เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม•ตอนที่ 2

กฎสามข้อที่ไม่ควรทำ

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
ความเงียบงันภายในห้องประชุมสำนักพิมพ์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศ แต่มันกำลังทำหน้าที่เป็นเตาหลอมที่แผดเผาออกซิเจนจนเกือบหมดสิ้น รวิศหันขวับกลับมา ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทลำลองสีเข้มขยับเข้าประชิดโต๊ะทำงานไม้สักอย่างคุกคาม ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดโกนจ้องเขม็งไปยังร่างบางที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม พล็อตเรื่องซ้อนพล็อตที่เพิ่งหลุดออกจากปากเขาเมื่อครู่ เป็นความลับระดับท็อปซีเครต์ที่แม้แต่กองบรรณาธิการบริหารยังไม่มีสิทธิ์แตะต้อง แต่เธอกลับสวนกลับมาด้วยรายละเอียดเชิงลึกที่แม้แต่ตัวเขายังต้องขมวดคิ้ว "คุณรู้เรื่องโครงเรื่องย่อยในบทที่สิบห้าได้ยังไง" น้ำเสียงของรวิศต่ำทุบลงในลำคอ มันเย็นเยียบและเต็มไปด้วยแรงกดดันที่สามารถทำให้พนักงานใหม่ร้องไห้ได้ภายในสามวินาที แต่พิมพ์มาดากลับเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก เธอดึงปากกาหมึกซึมราคาแพงออกจากเรียวปากสีพีชช้าๆ วางมันลงบนแฟ้มเอกสารด้วยจังหวะจะโคนที่ไม่แสดงอาการเกรงกลัวแม้แต่น้อย "เพราะฉันไม่ใช่แค่อ่านต้นฉบับของคุณค่ะ... เอ่อ ขออภัยครับ ผมหมายถึง... ฉันไม่ได้แค่อ่านต้นฉบับของคุณแบบผ่านตาเหมือนคนอื่น" พิมพ์มาดาแก้คำพูดตัวเองทันทีเมื่อเห็นคิ้วเข้มของอีกฝ่ายกระตุกขึ้นอย่างจับผิด เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ "ตกใจอะไรคะคุณนักเขียน ฉันเป็นบรรณาธิการของคุณนะ หน้าที่ของฉันคือการรื้อโครงสร้างสมองอันหยิ่งยโสของคุณออกมาแบ แล้วดูว่าตรงไหนมันรั่วไหล... และดูเหมือนว่า พล็อตการฆาตกรรมในห้องปิดตายของคุณ มันมีรูโหว่ขนาดที่รถบรรทุกสบลานวิ่งผ่านได้สบายๆ ต่างหากล่ะ" "ปากกล้าเกินไปแล้วพิมพ์มาดา" รวิศโน้มตัวลงไปใกล้เธอจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูกเธอ "จำกัดความคำว่า 'รูโหว่' ของคุณให้ดี เพราะถ้ามันไม่มีน้ำหนักพอ คุณจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องนิยายเรื่องนี้อีกตลอดชีวิต... นี่คือคำขาด" คำขาดที่ทรงพลังพอจะทำให้บรรณาธิการคนอื่นเข่าอ่อน แต่ไม่ใช่กับพิมพ์มาดา เธอไม่แม้แต่จะถอยหลังหนี กลับเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ แววตาคู่สวยไหวระริกด้วยประกายแห่งความท้าทาย "ถ้าคุณอยากได้คำอธิบาย งั้นเรามาตกลง 'กฎสามข้อ' กันก่อนดีไหมคะคุณรวิศ" เธอยกนิ้วเรียวขึ้นมานับทีละข้อ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมทุกพยางค์ "ข้อแรก... เลิกใช้อารมณ์ตัดสินงานเขียน งานของคุณขายได้เพราะตรรกะและความซับซ้อน ไม่ใช่เพราะอีโก้ส่วนตัวที่พองโตจนล้นจอคอมพิวเตอร์" รวิศกัดกรามแน่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะสวนกลับ เธอก็ชูนิ้วที่สองขึ้นมา "ข้อสอง... ในเมื่อคุณบอกว่าพล็อตนี้มีแค่คุณกับฉันที่รู้เรื่องเชิงลึกทั้งหมด งั้นกรุณายอมรับความจริงด้วยว่า ฉันคือคนเดียวในโลกตอนนี้ที่เข้าใจทิศทางตัวละครของคุณดีพอๆ กับที่คุณสร้างมันขึ้นมา ดังนั้น เลิกทำตัวเป็นเด็กหวงของเล่นแล้วฟังเหตุผลบ้าง" และก่อนที่อุณหภูมิความเดือดดาลในห้องจะพุ่งทะจุดเดือด นิ้วที่สามก็ถูกยกขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ "และข้อสาม... ถ้าฉันพิสูจน์ให้คุณเห็นได้ว่า 'รูโหว่' ที่ฉันพูดถึงมันทำให้ตอนจบของคุณพังพินาศ คุณจะต้องเลี้ยงกาแฟพรีเมียมราคาแพงที่สุดในย่านนี้ให้ฉันติดต่อกันหนึ่งเดือนเต็ม... ว่าไงล่ะครับ คุณนักเขียนมือหนึ่ง กล้าพนมมือรับคำท้าของ 'เด็กฝึกงานปากจัด' คนนี้ไหม" การเลียนแบบสรรพนามและน้ำเสียงประชดประชันของเขาเมื่อครู่ ทำให้รวิศถึงกับมุมปากกระตุก เขาผละตัวออกมายืนตรง กอดอกมองผู้หญิงตรงหัวโต๊ะด้วยสายตาที่ทั้งฉุนเฉียวและ... ปนความทึ่งลึกๆ ที่เขาไม่มีวันปริปากบอกออกไป ผู้หญิงคนนี้อันตราย เธอกล้าต่อรองกับซาตานแห่งวงการนิยายสืบสวนอย่างเขาโดยไม่กะพริบตา และที่แย่ที่สุดคือ... ตรรกะของเธอมันดันถูกต้องทุกประการจนเขาหาช่องโหว่มาเถียงไม่ได้ "ตรรกะเพ้อเจ้อ" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ พยายามสร้างเกราะกำบังความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังตีรวนอยู่ในอก "คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงมาตั้งกฎกับผม พิมพ์มาดา? คุณเป็นแค่บรรณาธิการที่บริษัทจัดหามาให้ผมเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้..." "ถ้าฉันเป็นแค่คนที่คุณเขี่ยทิ้งง่ายๆ ทำไมตอนนี้คุณถึงยังยืนเถียงกับฉันด้วยเรื่องความยาวสามหน้ากระดาษเมื่อกี้ล่ะคะ" พิมพ์มาดาย้อนถามทันควัน ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับยามเมื่อเห็นคนปากแข็งเริ่มจนมุม "ยอมรับมาเถอะค่ะว่าคุณกำลังตื่นเต้น ที่ในที่สุดก็มีคนตามเกมจิตวิทยาในนิยายของคุณทัน ไม่ใช่เจอแต่พวกคอยพยักหน้าหงกๆ เลียแข้งเลียขาเหมือนที่ผ่านมา" คำพูดนั้นราวกับลูกศรที่พุ่งปักกลางใจดำ รวิศชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนเลยแม้แต่น้อย ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เต็มไปด้วยความอึดอัด หากแต่เป็นความเงียบที่อบอวลไปด้วยสนามพลังงานทางอารมณ์ที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างรุนแรง เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกครั้ง คราวนี้ใกล้เสียจนปลายรองเท้าชนกัน พิมพ์มาดาชะתกเล็กน้อย เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อร่างสูงก้มลงมา กระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำพร่าที่ริมหู "คุณมั่นใจมากสินะ... ว่าตัวเองเข้าใจผมกับตัวละครพวกนั้นดีพอ" รวิศจงใจลากเสียงยาว แววตาคมกริบไล่มองตั้งแต่รอยยิ้มท้าทายบนเรียวปากบาง ไล่เรื่อยลงมาถึงลำคอระหง "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ บรรณาธิการพิมพ์... เพราะถ้าเกิดวันหนึ่งคนที่คุณบอกว่าเข้าใจนักหนา เกิดอยากจะ 'เขียนตอนจบ' ให้ชีวิตคุณขึ้นมาจริงๆ คุณอาจจะหนีไม่พ้นกรงเล็บของดรากอนไรเดอร์คนนี้" หัวใจของพิมพ์มาดากระตุกวูบหนึ่งจังหวะ ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อกลิ่นกายสะอาดผสมความดุดันของผู้ชายตรงหน้าโอบล้อมเธอไว้ทุกทิศทาง แต่ด้วยสัญชาตญาณของการเป็นคนไม่ยอมแพ้ เธอกัดริมฝีปากเบาๆ แล้วเตรียมจะสวนกลับด้วยประโยคที่แสบสันที่สุด **แอ๊ด...** เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับร่างของบรรณาธิการบริหารที่ก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารกองโตในมือ โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า ระยะห่างระหว่างพระเอกเบสต์เซลเลอร์กับบรรณาธิการสาวคนเก่งเมื่อครู่นั้น... แทบจะไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่านได้อยู่แล้ว "รวิศ พิมพ์มาดา... ประชุมเรื่องสัญญาฉบับใหม่พร้อมกันเลยไหม พอดีทางฝ่ายกฎหมายส่ง—" ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของดรากอนไรเดอร์เสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%