กลิ่นอายดินฝุ่นและไอร้อนจากผืนดินแดนเถื่อนแผ่ซ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานแคบของกระท่อมไม้ปลายไร่ แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องทะลุผ่านม่านบังตาเกิดเป็นลำแสงสีทองฝุ่นละอองลอยเคว้งคว้าง แต่ไม่มีสิ่งใดร้อนแรงเท่าอุณหภูมิในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แห่งนี้ ที่ซึ่งลมหายใจของคนสองคนกำลังหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกัน
ศิลากลืนความกระด้างทั้งหมดลงคอ สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวจดจ้องมองร่างบางที่ถูกต้อนจนชิดผนังไม้เก่า รินรดาหอบหายใจจนอกอิ่มกระเพื่อมไหว ความดื้อรั้นที่เคยฉายชัดในแววตาคู่นั้นบัดนี้เจือไปด้วยประกายระริกแห่งความหวั่นไหว เธอยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาไว้ ทว่ามันก็เป็นเพียงกำแพงบางเบาที่ไม่อาจต้านทานแรงโน้มถ่วงแห่งอำนาจดิบเถื่อนที่ผู้ชายตรงหน้าแผ่ออกมาได้
"ปล่อยฉัน... ศิลา คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้" เสียงของเธอสั่นพร่า แม้จะพยายามเฟ้นหาความแข็งกร้าวมาประดับริมฝีปาก แต่ความสั่นสะท้านในน้ำเสียงกลับทรยศทุกถ้อยคำ
"ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอลิน..." ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของเสือร้ายที่ต้อนเหยื่อจนมุม ปลายนายใหญ่แห่งไร่วรโชติเมธีเอื้อมมือหนาขึ้นกอบกุมข้อมือเรียวทั้งสองข้างแล้วตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างง่ายดาย แรงบีบหนักแน่นไร้ความปรานีแต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ็บจนเกินทน "ในอาณาจักรของฉัน บนแผ่นดินที่เธอเหยียบอยู่ทุกตารางนิ้วนี้... ร่างกายของเธอก็คืออาณาเขตของฉันเหมือนกัน"
รินรดาเบี่ยงหน้าหลบเมื่อใบหน้าคมเข้มโน้มต่ำลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นจัดระอุรดรินอยู่ข้างแก้มสาก กลิ่นกายเฉพาะตัวของเขา—กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับเหงื่อไคลและกลิ่นอายดินปืน—ช่างทรงพลังจนทำให้สมองของเธอพร่าเลือน เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด แต่ศิลากลับใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยกลีบปากของเธอให้ออกจากการจองจำอย่างถือวิสาสะ
"อย่าทำร้ายตัวเอง... เก็บเรียวปากไว้ครางเรียกชื่อฉันดีกว่า รินรดา"
สิ้นคำพูดนั้น ริมฝีปากร้อนผ่าวก็ทาบทับลงมาอย่างไร้การปรานี รสจูบในคราแรกดุดัน รุกราน และเอาแต่ใจ ดั่งพายุร้ายที่โหมกระหน่ำใส่ต้นไม้น้อยให้เอนเอียง รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปหมด เธอพยายามเม้มปากแน่นและสะบัดหน้าหนี ทว่าศิลากลับรู้ทัน มืออีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนลงมาบีบกรามมนไว้มั่น บังคับให้เธอต้องเผยริมฝีปากออกรับรสจูบอันเร่าร้อนที่เขาปรารถนาจะมอบให้อย่างไม่มีทางเลือก
รสจูบเปลี่ยนจากความดุเดือดเป็นการชักนำที่ลุ่มลึกและสูบ2วิญญาณ ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ มือที่ตรึงข้อมือเธอไว้คลายออกเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นโอบกอดรัดรอบเอวคอดกิ่ว ดึงรั้งร่างบางให้แนบชิดติดกับแผงอกแกร่งที่ร้อนดั่งเตาไฟ ความต่างของสรีระทำให้เธอราวกับตุ๊กตาตัวน้อยในอ้อมแขนของมัจจุราชผู้เร่าร้อน
แรงต้านทานทั้งหมดในตัวรินรดากำลังละลายหายไปกับสัมผัสวาบหวามที่ไล่ล่าอย่างไร้ความปราณี นิ้วมือเรียวที่เคยจิกทึ้งอยู่บนไหล่กว้าง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิร์ตเนื้อหนาของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยามเมื่อริมฝีปากของเขาผละออกให้เธอได้สูบฉีดอากาศเข้าปอดชั่วครู่ เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ก็ดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไรนอกหน้าต่าง
ดวงตาสีเข้มของศิลาเต็มไปด้วยไฟปรารถนาที่ลุกโชนจนน่ากลัว เขาก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง สูดดมความหอมหวานจากเนื้อนวลที่ไร้การปรุงแต่งใดๆ ริมฝีปากร้อนกดจัดเน้นย้ำตามแนวไหปลาร้าจนเกิดรอยแดงกุหลาบซ้อนทับรอยเดิม ท่ามกลางความตึงเครียดที่ระเบิดออกเป็นความหม่นมัวทางอารมณ์ ร่างกายของรินรดาสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่วิ่งพล่านไปตามกระแสเลือด มันไม่ใช่ความเกลียดชังอย่างที่เธอพยายามบอกตัวเอง แต่มันคือแรงดึงดูดอันดำมืดที่ผลักดันให้เธอตกลงไปในหุบเหวแห่งเสน่หา
"คุณมันคนเผด็จการ..." เธอกระซิบเสียงแผ่วเบา ร่างกายอ่อนยวบยาบจนต้องทิ้งน้ำหนักพึ่งพาแผ่นอกของเขา
"ใช่... และเธอก็เกลียดความเผด็จการนี้ไม่ลงหรอก ริน" ศิลาพึมพำชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความต้องการที่พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่
มือหนารุกคืบปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตของเธอออกทีIละเม็ดท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามา สัมผัสจากปลายนิ้วหยาบที่ลูบไล้ไปตามผิวเนื้อเนียนละเอียดสร้างความเสียวซ่านจนรินรดาต้องแอ่นกายเข้าหาโดยสัญชาตญาณ ความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีทั้งหมดถูกแผดเผาจนมอดไหม้เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของความเป็นมนุษย์ที่โหยหาการเติมเต็ม
เมื่อเสื้อผ้าอาภรณ์หลุดร่วงลงทีละชิ้น เผยให้เห็นเรือนร่างงดงามที่ตัดกับผิวสีแทนเข้มของชายหนุ่ม ศิลาจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ร้อนแรงราวกับจะกลืนกิน ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดอย่างไร้สิ่งกีดขวาง ไออุ่นจากผิวเนื้อที่เสียดสีกันทำให้บรรยากาศภายในห้องร้อนระอุยิ่งกว่าสภาพอากาศภายนอก
บทเพลงรักอันดิบเถื่อนและเร่าร้อนเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเงาไม้และแสงแดด ศิลาไม่ได้ทะนุถนอมเธอราวกับแก้วเจียระไน แต่เขาปฏิบัติต่อเธอราวกับสมบัติล้ำค่าที่เขาแย่งชิงมาได้ด้วยชีวิต การเคลื่อนไหวหนักหน่วง ดุดัน แต่เต็มไปด้วยความลุ่มลึกและเร่าร้อน ทุกสัมผัส ทุกจังหวะการสอดประสาน ดึงเสียงครางหวานปนสะอื้นเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของรินรดา มือเรียวขยุ้มแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มจนเกิดรอยเล็บลึกเพื่อระบายความวาบหวามที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์
ห้องทั้งห้องราวกับหมุนเคว้ง รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปลายหน้าผา สูญเสียการควบคุมทั้งหมดให้กับชายผู้มีอำนาจเหนือเธอ ศิลาประคองใบหน้าสวยขึ้นมาสบตากันในนาทีที่ความสุขสมพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนมุมปากของมาเฟียหนุ่ม ก่อนที่เขาจะกระซิบคำขาดข้างใบหูที่แดงก่ำ
"ทีนี้... เธอก็หนีจากเงื้อมมือฉันไม่พ้นไปตลอดชีวิตแล้ว รินรดา"
ในขณะที่ลมหายใจของทั้งคู่ยังคงหอบกระชั้นและร่างกายนัวเนียอยู่บนเตียงนอนเก่าๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดตรงบริเวณระเบียงด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูไม้ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังทลายลงมาในพริบตาเดียว!
"นายใหญ่ครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... มีคนบุกรุกเข้ามาทางแนวชายป่าด้านหลัง พร้อมอาวุธครบมือ!" เสียงตะโกนของลูกน้องคนสนิทดังแทรกบรรยากาศความเงียบงันขึ้นมา ทำลายช่วงเวลาวาบหวามให้พังครืนลงในเสี้ยววินาที
ศิลาชะงักกึก นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีทมิฬในทันที ความเร่าร้อนเมื่อครู่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยือกดุจน้ำแข็ง เขาผุดลุกขึ้นคว้าปืนพกสั้นที่วางไว้ข้างหมอนขึ้นมาปลดเซฟอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันมามองหน้าหญิงสาวที่นอนหอบหายใจอยู่ใต้ร่างด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในดินแดนอันดุเดือดนี้ด้วยกันนะครับ
ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 14
ความเร่าร้อนท่ามกลางแดด
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!