"คุณจะยืนเป็นเสาหลักเมืองตรงนี้อีกนานไหมครับ บรรณาธิการพิมพ์มาดา แดดสตรีทฟู้ดเมืองไทยไม่ได้ใจดีกับผิวออร่าของคุณขนาดนั้นหรอกนะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความรำคาญแบบฉบับรวิศดังขึ้น ท่ามกลางเสียงรถราที่วิ่งพล่านบนถนนเยาวราชยามบ่ายที่อบอ้าวและเต็มไปด้วยฝุ่นควัน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาคนรอบข้างกลับไม่ใช่ความพลุกพล่านนั้น หากเป็นภาพของนักเขียนหนุ่มชื่อดังที่กำลังยืนกางร่มกันแดดสีดำสนิทบังความร้อนให้หญิงสาวร่างบางในชุดสูทลำลองที่ยืนหน้ามุ่ยอยู่ข้างกัน
พิมพ์มาดาตวัดสายตาคมกริบมองคนปากเสียที่ปากก็บ่นแต่ร่มในมือกลับเอียงมาทางเธอจนไหล่เขาเปียกแดดไปครึ่งแถบ เธอแค่น้ำเสียงฮึดฮัดในลำคอ
"ถ้ากลัวฉันผิวเสียจนต้องยืนบ่นเป็นคนแก่ คุณก็ช่วยเร่งฝีเท้าหาข้อมูลร้านบะหมี่เก่าแก่ตามโจทย์ที่สำนักพิมพ์บรีฟมาให้จบๆ สักทีสครับ ไม่ใช่เดินวนหาตึกร้างแถวตรอกมังกรนี่มาสามรอบแล้ว"
"เขาเรียกว่าการเก็บบรรยากาศเชิงลึกครับ ไม่ใช่การเดินหลงทางอย่างที่คุณกำลังพยายามกล่าวหาผม" รวิศตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไหววับด้วยประกายความดื้อรั้น "นิยายสืบสวนระทึกขวัญที่ตัวละครต้องมาตายปริศนาในตึกแถวเก่า มันไม่ได้สร้างขึ้นมาจากจินตนาการสะอาดสะอ้านบนห้องแอร์หรูๆ หรอกนะ คุณบรรณาธิการ"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดด้วยแรงกดดันบางอย่าง เมื่อทั้งคู่เลี้ยวเข้าสู่ซอกตึกแคบๆ ที่กลิ่นอับชื้นของกาลเวลาและคราบน้ำมันจากร้านค้าด้านหลังตีเข้าจมูก ความเงียบสงบเข้าแทนที่เสียงจอแจภายนอกทันที เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของคนทั้งสองที่สะท้อนก้องไปกับผนังปูนเก่าคร่ำคร่าที่ลอกล่อน
รวิศชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติเมื่อสังเกตเห็นว่าหญิงสาวด้านหลังเริ่มเงียบเสียงไป พิมพ์มาดากำลังกวาดสายตามองซอกตึกมืดทึบเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ไหววับ มือบางที่ถือสมุดโน้ตกระชับแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แม้ภายนอกเธอจะดูเป็นเวิร์กกิ้งหญิงผู้แข็งแกร่งและพร้อมฟาดฟันกับเขาทุกวินาที แต่ในมุมมองที่แคบและอับทึบเช่นนี้ ความเปราะบางบางอย่างกำลังกัดกินความมั่นใจของเธอทีละน้อย
ภาพอดีตอันเลือนรางที่เธอพยายามฝังกลบไว้ก้นบึ้งของจิตใจผุดขึ้นมา รอยแผลเป็นในวัยเด็กที่เคยติดอยู่ในลิฟต์แคบๆ นานหลายชั่วโมง ลมหายใจของพิมพ์มาดาเริ่มติดขัด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามขมับอย่างรวดเร็ว
"พิมพ์..."
น้ำเสียงของรวิศเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความเยือกเย็นและท่าทีเจ้ากدเจ้าอย่างเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความกังวลที่ฉายชัดในแววตา เขาขยับเข้าไปประชิดตัวเธอในพื้นที่จำกัด มือข้างที่ถือร่มถูกปล่อยทิ้งลงพื้นอย่างไร้ความหมาย ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปจับข้อมือบางที่กำลังสั่นเทาไว้แน่น
"คุณ... คุณไหวไหมครับ" น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
"ฉัน... ไม่เป็นไรค่ะ... เอ๊ย ไม่เป็นไรครับ" พิมพ์มาดาพยายามฝืนยึดความแข็งกระด้างของตัวเองไว้ แม้เสียงจะสั่นพร่าและริมฝีปากเริ่มซีดเผือด เธอกัดฟันแน่นจนเจ็บ "ฉันแค่... ไม่ถูกกับที่แคบๆ แบบนี้เท่าไหร่ ปล่อยเถอะค่ะ... ผมหมายถึงปล่อยเถอะรวิศ"
รวิศถอนหายใจยาวด้วยความระоอาปนเป็นห่วง เขาไม่ยอมปล่อยมือจากการกุมข้อมือนั้น กลับออกแรงดึงเบาๆ ให้ร่างบางเซเข้ามาซบลงกับอกแผงกว้างของเขาเพื่อหลบพ้นจากสายตาและบรรยากาศอันน่าอึดอัดรอบด้าน
"ปากเก่งได้ทุกสถานการณ์จริงๆ นะครับ แม้กระทั่งตอนที่ยืนแทบจะไม่ไหวนี่เนี่ย" รวิศกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นนิดๆ อย่างปิดไม่มิด "ถ้ากลัว ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก ทำไมต้องฝืนทำเป็นเก่งอยู่เรื่อย"
"ฉันไม่ได้... อื้อ..." พิมพ์มาดาพยายามจะเถียงต่อ แต่ความวิงเวียนศีรษะและสัมผัสอบอุ่นจากอ้อมกอดที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับจากผู้ชายปากร้ายอย่างเขา ทำให้แรงต่อต้านทั้งหมดละลายหายไป เธอซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง ปล่อยให้ความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากบรรณาธิการสาวมือทองได้รั่วไหลออกมาผ่านหยาดน้ำตาที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเสื้อเชิร์ตของเขา
รวิศนิ่งค้างไปชั่วขณะเมื่อรับรู้ถึงความเปียกชื้นที่หัวไหล่ หัวใจของนักเขียนหนุ่มกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก ภาพของเหตุการณ์ในอดีตที่เขาเคยสูญเสียคนสำคัญไปโดยไม่สามารถปกป้องไว้ได้ ซ้อนทับเข้ามากับภาพของหญิงสาวในอ้อมกอดนี้ ความกลัวที่จะต้องสูญเสียใครไปอีกครั้งทำให้วงแขนแกร่งกระชับกอดร่างบางให้แน่นขึ้นไปอีกราวกับต้องการปกป้องเธอจากโลกทั้งใบ
ในพื้นที่อับชื้นและมืดสลัวของซอกตึกเยาวราช ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ ระหว่างคนทั้งคู่ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามประสานกันเป็นจังหวะเดียว และกลิ่นอายเฉพาะตัวของรวิศที่ผสมผสานกับความอบอุ่นในอ้อมกอด ทำให้พิมพ์มาดารู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดในเซฟโซนที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอ
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งลมหายใจของพิมพ์มาดากลับมาสม่ำเสมอ เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากลาดไหล่ของเขา ดวงตากลมโตคู่สวยแดงก่ำแต่แววตากลับมีความเข้มแข็งและลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกันจนสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในห้วงอารมณ์
รวิศจ้องมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันน้อยๆ ก่อนจะเลื่อนสายตากลับขึ้นมาสบกับดวงตาคู่สวยที่กำลังมองตรงมาที่เขาเช่นกัน ความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางอารมณ์ทำให้สติของทั้งคู่เริ่มพร่าเลือน
"หายกลัวแล้วใช่ไหมครับ บรรณาธิการตัวแสบ" รวิศเอ่ยเสียงพร่า นัยน์ตาคมกริบฉายแววคลั่งรักอย่างปิดไม่มิด แม้ปากจะยังคงพยายามรักษาฟอร์ม "ถ้าหายแล้ว... ช่วยเลิกมองผมด้วยสายตาแบบนั้นสักที เพราะผมชักจะไม่แน่ใจแล้วว่า... ระหว่างคุณกับต้นฉบับนิยาย อะไรมันทำให้ผมควบคุมตัวเองได้ยากกว่ากัน"
พิมพ์มาดาชะงัก หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่เธอรู้สึกกลัวที่แคบเสียอีก เธอกำลังจะอ้าปากตอกกลับด้วยคำพูดจิกกัดตามนิสัยเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ทว่า...
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเรียกชื่อเธอดังแทรกขึ้นมาจากปากซอกตึกมืดทึบเบื้องหน้า ทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ ให้แตกกระเจิงในพริบตา
"พิมพ์! อยู่นี่เองเหรอ! ผมตามหาคุณซะทั่วเลย..."
รวิศขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนไม่พอใจ เขายังไม่ทันได้ดึงพิมพ์มาดาออกมาจากอ้อมแขน บุคคลที่สามก็ก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาเสียก่อน
และเมื่อพิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น ส่วนรวิศถึงกับนิ่งงันไปเมื่อตระหนักได้ว่า... เจ้าของเสียงเรียกนั้นคือใคร
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความอบอุ่นปนความแสบสันต์ในตอนนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม•ตอนที่ 4
นัดพบที่ไม่ได้นัดหมาย
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!