เสียงกระทบกันของช้อนสเตเก็กลงบนจานกระเบื้องเคลือบราคาแพง ดังแทรกความเงียบงันในห้องอาหารสไตล์โมเดิร์นได้อย่างบาดหู
รวิศไม่ได้มองหน้าคนตรงข้าม สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากำลังจดจ่ออยู่กับการหั่นเนื้อวัวมีเดียมแรร์ชิ้นพอดีคำ ราวกับว่าชิ้นเนื้อตรงหน้ามีความสำคัญมากกว่าบรรณาธิการสาวสวยที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะอาหารยาวเหยียดตัวนี้เสียอีก
"ถ้าคุณจะเงียบใส่ผมตลอดมื้อค่ำนี้ เพื่อประหยัดพลังงานไว้ไปเถียงกับผมตอนตรวจต้นฉบับ ผมเกรงว่าคุณจะคิดผิดนะครับ บก.พิมพ์มาดา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันนิดๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบ รวิศเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมกับส่งชิ้นเนื้อที่ราดซอสเข้มข้นเข้าปากอย่างใจเย็น ท่าทางสุขุมเยือกเย็นนั้นช่างน่าหมั่นไส้ในสายตาของพิมพ์มาดาเสียเหลือเกิน
"ฉันไม่ได้เงียบเพราะจะเก็บแรงไว้เถียงคุณหรอกค่ะ... เอ้ย! ผมหมายถึง... ฉันแค่กำลังคิดว่า นิยายสืบสวนที่คุณเพิ่งส่งมาตอนบ่าย มันมีช่องโหว่เยอะจนฉันไม่รู้จะเริ่มแก้จากตรงไหนก่อนดีต่างหาก" พิมพ์มาดาเผลอหลุดคำลงท้ายตามความคุ้นชิน แต่ก็รีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วสวนกลับด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก "หรือว่าสมองระดับเบสต์เซลเลอร์ของคุณ เริ่มเสื่อมถอยไปตามยอดขายที่ตกลงในเล่มล่าสุดแล้วล่ะคะ คุณนักเขียน"
รวิศชะงักมือที่กำลังถือแก้วไวน์แดง มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นนิดๆ ในแบบที่คนคุ้นเคยจะรู้ดีว่านั่นคือสัญญาณเตือนภัย "ยอดขายเล่มล่าสุดของผมติดอันดับหนึ่งต่อเนื่องสามสัปดาห์ซ้อน ถ้าเรียกว่าตกต่ำ... ผมว่ามาตรฐานการมองโลกของคุณน่าจะมีปัญหาแล้วล่ะครับ"
"หึ! ติดอันดับเพราะแฟนคลับตาบอดคลั่งไคล้ตัวตนของคุณต่างหาก ไม่ใช่เพราะฝีมือการเดินเรื่อง" พิมพ์มาดาวางส้อมลงกระแทกจานเสียงดังลั่น เธอโน้มตัวไปข้างหน้า สายตาท้าทายจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของอีกฝ่าย "สารภาพมาเถอะรวิศ ว่าปมฆาตกรรมในตอนที่เจ็ดที่คุณเขียนส่งมาเนี่ย คุณลอกมาจากข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับไหน ใช่ไหม?"
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอุณหภูมิลดฮวบทันที ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันคือความตึงเครียดที่อบอวลไปด้วยเคมีอันตรายที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างไม่น่าเชื่อ
รวิศวางแก้วไวน์ลงช้าๆ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะอาหารยาวมาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของหญิงสาว ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำให้กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นไวน์จางๆ ของชายหนุ่มลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสของพิมพ์มาดาจนเธอต้องเผลอกลั้นหายใจ
ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่จงใจเดินเข้ามารุกรานพื้นที่ส่วนตัว รวิศโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคมปลาบที่เคยฉาบด้วยความเยชาเมื่อครู่ ตอนนี้กลับพราวระยับไปด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำ
"คุณอยากรู้ไหมล่ะครับ... ว่าทำไมผมถึงเขียนตอนนี้ออกมาได้สมจริงขนาดนั้น" น้ำเสียงของรวิศเปลี่ยนเป็นนุ่มทุ้มและแหบพร่า จงใจกระซิบข้างใบหูของเธอจนขนอ่อนลุกชัน
พิมพ์มาดาหัวใจเต้นผิดจังหวะ เธอพยายามเบี่ยงตัวหนี แต่ปลายนิ้วแข็งแรงของชายหนุ่มกลับเอื้อมมาแตะที่คางอิ่ม บังคับให้เธอต้องเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ ปลายนิ้วคู่นั้นไม่ได้ออกแรงบีบคั้น แต่มันอุ่นจัดและสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบประสาทของเธอได้อย่างน่าประหลาด
"ละ...ปล่อยนะรวิศ คุณจะทำอะไร" เสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับสั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว
"ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย... ผมแค่จะพิสูจน์ให้คุณเห็น ว่าสิ่งที่ผมเขียนมันมาจาก 'ความรู้สึกจริง' ไม่ใช่เรื่องโกหก"
รวิศโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด ริมฝีปากหยได้รูปอยู่ห่างจากริมฝีปากของเธอเพียงคืบเดียว สายตาของเขาไล่สำรวจใบหน้าเนียนใสของบรรณาธิการสาวที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ความซึนเดระที่เคยมีหายวับไปกับตา เหลือเพียงความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ท่าทีปากร้ายมานาน
"ถ้าคุณยังปากเก่งใส่ผมอีกคำเดียว... ผมจะใช้สิทธิ์ความเป็นนักเขียน 'ลงโทษ' บรรณาธิการคนสวยด้วยวิธีที่ทำให้คุณลืมต้นฉบับไปเลยดีไหมครับ"
หัวใจของพิมพ์มาดารัวเร็วยิ่งกว่ากลองศึก ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่บนพวงแก้มทำให้เธอพูดไม่ออก สมองที่เคยฉลาดเป็นกรดและโต้เถียงเขาได้ทุกเรื่องตอนนี้กลับว่างเปล่า เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนเสียฟอร์ม แต่ทว่าสายตาที่มองเขากลับไม่ได้มีความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความหวั่นไหวที่ปิดไม่มิด
ในจังหวะที่ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะถูกลดทอนลงจนหมดสิ้น เสียงกริ่งประตูหน้าห้องชุดหรูหราก็ดังขึ้นแทรกบรรยากาศอันเร่าร้อนนี้อย่างไม่รู้กาลเทศะ!
ติ๊ง... ต่อง...
รวิศชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดฉับพลัน เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะถอนใบหน้าออกอย่างเสียดาย ส่วนพิมพ์มาด้ารีบสูดหายใจเข้าปอดลึกเพื่อตั้งสติ พร้อมกับผลักอกแกร่งให้ออกจากพื้นที่ส่วนตัวของเธอทันที
ชายหนุ่มถอยหลังกลับไปยืนตั้งหลักด้วยความหัวเสีย เขาปรายตามองไปทางประตูหน้าด้วยแววตาฆ่าคนได้ ก่อนจะหันมามองหน้าหญิงสาวที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
"เดี๋ยวผมมาจัดการ 'มารผจญ' นี่ก่อน... แล้วเราค่อยมาเคลียร์ 'บทลงโทษ' ของคุณต่อให้จบนะครับ บก.พิมพ์มาดา"
รวิศทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่พิมพ์มาดาเคยเห็นมาก่อนในชีวิต ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินก้าวฉับๆ ไปเปิดประตูห้อง
และเมื่อบานประตูสีเข้มถูกเปิดออก... ร่างสูงของรวิศก็ต้องชะงักค้าง นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อพบว่าแขกยามวิกาลที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้นคือใคร... บุคคลที่หายตัวไปจากชีวิตของเขาอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามปีก่อน และเป็นเจ้าของปมในใจที่เขาไม่เคยลืมเลือน!
ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ดรากอนไรเดอร์คนนี้ด้วยนะครับ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม•ตอนที่ 7
สงครามบนโต๊ะอาหาร
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!