่ว่าอุบัติเหตุในคืนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความประมาท แต่เป็นความตั้งใจของใครบางคน—คนใกล้ตัวที่เธอมอบความไว้วางใจให้มากที่สุด
ความเงียบงันภายในห้องพักริมหน้าผาสูงชันเสียดแทงหัวใจจนแทบหยุดหายใจ สายหมอกหนาทึบด้านนอกเคลื่อนตัวเข้าประชิดกระจกใสราวกับสัตว์ป่ากระหายเหยื่อ มันพยายามกลืนกินทุกสิ่งให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด เช่นเดียวกับความรู้สึกของเธอในยามนี้ที่กำลังพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
"ริน..."
เสียงทุ้มต่ำของอคินดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาไม่ได้ขยับเข้ามาประชิดตัวเธอในทันที ชายหนุ่มเพียงแต่ยืนเว้นระยะห่างอย่างเข้าใจ ดวงตาคมปลาบที่มักจะซ่อนความขี้เล่นไว้เสมอ บัดนี้กลับฉายแววเจ็บปวดและห่วงใยอย่างสุดซึ้ง เขารู้ดีว่าเอกสารในมือเธอกำลังแผดเผาทุกความทรงจำที่เหลืออยู่ให้มอดไหม้
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่ตีรื้นขึ้นมาที่ลำคอ เธอยกมือขึ้นปัดปอยผมที่เคลียแก้มอย่างเชื่องช้า พยายามรักษาเกราะกำบังอันเปราะบางที่สร้างขึ้นมาตลอดหลายปี แต่ทว่า ในวินาทีนี้ กำแพงเหล่านั้นกลับพังทลายลงด้วยน้ำมือของความจริงอันโหดร้าย
"เขาทำแบบนั้นทำไมคะ, อคิน..." เสียงของเธоสั่นพร่าและแหบแห้ง ราวกับไม่ใช่เสียงของตัวเอง "ทั้งที่พ่อกับแม่... ไว้ใจเขาขนาดนั้น"
อคินสาวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังเข้าใกล้กวางป่าที่ตื่นกลัว เขาคุกเข่าลงข้างๆ เก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ เงยหน้าขึ้นสบตาโดยไม่หลบเลี่ยง ปลายนิ้วอุ่นจัดเอื้อมไปสัมผัสหลังมือที่เย็นเฉียบของเธอเบาๆ สัมผัสที่เต็มไปด้วยความมั่นคงและปลอดภัย ทำให้รินรดารู้สึกราวกับมีที่ยึดเหนี่ยวเดียวในพายุฝน
"เพราะความโลภและความอิจฉาริษยา มักทำให้คนเรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลยครับ... เอ่อ, ค่ะ" อคินรีบเปลี่ยนสรรพนามในใจเมื่อเผลอตัว แต่รินรดากลับไม่ได้ใส่ใจกับความผิดพลาดเล็กน้อยนั้น สายตาของเธอยังคงรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ
"ฉันเหนื่อยเหลือเกินค่ะ..." รินรดาซบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่บางสั่นเทิ้มด้วยแรงสะอื้นที่อัดอั้นมานานหลายปี ความรู้สึกผิดที่รอดชีวิตมาได้เพียงลำพัง ความโดดเดี่ยว และความแค้นที่กัดกินหัวใจ บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัว
อคินดึงมือเธออกจากใบหน้าอย่างอ่อนโยน นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากแก้มนวลอย่างทะนุถนอม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความลึกซึ้งที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน หรืออาจจะ... ไม่กล้าพอที่จะมองมัน
"ร้องออกมาเถอะครับ... เอ๊ย, เถอะนะคะ" อคินยิ้มบางๆ ทั้งที่ขอบตาของเขาก็แดงก่ำไม่แพ้กัน "ผมอยู่ตรงนี้แล้ว... รินไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป รินมีผม... และผมจะไม่มีวันปล่อยให้รินเผชิญหน้ากับความมืดมนนี้ลำพังเด็ดขาด"
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับทรงพลังราวกับค้อนที่ทุบทำลายกำแพงน้ำแข็งในใจของรินรดาจนหมดสิ้น เธอโถมตัวเข้าซบลงกับอกแกร่งของชายหนุ่มทันที ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นมาทั้งชีวิตไหลรินออกมาอย่างไร้การควบคุม อคินโอบกอดร่างบางไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับกลุ่มผมสลวย พลางพسมพำคำปลอบโยนซ้ำๆ ข้างใบหู ท่ามกลางสายหมอกหนาทึบที่ปกคลุมภายนอกราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงแค่เราสองคน
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ความเงียบและเสียงสะอื้นคลอเคล้ากันไป จนกระทั่งอุณหภูมิรอบตัวเริ่มอุ่นขึ้นจากไอร้อนของอ้อมกอด รินรดาผละออกจากอกของเขาเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยที่บวมช้ำจากการร้องไห้เงยขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วไม่เป็นจังหวะ
อคินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ชิดอีกนิด ปลายจมูกแทบจะชนกัน สายตาของเขาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรัก ความปรารถนาดี และความจริงใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"รินจำได้ไหมครับ... วันแรกที่เราเจอกันที่ร้านถ่ายรูปเก่าๆ ในเมืองย่อย" เสียงกระซิบพร่าเลือนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ "ผมบอกตัวเองในใจว่า ผู้หญิงคนนี้มีดวงตาที่เศร้าที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา... และผมก็สาบานกับตัวเองว่า ผมจะทำทุกทางเพื่อให้รอยยิ้มกลับมาปรากฏบนใบหน้านั้นอีกครั้งให้ได้"
รินรดานิ่งงัง หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพang "คุณ... หมายความว่ายังไงคะ"
"ผมหมายความว่า..." อคินยิ้มละมุน ดวงตาพราวระยับด้วยประกายแห่งความจริงจัง "ผมรักรินครับ... รักมานานเกินกว่าจะเก็บซ่อนมันไว้ในฐานะเพื่อนร่วมเดินทางอีกต่อไปแล้ว ต่อให้โลกใบนี้จะเต็มไปด้วยหมอกหนา หรือมีความลับดำมืดแค่ไหน ถ้ามีรินอยู่เคียงข้าง ผมก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้วล่ะค่ะ"
ถ้อยคำสารภาพรักกลางสายหมอกที่หนาทึบและเหน็บหนาว กลับสร้างความอบอุ่นล้ำลึกขึ้นในใจของรินรดา เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น และพบแต่ความจริงใจที่บริสุทธิ์ ไร้ซึ่งการเสแสร้ง
มือเรียวบางยกขึ้นสัมผัสแก้มสากของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มจางๆ ที่หา The ยากยิ่งบนใบหน้าของเธอค่อยๆ คลี่ออก—รอยยิ้มที่มาจากหัวใจจริงๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
"ฉันก็... รักคุณค่ะ, อคิน"
คำตอบรับที่แผ่วเบาราวเสียงกระซิบ แต่กลับชัดเจนก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของทั้งคู่ อคินไม่รอช้า เขาโน้มริมฝีปากลงมาประกบปิดเรียวปากนุ่มของหญิงสาวอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน เป็นจูบที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย การเยียวยา และการเริ่มต้นใหม่ ท่ามกลางไอหมอกที่เริ่มจางหายไปทีละน้อย เผยให้เห็นแสงดาวระยิบระยับที่ทอประกายแจ่มชัดบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
ทว่า... ในขณะที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังผละออกจากกันด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบที่หน้าประตูห้องพัก พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับคนบ้า!
รินรดาสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองบานประตูด้วยความหวาดระแวง ขณะที่อคินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่ประตูห้องจะถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้มารยาทโดยไม่ทันให้ออนุญาต
ร่างสูงโปรดของใครคนหนึ่งก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปากและดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความคลุ้มคลั่ง... ธีร์ยืนอยู่ที่นั่น พร้อมกับเอกสารอีกฉบับในมือที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ และประโยคแรกที่เขาเอ่ยออกมาก็ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา "ดีใจจังที่พวกเธอกำลังมีความสุข... เพราะความลับที่แท้จริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้น มันเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหากล่ะ, รินรดา!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
"ดาวตกคืนคริสต์มาส"
เงาไม้ใต้แสงดาว: บันทึกความทรงจำที่ไม่เคยจาง•ตอนที่ 31
สารภาพรักกลางสายหมอก
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงดาว: บันทึกความทรงจำที่ไม่เคยจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!