กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในความทรงจำที่บิดเบี้ยว รวิศสะดุ้งเฮือกขึ้นจากห้วงนิทรา ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ลมหายใจหอบกระชั้นถี่ราวกับคนวิ่งหนีตายมานับพันไมล์ ดวงตาคมกริบเบิกโพลงท่ามกลางความมืดมิดของห้องทำงานส่วนตัวที่อัดแน่นไปด้วยกองต้นฉบับและนิยายสืบสวน ปมในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยตัวอักษรและคราบความเย็นชา กำลังกัดกินวิญญาณของเขาอีกครั้งในยามวิกาล
เสียงฝีเท้าเบาหวิวลอดผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ พิมพ์มาดาในชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มขยับเข้ามาด้วยความตกใจ หล่อนถือแก้วน้ำอุ่นค้างไว้ในมือ ดวงตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกยามกวาดมองสภาพของนักเขียนจอมปากร้ายที่นั่งตัวสั่นเทาอยู่บนโซฟาหนัง
"คุณรวิศ... ฝันร้ายอีกแล้วเหรอครับ... เอ๊ย ฝันร้ายอีกแล้วเหรอคะ... แฮ่ม ฝันร้ายอีกแล้วสินะคุณนักเขียน" พิมพ์มาดาเกือบหลุดสำนวนติดปาก แต่ด้วยสัญชาตญาณความห่วงใยทำให้หล่อนรีบเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน
รวิศตวัดสายตาดุดันกลับไปทันที ความหวาดระแวงจากความฝันยังคงหลงเหลืออยู่ในแววตาคู่นั้น แม้ปากจะพยายามเหยียดยิ้มเยาะเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอตามนิสัยเดิม
"ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาในห้องผมตอนดึกดื่นแบบนี้ พิมพ์มาดา มารยาทของคุณมันปลิวหายไปกับกองต้นฉบับเล่มไหนหมด ถึงได้ถือวิสาสะบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น" น้ำเสียงแหบพร่าทุ้มต่ำแต่ยังคงความเฉียบคมไว้เช่นเคย
"ฉันไม่ได้บุกรุก ฉันแค่ได้ยินเสียงเหมือนคนละเมอจะขาดใจตายอยู่แล้วต่างหาก" พิมพ์มาดายืนกรานเสียงแข็ง แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความตกใจไม่แพ้กัน หล่อนวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังลั่นเพื่อแสดงความไม่พอใจ "ถ้าคุณตายคาห้องทำงานนี้ ต้นฉบับเรื่องใหม่ของฉันใครจะรับผิดชอบ อย่าลืมว่าเดดไลน์มันจ่อคอหอยอยู่แล้วนะคุณรวิศ"
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ เขายกมือขึ้นเสยผมลอนรกที่ชื้นเหงื่ออย่างหงุดหงิด สายตาจับจ้องใบหน้าเนียนใสของบรรณาธิการสาวที่ยืนกอดอกจ้องเขาเขม็ง แม้ปากจะร้ายกาจใส่กันไม่เว้นแต่ละวัน แต่ความอบอุ่นบางเบาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอกลับทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจเขาสั่นคลอนอย่างประหลาด
"ห่วงต้นฉบับมากกว่าตัวผมหรือไง ถึงได้ถ่อสังขารมาถึงนี่" รวิศถามเสียงกระเซาร์ พยายามดึงมาดเย่อหยิ่งกลับคืนมา
"ใช่ครับ... เอ๊ย ใช่ค่ะ... เอ๊ย ใช่สิ!" พิมพ์มาดาหน้าแดงก่ำด้วยความหงุดหงิดที่เผลอหลุดภาษาพูดผิดเพี้ยนไปหมด "พูดมากน่า ดื่มน้ำซะ หน้าซีดเป็นศพไม่มีญาติหรอกคุณ"
รวิศมองแก้วน้ำอุ่นในมือเธอ สลับกับใบหน้าที่ฉายแววความห่วงใยปิดไม่มิด แม้ปากจะบอกว่ารำคาญ แต่ลึกๆ แล้ว เขากลับโหยหาสัมผัสและเสียงบ่นของหญิงสาวคนนี้มากกว่าที่เคยยอมรับกับตัวเอง
มือหนายื่นออกไปรับแก้วน้ำ ปลายนิ้วของทั้งคู่บังเอิญแตะสัมผัสกันเพียงเสี้ยววินาที แต่กระแสความรู้สึกประหลาดกลับวิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อต รวิศชะงักค้าง ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของพิมพ์มาดา บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงันลงจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมคราม
"มองอะไรหน้าฉันติดกาวเหรอ" พิมพ์มาดาแกล้งทำเป็นเฉไฉหลบสายตา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความใกล้ชิดในยามวิกาลเช่นนี้ช่างอันตรายต่อหัวใจที่พยายามตั้งกำแพงเหลือเกิน
"เปล่า... แค่คิดว่าบางที..." รวิศเว้นจังหวะ เสียงทุ้มต่ำพึมพำเบาราวกับกระซิบ "ปากจัดๆ ของคุณเนี่ย บางทีมันก็มีประโยชน์กว่าที่คิดแฮะ"
"นี่คุณด่าว่าฉันปากจัดเหรอ!" พิมพ์มาดาแยกเขี้ยวใส่ทันที มือเรียวเตรียมจะฟาดลงบนไหล่กว้างตามความเคยชิน
แต่ทว่า... ก่อนที่ฝ่ามือของเธอจะกระทบเป้าหมาย เสียงเคาะประตูกระจกห้องทำงานด้านนอกดังขึ้นกะทันหัน สามครั้งซ้อน... หนักหน่วง และเยือกเย็น
ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว รวิศขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาคมเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังขั้นสุดยอด ในยามตีสองแบบนี้ ไม่มีใครหน้าไหนกล้าเดินขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของบ้านพักส่วนตัวเด็ดขาด ยกเว้นเสียแต่... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจากอดีตที่เขากำลังหนี
พิมพ์มาดาหน้าซีดเผือด รีบคว้าแขนรวิศไว้โดยสัญชาตญาณ "เสียง... ใครมาเคาะประตูเวลานี้..."
รวิศไม่ตอบ เขาดึงตัวเธอมาหลบไว้ด้านหลังช้าๆ สายตาจดจ้องไปยังประตูห้องที่แง้มอยู่ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่ว ก่อนที่เสียงบิดลูกบิดประตูจะดังขึ้น... แกร็ก... พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในความมืด!
ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ดรากอนไรเดอร์คนนี้ด้วยนะครับ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม•ตอนที่ 6
เสียงสะท้อนจากอดีต
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!