"ถ้าคุณยังแก้ต้นฉบับด้วยวิธีตัดทอนอย่างไร้ความรับผิดชอบแบบนี้อีกครั้ง ผมแนะนำให้ไปเปิดสำนักพิมพ์พิมพ์ใบปลิวแจกตามป้ายรถเมล์น่าจะเหมาะกับวิสัยทัศน์ของคุณมากกว่านะครับ บ.ก.พิมพ์มาดา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย้ยหยันดังขึ้นทันทีที่บานประตูห้องประชุมใหญ่ถูกผลักเปิดออก ปะทะกับบรรยากาศตึงเครียดที่ลอยอลวนอยู่ก่อนแล้ว เจ้าของประโยคแสบสันต์คือรวิศ—นักเขียนหนุ่มปากร้ายผู้ยืนกอดอกพิงกรอบประตู นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนความเหนื่อยหน่ายระคนท้าทายอย่างไม่ปิดบัง
พิมพ์มาดาที่เพิ่งหลุดพ้นจากภวังค์ความตกใจเมื่อครู่ ดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าเรียวเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เสียฟอร์ม ดวงตาคู่สวยจ้องมองชายหนุ่มผู้สร้างปัญหาด้วยความขุ่นเคืองระคนโล่งอกที่อย่างน้อยเขาก็โผล่หัวมาเสียที หลังจากปล่อยให้เธอนั่งเผชิญหน้ากับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกร่วมสิบนาทีเต็ม
"ถ้าคุณเสียเวลาเดินเข้ามาให้เร็วกว่านี้สักห้านาที คุณก็จะเห็นว่าฉันกำลังพยายามกู้ซากนิยายสืบสวนที่สำสำนวนวนไปวนมาเหมือนคนเมาพับของคุณอยู่ครับ... อ้อ ขอโทษที ผมติดสำนวนพูดของคุณมาโดยไม่รู้ตัว" พิมพ์มาดาย้อนกลับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา ก่อนจะหันไปพยักหน้าเชิงขอโทษให้แก่ผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่ข้างกายรวิศ
บุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับนักเขียนหนุ่มคือ "กิตติภณ" บรรณาธิการบริหารรุ่นใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลของสำนักพิมพ์ และเป็นคนที่รวิศเกรงใจ (ในระดับที่ยอมรับว่าอีกฝ่ายยังพอยัดเยียดงานให้เขาทำได้) รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏบนใบหน้าของชายวัยกลางคนทันทีที่บรรยากาศในห้องคุกกรุ่นจนแทบจะจุดไฟติด
"เอาล่ะๆ ใจเย็นกันก่อนทั้งสองคนครับ" กิตติภณยกมือขึ้นปรามพร้อมกับหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะ "ผมไม่ได้อยากให้พวกคุณมาเปิดศึกดวลฝีปากกันในห้องประชุมนี้หรอกนะ แต่เนื่องจากกำหนดการตีพิมพ์เล่มล่าสุดของรวิศกระชั้นเข้ามาทุกที ผมเลยต้องลากตัวพ่อมดแห่งวงการน้ำหมึกคนนี้มาเคลียร์กันให้ชัดเจน"
รวิศถอนหายใจยาวอย่างไม่ปิดบังความหงุดหงิด เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ลากเก้าอี้ตรงข้ามกับพิมพ์มาดานั่งลงอย่างแรงจนเกิดเสียงเสียดสีกับพื้นห้องดังเอี๊ยดอ๊าด ดวงตาคมกริบกวาดมองกองกระดาษต้นฉบับที่มีรอยปากกาแดงละลานตาฝีมือของบรรณาธิการสาวตรงหน้า แล้วแค่นเสียง "หึ" ในลำคอ
"ผมตรวจต้นฉบับตัวเองมาสามรอบคถณพิมพ์มาดา..." รวิศลากเสียงยาวอย่างจงใจกวนประสาท "ทุกตัวอักษร ทุกปมปริศนา ถูกร้อยเรียงไว้ด้วยความประณีตบรรจง แต่คุณกลับบอกว่าช่วงกลางของเรื่องมันเอื่อยเฉื่อย และแนะนำให้ผมตัดฉากสืบสวนที่ซับซ้อนทิ้งไปเสียครึ่งหนึ่ง... คุณใช้ส่วนไหนคิดครับเนี่ย หรือว่าสมองส่วนวิเคราะห์มันฝ่อไปตามอายุงานแล้ว"
คำพูดที่พ่นออกมาเปรียบเสมือนใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งที่กรีดแทงความรู้สึกของคนฟัง พิมพ์มาดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือเรียวที่กำปากกาในมือสั่นระริกด้วยความโกรธ เธอกำลังจะสวนกลับด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบไม่แพ้กัน ทว่ากิตติภณกลับชิงพูดแทรกขึ้นเสียก่อน
"เดี๋ยวก่อนรวิศ... ลองเปิดใจฟังเหตุผลของพิมพ์เขาก่อนสิครับ เมื่อครู่ก่อนคุณจะมา พิมพ์เขาชี้ให้ผมเห็นจุดบอดที่น่าสนใจมากนะ" บรรณาธิการบริหารผายมือไปทางหญิงสาว
รวิศเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความระแวงและไม่เชื่อถืออย่างชัดเจน "จุดบอดอะไรครับ? หรือจุดบอดที่ว่าคือรสนิยมการอ่านที่ไร้รสนิยมของเธอกันแน่"
พิมพ์มาดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอนั่งลงช้าๆ วางปากกาลงบนโต๊ะ ประสานสายตากับนักเขียนหนุ่มผู้ดื้อรั้นด้วยความนิ่งสงบที่ทรงพลังกว่าการตะโกนด่าทอ
"คุณรวิศคิดว่าเสน่ห์ของนิยายสืบสวนของคุณคืออะไรคะ?" พิมพ์มาดาเปิดฉากถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม
รวิศชะงักไปนิดหนึ่ง ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าสวยเชิดของหญิงสาว "ความซับซ้อนของคดี การหักมุมที่คาดไม่ถึง และตรรกะที่เฉียบคมของตัวละครเอก"
"ถูกต้องครับ..." พิมพ์มาดาลากเสียงรับคำ "แต่นั่นคือสิ่งที่คุณเขียนเมื่อสามเล่มที่แล้ว... ในเล่มนี้ คุณกำลังพยายามทำสิ่งเดิมๆ ด้วยวิธีการเดิมๆ จนผู้อ่านที่ติดตามงานของคุณมาตลอดสามารถคาดเดาได้ตั้งแต่กลางเรื่องแล้วว่าใครคือฆาตกรตัวจริง... ฉากที่คุณหวงนักหวงหนา ฉากสืบสวนในโกดังร้างสามหน้ากระดาษนั่นน่ะ มันไม่มีบทสนทนาไหนที่ขับเคลื่อนปมความสัมพันธ์ของตัวละครเลย มันมีแต่ข้อมูลแห้งๆ ที่คุณยัดเยียดให้คนอ่านเสพเหมือนกำลังอ่านรายงานการสอบสวนของตำรวจจริงๆ!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมในทันที
รวิศนิ่งงันไปสนิท นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่คาดคิดว่าบรรณาธิการสาวตรงหน้าจะกล้าวิเคราะห์งานเขียนของเขาได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ ทุกคำที่เธอพูดมันคือ "จุดอ่อน" ที่เขาแอบกังวลอยู่ลึกๆ แต่ไม่มีใครกล้าทักท้วงเขาตรงๆ มาก่อน เนื่องจากบารมีและความสำเร็จถล่มทลายจากผลงานที่ผ่านมา
กิตติภณลอบมองปฏิกิริยาของนักเขียนหนุ่มด้วยความลุ้นระทึก เพราะปกติแล้วรวิศจะเหวี่ยงใส่ทุกคนที่กล้าวิทจารณ์งานของเขาในระดับนี้ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่เสียงตบโต๊ะด่าทออย่างที่คิด
รวิศเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกวาดมองหน้าพิมพ์มาดานานนิ่ง ราวกับกำลังพิจารณาตัวตนของเธอใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มหยันที่มุมปากจางหายไป แทนที่ด้วยแววตาครุ่นคิดที่เปี่ยมด้วยประกายบางอย่าง
"แล้วถ้าตัดฉากนั้นทิ้งตามที่คุณเสนอ..." รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงกว่าเดิม ปราศจากความเย้ยหยัน "คุณคิดว่าผมควรใส่อะไรลงไปแทน เพื่อไม่ให้โครงสร้างของคดีมันพังทลายลงมา?"
พิมพ์มาดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของชายหนุ่ม เธอไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะยอมเปิดโอกาสให้เธอเสนอแนะง่ายดายขนาดนี้ ดวงตาคู่สวยฉายแววประหลาดใจระคนทึ่ง ก่อนที่เธอจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นมืออาชีพ หยิบเอกสารขึ้นมาพลิกเปิดไปยังหน้าที่ทำเครื่องหมายไว้
"แทนที่จะให้ตัวละครเอกยืนพูดคนเดียวในโกดังร้าง..." พิมพ์มาดาชี้ปลายปากกาลงบนกระดาษ "คุณควรสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์ระหว่างสารวัตรหนุ่มกับจิตแพทย์สาวให้มากกว่านี้ ให้พวกเขาปะทะคารมกันในสถานการณ์ที่บีบคั้นความเป็นความตาย การสืบสวนที่ดีไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันต้องขับเคลื่อนด้วยบาดแผลในใจของตัวละคร... ซึ่งจุดนี้แหละที่คุณเก่งที่สุด แต่คุณดันซ่อนมันไว้ใต้กองสำนวนที่เยิ่นเย้อพวกนี้"
รวิศนิ่งฟังเงียบๆ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เรียวปากที่ขยับพูดอย่างคล่องแคล่วและแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของพิมพ์มาดา หัวใจข้างซ้ายกระตุกวูบอย่างประหลาด ความรู้สึกบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก—ความรู้สึกที่ว่า... ผู้หญิงคนนี้มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาผ่านตัวอักษรที่เขาร้อยเรียงอย่างทะลุปรุโปร่ง
ไม่มีใคร... ไม่มีบรรณาธิการคนไหนเคยเข้าใจแก่นแท้ของนิยายเขาได้ลึกซึ้งเท่าผู้หญิงปากร้ายคนนี้มาก่อน
กิตติภณที่นั่งมองสถานการณ์อยู่เงียบๆ ยิ้มกริ่มออกมาอย่างพอใจ เขาแอบถอนหายใจโล่งอกที่มหาสมุทรเพลิงระหว่างสองคนนี้ไม่ระเบิดใส่กันเสียก่อน
รวิศเงียบไปเนิ่นนาน ราวกับกำลังประมวลผลคำพูดทั้งหมดของพิมพ์มาดาในหัว บรรยากาศในห้องตึงเครียดแต่เจือด้วยความคาดหวัง ก่อนที่ชายหนุ่มจะยอมยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง และทำเอาหัวใจของพิมพ์มาดากระตุกแปลกๆ
"ปากร้าย... แต่สายตาใช้ได้นี่ครับ บ.ก.พิมพ์มาดา" รวิศเอ่ยเสียงนุ่มเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในห้องนี้
"ฉันถือว่านั่นคือคำชมจากปากนักเขียนอีโก้สูงก็แล้วกันนะคะ" พิมพ์มาดาย้อนกลับทันควัน แม้ใบหูทั้งสองข้างจะเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว
"อย่าเพิ่งได้ใจไปครับ..." รวิศโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตานิ่งของเธอ "ที่คุณพูดมาทั้งหมด ผมจะเก็บไปคิดดู... แต่ถ้าฉบับแก้ที่ส่งมาครั้งหน้ามันยังไม่เป็นที่น่าพอใจ คุณเตรียมตัวรับมือกับความปากร้ายของผมในเวอร์ชันที่คูณสองได้เลย"
พิมพ์มาดาเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว "เชิญเลยค่ะ เพราะฉันเองก็เตรียมปากกาแดงไว้ต้อนรับคุณเหมือนกัน"
เสียงหัวเราะในลำคอของรวิศดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณว่าสงครามขนาดย่อมในห้องประชุมนี้ได้ยุติลงชั่วคราวแล้ว กิตติภณจึงถือโอกาสสรุปการประชุมและปล่อยให้ทั้งคู่แยกย้ายกันไปทำงานต่อ
พิมพ์มาดาลุกขึ้นเก็บเอกสารบนโต๊ะใส่แฟ้มอย่างเร่งรีบ เธออยากออกไปให้พ้นจากรัศมีสายตาที่ทรงพลังและอันตรายต่อหัวใจของนักเขียนหนุ่มคนนี้เต็มทีแล้ว หญิงสาวก้าวเดินออกจากห้องประชุมมาตามทางเดินเงียบสงบมุ่งหน้ากลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง พรูลมหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก
ทว่า... ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวพ้นมุมตึกสำนักงาน แรงฉุดกระชากเบาๆ ที่ข้อศอกก็ทำให้เธอต้องสะดุ้งสุดตัว
ร่างบางถูกดึงเข้าไปหลบในมุมอับสายตาของห้องเก็บเอกสารเก่าอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์คุ้นเคยลอยเข้าแตะจมูก ก่อนที่แผ่นหลังของเธอจะแนบชิดกับผนังเย็นเฉียบ และเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ตามมาทาบทับ กักขังเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างลำตัวของเขากับกำแพง
พิมพ์มาดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนตื่นตระหนก เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาก็พบกับใบหน้าคมคายของรวิศที่โน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียน
"คุณรวิศ! เล่นบ้าอะไรเนี่ยคะ ปล่อยฉันนะ!" พิมพ์มาดาร้องประท้วงเสียงหลง พยายามใช้มือดันแผงอกกว้างของเขาออก แต่ชายหนุ่มกลับใช้มืออีกข้างรวบข้อมือของเธอไว้เหนือหัวได้อย่างง่ายดาย
รวิศไม่ตอบ เขาก้มมองหญิงสาวนิ่ง ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์
"ผมแค่สงสัย..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหูของเธอ จนพิมพ์มา ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง "ว่าปากเก่งๆ ของคุณเวลากลัวขึ้นมาเนี่ย... มันจะยังรสชาติจัดจ้านเหมือนตอนเถียงผมในห้องประชุมหรือเปล่า..."
คำพูดกำกวมกับระยะห่างที่ใกล้ชิดจนอันตราย ทำให้หัวใจของพิมพ์มาดาเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล เธอกำลังจะอ้าปากด่ากราดเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว ทว่าจังหวะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของพนักงานฝ่ายบุคคลที่กำลังเดินตรงมาทางนี้ก็ดังแทรกขึ้นขัดจังหวะ!
"เอ๊ะ... เหมือนเมื่อกี้ฉันเห็นบ.ก.พิมพ์เดินมาทางนี้นะคะ..."
ดวงตากลมโตของพิมพ์มาดาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอเงยหน้ามองรวิศที่ยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่สะทกสะท้านต่อเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ร่างสูงยิ่งขยับเข้าไปใกล้เธอจนแทบจะกลายเป็นร่างเดียวกัน ลมหายใจของเขารดรินอยู่ชิดริมฝีปากของเธอ และก่อนที่พิมพ์มาดาจะทันได้ส่งเสียงห้าม รวิศก็เอียงใบหน้าลงมา...
—โปรดติดตามตอนต่อไป—
ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ดรากอนไรเดอร์คนนี้ด้วยนะครับ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม•ตอนที่ 5
คำชมที่แลกมาด้วยเลือด
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!